บทที่ 15ผู้ทรยศ
เฮรัคหรี่ตามองผ่านพงหญ้าที่ปกคลุมด้วยหิมะเขาเห็นเงาร่างหนึ่งนอนหมอบอยู่หลังกองหินที่วางเรียงเป็แนวบังะุ เขายิ้มบางๆที่มุมปากพลางดึงสายธนูเหล็กกล้าจนตึง
เชนหลาน ชิปพันธุกรรม ประมวลผลภาพเบื้องหน้าอย่างรวดเร็วเส้นเล็งสีเขียวปรากฏขึ้นในทัศนวิสัย ชี้ชัดว่าหากเขายิงผ่านช่องว่างแคบๆระหว่างก้อนหินเพียงไม่กี่เิเ เขาสามารถเจาะกะโหลกศัตรูได้พอดี
ฟิ้ว!
เสียงลูกธนูตัดอากาศดังขึ้นสั้นๆร่างที่นอนอยู่กระตุกเพียงครั้งเดียว ก่อนจะแน่นิ่งกลายเป็ศพเฝ้าพงหญ้า
เฮรัคไม่รอช้าเขาสังเกตเห็นอีกคนหมอบอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าทว่าเศษเสี้ยวของศีรษะกลับโผล่พ้นที่กำบังออกมาเพียงเล็กน้อยเขาขยับหามุมที่เหมาะสมก่อนจะปล่อยลูกธนูทะลวงเข้ากลางศีรษะเป้าหมายโดยตรงจนของเหลวสีขาวปนแดงสาดกระเซ็นไปทั่วโขดหิน
เมื่อเขาสังหารต่อเนื่องไปถึงสี่คนทหารที่เหลืออีกเก้าคนต่างพากันขวัญหนีดีฝ่อ พวกมันมุดตัวลงซ่อนในมุมอับไม่กล้าแม้แต่จะขยับกายหรือส่งเสียงหายใจ
“ข่าวบอกว่าไม่มีใครเฝ้าที่นี่ไงวะ!แล้วนักธนูระดับสูง พวกนี้มาจากไหนกัน!”
หนึ่งในทหารเบฮัดกัดฟันสบถอย่างหัวเสียพวกมันถูกเฮรัคกดไว้อยู่กับที่จนขยับไปไหนไม่ได้
ทว่าการที่พวกมันอยู่นิ่งไม่ได้หมายความว่าเฮรัคจะอยู่นิ่งตาม เชนหลาน คำนวณเส้นทางและตำแหน่งซุ่มยิงใหม่ที่สมบูรณ์แบบให้อย่างรวดเร็วในขณะที่เอมิลยังคงคอยตรึงทางผ่านูเาไว้ เฮรัคก็ค่อยๆเคลื่อนที่อย่างเงียบเชียบดุจเงาพราย
ลูกธนูแต่ละดอกที่พุ่งออกจากคันธนูเหล็กกล้าเปรียบเสมือนประกาศิตจากยมทูตพรากชีวิตศัตรูไปทีละคนอย่างเืเย็น
“มันอยู่นั่น! ระวัง...”
ประโยคเตือนภัยยังไม่ทันจบสิ้นลูกธนูก็เจาะทะลุลำคอทหารผู้นั้นจนเืพุ่งกระฉูดออกมาเป็สาย
อัศวินผู้นำกลุ่มเห็นท่าไม่ดีเขาตัดสินใจะเิความเร็วของอัศวินเพื่อถอยหนีอย่างฉับพลันด้วยความมั่นใจว่าในระดับความเร็วนี้นักธนูคนไหนก็ไม่มีทางเล็งตามทัน ทว่าเฮรัคกลับมองเห็นภาพนั้นอย่างชัดแจ้งเขาหยิบลูกธนูสามดอกขึ้นพาดสายพร้อมกัน
ปึ้ง!
