ในห้องทดสอบสมรรถภาพร่างกายมีหุ่นกลรูปร่างคล้ายมนุษย์กางแขนเหมือนกับหุ่นไล่กายืนอยู่กลางห้อง
“นี่คือห้องทดสอบพละกำลังกับทักษะการต่อสู้ ไม่ทราบว่าท่านลูกค้า..”
พนักงานสาวยังพูดไม่จบเดนนี่ก็พูดตัดบทไปซะก่อน
“ไม่เป็ไรผมขอเช่าห้องนี้ถึงตอนบ่าย เดี๋ยวที่เหลือผมจัดการเอง”
พนักงานสาวก้มหน้ารับแล้วเดินออกไป แต่ชายหัวโล้นกับลูกศิษย์ไม่ได้เดินออกไปไหนแต่กลับเดินเข้าห้องมาแทน
รอยได้แต่คิดในใจ
“ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนแท้ ๆไอพวกนี้มันไม่มีมารยาทขึ้นพื้นฐานกันเลยรึไงนะถึงได้เดินดุ่ม ๆเข้ามาในห้องส่วนตัวอย่างนี้”
“ขอโทษที่เสียมารยาทครับ พอดีห้องทดสอบอื่นกำลังปรับปรุงอยู่จะเป็อะไรไหมถ้าลูกศิษย์ของผมจะขอใช้ห้องทดสอบนี้ด้วยคน”
ชายหัวล้านโบกมือไล่พนักงานให้รีบเดินออกไปไว ๆและเรียกให้ลูกศิษย์ของเขาเดินเข้ามา ลูกศิษย์ของชายหัวล้านไม่พูดพร่ำทำเพลงอะไรก็เดินเข้าไปตรงหน้าหุ่นอย่างไม่เกรงใจ
“ดูเหมือนน้องคุณเพิ่งจะมาที่นี่ครั้งแรกอะไร ๆก็น่าจะยังไม่เข้าใจ ให้ลูกศิษย์ของผมสาธิตให้ดูเป็ตัวอย่างก่อนก็ได้นะครับปรมาจารย์เดนนี่”
“เชิญเลยครับไม่มีปัญหา” รอยตอบรับอย่างไม่ใส่ใจเพราะถึงจะปฏิเสธไปก็คงจะไม่ทันแล้ว
“หุ่นวัดพลังนี้ใช้งานไม่ยากเพียงแค่โจมตีไปที่หุ่นเท่านั้น ค่าพลังก็จะถูกคำนวณออกมาเอง”
“โจมตีแบบไหนก็ได้เหรอ?” รอยถามด้วยความสงสัย
เดนนี่กล่าวตอบ
“ใช่! แค่โจมตีสุดกำลังก็พอ”
รอยเพ่งมองเด็กหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าเหมือนกับกำลังตั้งท่าที่จะต่อย
ตู้มม! ตู้มม! ตู้มม!
เด็กหนุ่มต่อยออกไปสามหมัดด้วยท่วงท่าที่สบาย ๆหุ่นวัดพลังสั่นะเืเสียงดังสนั่นไปทั่วทั้งห้องสามครั้งซ้อน พร้อมกับตัวเลขที่ปรากฏขึ้นมาที่หน้าจอด้านหลัง 123,119,120
แรงกระแทกรุนแรงขนาดนี้ถ้าโดนร่างเราเข้าไปไม่รู้เลยว่ามันจะเจ็บขนาดไหน รอยหันไปถามอย่างสงสัย “ว่าแต่ 123 นี่มันเยอะหรือเปล่าครับ?”
“ถ้าวัดจากระดับเด็กรุ่นเธอก็ถือว่าสูงเลยล่ะนะแถมเด็กนั่นยังไม่ได้ต่อยออกไปเต็มแรงอีกด้วย”
“ว่าแต่พี่เดนนี่กับชายหัวล้านนั่นมีเื่อะไรกันอย่างงั้นเหรอ ดูเหมือนเป็คนไม่ค่อยชอบขี้หน้ากันเลย?”
“เื่ไร้สาระตอนศึกประลองยุทธเมื่อนานมาแล้วหน่ะเธอยังไม่จำเป็ต้องรู้เื่นี้หรอก เอาล่ะตาเธอแล้ว”
รอยเดินเข้ามาอยู่ตรงหน้าหุ่นวัดพลังพร้อมกับเปิดประตูผู้ใช้คำสาปขึ้นภายในจิตใจ ออร่าความมืดแผ่กระจายออกมาทั่วบริเวณ รอยเกร็งหมัดต่อยออกไปตรงหน้าอย่างสุดแรง
ตู้ม!!
เสียงดังสนั่นไม่แพ้กันแต่ตัวเลขที่ปรากฏขึ้นมาคือ 135 ถึงรอยจะดูแปลกใจกับตัวเลขเพราะไม่คิดว่ามันจะมากกว่าเด็กผู้ชายคนนั้นได้
ชายหัวล้านเองพอเห็นรอยปล่อยหมัดออกไปแล้วก็รู้สึกหมดความสนใจทันทีเพราะดูเหมือนว่ารอยจะไม่ใช่ผู้ฝึกยุทธอย่างที่เขาหวังไว้แถมดูเหมือนว่านั่นคือพลังทั้งหมดที่รอยมี เป็เพียงแค่ผู้มีพลังพิเศษธรรมดาทั่วไปเท่านั้นชายหัวล้านกับเด็กหนุ่มเองก็เลิกสนใจและพากันเดินออกจากห้องไปทันที
“เออ..ดีเว่ย จะมาก็มาจะไปก็ไปทำอย่างกับที่นี่เป็ของตัวเองอย่างนั้นแหละ ค่าพลังของเราก็เยอะกว่าทำไมถึงได้ทำท่าทางอย่างนั้นด้วยล่ะ?”