ลูกธนูสามดอกถูกปล่อยออกไปในคราวเดียวพวกมันพุ่งแหวกอากาศปิดล้อมทุกช่องทางหลบหนีของอัศวินผู้นั้นอย่างสมบูรณ์แบบมันคือความตายที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง
อัศวินหนุ่มเบิกตากว้างด้วยความสิ้นหวังก่อนที่ธนูจะทะลวงเข้ากลางหัวใจ ร่างของเขาร่วงหล่นลงสู่พื้นหิมะอย่างหมดสภาพ
เมื่อเห็นผู้นำสิ้นชีพ เอมิลก็ไม่รอช้าเขาพุ่งเข้าใส่ทหารที่เหลือราวกับพยัคฆ์โจนทะยานเข้าสู่ฝูงแกะดาบในมือฟันสะบัดด้วยแรงมหาศาลเพื่อระบายความอัดอั้นที่ทับถมในใจ
ทหารคนหนึ่งพยายามจะยกอาวุธขึ้นสวนกลับแต่ยังไม่ทันจะได้ขยับนิ้ว ลูกธนูของเฮรัคก็เจาะทะลุหน้าอกจนล้มตายคาที่
ในที่สุด จากสิบสี่คนก็เหลือรอดเพียงสองพวกมันทิ้งอาวุธแล้วคุกเข่าลงกับพื้นหิมะพลางตัวสั่นเทาด้วยความหวาดผวา
“ข้าถาม พวกเ้าตอบ”
เฮรัคกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยไร้อารมณ์
“ได้ ได้ครับ!”
ทั้งสองจ้องมองคันธนูเหล็กกล้าในมือเฮรัคด้วยความสยดสยองความแม่นยำของมันทำให้แม้แต่อัศวินระดับทางการยังต้องสังเวยชีวิต
“พวกเ้าเป็ใคร?”
“พวกข้าพวกข้าเป็คนของท่านลอร์ดไซมอนแห่งเบฮัดครับ”
“จุดประสงค์ล่ะ? อย่าบอกนะว่ามาเพื่อรอนับเงินในวันแต่งงาน”
ทหารคนทางซ้ายรีบตอบหวังเอาตัวรอด
“พวกข้าแค่จะมาปล้นไร่ฟักทองครับเห็นว่าไม่มีคนเฝ้าเลยกะจะมาเอาของไปนิดหน่อย”
เฮรัคไม่เสียเวลาฟังคำลวงเขาชักดาบยาวออกมาแล้วสะบัดเพียงครั้งเดียว คอของทหารผู้นั้นก็ขาดสะบั้นทันทีเขาหันไปจ้องคนที่เหลือ
“เ้า พูดความจริงมา”
ทหารที่เหลือรอดถูกเืสาดใส่จนเต็มใบหน้าเขาไม่กล้าแม้แต่จะเช็ดออก สติแทบหลุดลอยพลางละล่ำละลักตอบ
“พวกข้าได้รับคำสั่งให้มาซุ่มรอบปราสาทครับ!ในวันแต่งงานท่านบารอนบัคต้องตายแน่ๆ พวกข้าจะบุกปราสาทพร้อมกองกำลังอื่น และและมีคนทรยศอยู่ในปราสาทคอยเปิดทางให้แล้วครับ!”
เฮรัคและเอมิลสบตากันด้วยสีหน้าเคร่งเครียดเื่นี้ใหญ่หลวงกว่าที่คิดไว้มาก เมื่อเค้นข้อมูลจนมั่นใจว่าหมดเปลือกแล้วเฮรัคจึงมอบความตายที่รวดเร็วให้เพื่อปิดปากเป็คนสุดท้าย
“ไซมอนคงไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อแล้วถึงกล้าไม่เกรงใจแม้แต่ตระกูลทิวลิป”
เอมิลกล่าวด้วยสายตาเย็นเยียบ
การที่พวกมันกล้าประกาศว่าอัศวินชั้นสูง อย่างบารอนบัคต้องตายแน่ๆย่อมหมายความว่าไซมอนต้องพึ่งพา พลังเวทมนต์ของพ่อมด แล้วเท่านั้นเพราะมีเพียงพลังเหนือธรรมชาติเท่านั้นที่กล้าต่อกรกับอัศวินชั้นสูงได้อย่างเด็ดขาด
“เราต้องออกเดินทางตอนนี้เลย!”
เอมิลเร่งเร้า
จากไร่ฟักทองถึงปราสาทต้องใช้เวลาเดินม้าเจ็ดวันแต่พิธีแต่งงานจะเริ่มในอีกสี่วันเท่านั้น ดังนั้นทั้งคู่จึงจำเป็ต้องควบม้าฝ่าพายุหิมะอย่างบ้าคลั่งพวกเขากินนอนบนหลังม้า พักเพียงชั่วครู่ยามร่างกายถึงขีดสุด
ผ่านไปสามวันม้าทั้งสองตัวก็ล้มลงเพราะทนความเหนื่อยล้าไม่ไหวเฮรัคและเอมิลจึงต้องตัดสินใจเดินเท้าต่อและออกจากเทือกเขาหยกมาได้ในที่สุด
เช้าวันที่สี่
ทั้งสองมองเห็นเมืองดูร์วัลเลย์จากระยะไกลบรรยากาศภายในเมืองเต็มไปด้วยการเฉลิมฉลองเนื่องในวันแต่งงานของคุณหนูเมลิสซา
“เอมิล! มาดื่มกันเพื่อน!”
ยามลาดตระเวนคนหนึ่งเดินโซเซเข้ามาทักทายพร้อมถ้วยเหล้าในมือ
“ใครสั่งให้เ้าดื่มในเวลาปฏิบัติหน้าที่!”
เอมิลตะคอกเสียงดังด้วยความโกรธ
“พ่อบ้านไอวานบอกว่าดื่มได้เขาเอาเหล้าดีมาให้พวกข้า บอกว่าวันนี้วันมงคลของคุณหนู ให้ฉลองกันได้เต็มที่”
ยามเมาตอบอ้อแอ้
“ไอวาน”
เอมิลขบกรามแน่นพ่อบ้านไอวานรับใช้ปราสาทมาเนิ่นนานและมักจะทำตัวสุขุมอยู่เสมอ
“เื่ของกองกำลังยามไม่ใช่หน้าที่ของพ่อบ้านที่จะมายุ่ง”
เฮรัคตั้งข้อสังเกต
“ดูเหมือนไส้ศึกที่ว่าจะเป็เขาจริงๆ”
เมื่อทั้งสองมาถึงปราสาทสถานการณ์ยิ่งย่ำแย่ ยามหน้าประตูก็เมามายไม่ต่างกัน ภายในลานปราสาทงานเลี้ยงขอบคุณกำลังดำเนินไปอย่างครึกครื้นอาหารและเหล้าถูกจัดวางไว้อย่างล้นปรี่ ท่านบารอนบัคนั่งเด่นอยู่บนแท่นสูงข้างๆคุณหนูเมลิสซาที่ดูซูบเซียวและหมองเศร้า
เมื่อเฮรัคและเอมิลในสภาพสะบักสะบอมอิดโรยปรากฏตัวขึ้นกลางงานทุกสายตาก็พุ่งเป้ามาที่พวกเขาเมลิสซาเบิกตากว้างพลางร้องเรียกชื่อคนรักด้วยเสียงสั่นเครือ
“เอมิล!”
บารอนบัคขมวดคิ้วด้วยความสงสัย
“เหตุใดเ้าจึงกลับมาในสภาพนี้ เอมิล?”
เอมิลเดินตรงไปเบื้องหน้าท่านบารอนแล้วคุกเข่าลงอย่างหนักแน่น
“โปรดอภัยในความเสียมารยาทครับท่านบารอน!พวกข้าเพิ่งกำจัดหน่วยซุ่มโจมตีจากเบฮัดที่ไร่ฟักทอง จากการเค้นข้อมูลพวกมันตั้งใจจะลงมือสังหารท่านในวันนี้ และมีคนทรยศแฝงตัวอยู่ในปราสาทขอให้ท่านโปรดระวังตัวด้วยครับ!”