รอยทดสอบสมรรถภาพร่างกายอีกหลาย ๆอย่างเพราะต้องใช้มันเป็หลักฐานส่วนหนึ่งในการเข้าเรียน
“เธอคงสงสัยซินะว่าทำไมสองคนนั้นถึงได้ทำท่าทางเหมือนดูถูกเธอนัก”
รอยพยักหน้าตอบ
“ผู้ฝึกยุทธมักจะไม่กินเส้นกับผู้มีพลังพิเศษมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว คิดดูซิที่อยู่ ๆคนธรรมดาทั่วไปก็มีพลังเหนืุ์ที่สามารถต่อกรกับชาวยุทธได้ อำนาจเื้ัต่าง ๆของพวกชาวยุทธที่เคยมีอยู่ก่อนแล้วต่างก็ถูกแย่งชิงไป”
“เป็เื่ของผลประโยชน์เองซินะ”
“ดูอย่างศูนย์ฝึกศิลปะป้องกันตัวัขาวนี่ซิ แทบจะไม่มีผู้ใช้พลังพิเศษคนอื่นเข้ามาเลยสักคน”
รอยที่ทดสอบเสร็จแล้วก็เดินมาที่สนามประลองเพื่อดูว่าผู้ฝึกยุทธต่อสู้กันยังไง
การต่อสู้ของผู้ฝึกยุทธต่อสู้กันด้วยกระบวนท่าที่ดูแล้วไม่เห็นมีอะไรน่าอัศจรรย์เลยแต่นี่ก็เป็เพียงแค่ระดับของผู้ฝึกยุทธทั่วไปเท่านั้น เทียบกับผู้มีพลังพิเศษแล้วที่ใช้พลังแปลก ๆสู้กันยังดูน่าตื่นตาตื่นใจมากกว่าอีก หลังจากที่รอยได้ใบผลการตรวจสอบพลังแล้วก็พากันกลับบ้านไป
ณ บ้านร้างแห่งหนึ่ง
ซีโน่หันมองไปรอบ ๆเฝ้าดูอย่างระมัดระวัง
“ไม่คิดเลยว่าพวกเราจะถูกหมายหัวซะเองแค่ทำภารกิจเล็ก ๆไม่สำเร็จแค่นี้ ถ้าไม่ได้คาร่าบอกเตือนไว้คงถูกพวกคนในองค์กรฆ่ายกกลุ่มไปแล้ว”
ดุ๊กที่มีาแเต็มตัวนอนแผ่หลาที่พื้นพูดออกไปอย่างอ่อนแรง
“เห้อ…ที่กบดานอื่น ๆก็ถูกพวกมันค้นพบและทำลายหมดแล้ว ไม่รู้เลยว่าตอนนี้จะหนีไปที่ไหนต่อดี เธอมีความคิดอะไรดี ๆบ้างไหมคาร่า” ดุ๊กหันไปถามคาร่าอย่างหมดหนทาง
คาร่ายืนคิดอยู่สักพักถึงพูดขึ้นมา
“มันก็...พอมีหนทางอยู่นะ แต่อาจจะเป็ความคิดที่ไม่ค่อยเข้าท่าสักเท่าไหร่”
อีกเพียงไม่กี่วันรอยก็จะได้เข้าโรงเรียนศิลปะการต่อสู้แล้ว รอยเองก็กลับมาใช้ชีวิตคนเดียวตามปกติเหมือนเดิมเพราะลุงโจเซฟที่หายดีแล้วก็ต้องกลับไปทำงานต่อ แต่ยังดีที่มีเ้าเหมียวคอยมาเล่นเป็เพื่อนอยู่บ่อยครั้งคอยแก้เหงาไปวัน ๆ
หลายวันมานี้รอยเองก็หาข้อมูลเกี่ยวกับกลุ่มเมฆทมิฬที่พ่อกับแม่ของเขาเกี่ยวข้องแต่ก็รู้ข้อมูลเพียงแค่ผิวเผินเท่านั้น รอยยังคิดไม่ออกจริง ๆว่าต่อจากนี้ไปจะต้องทำอะไรต่อไป อนาคตของตัวเองที่ต้องเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง สายงานอาชีพในโลกนี้ที่จำเป็ต้องเข้าไปพัวพันเกี่ยวกับการต่อสู้รบราฆ่าฟันแค่คิดถึงมันขึ้นมาก็รู้สึกปวดหัวแล้ว ทุกวันนี้รอยพยายามออกกำลังกายตามคำแนะนำที่เดนนี่บอกเพราะรอยยังไม่มีพื้นฐานหรือความรู้อะไรเกี่ยวกับการต่อสู้เลย
ภายในห้องประชุมขนาดใหญ่ของหน่วยงานกองกำลังป้องกันตนเองของประเทศT โจเซฟกับเดนนี่ยืนเงยหน้าขึ้นมองกลุ่มคนผู้มีอำนาจทั้ง 6 ที่ปิดบังตัวตนไว้อยู่เห็นเป็เพียงแค่เงาเลือนรางเท่านั้น
“การสืบสวนไปถึงไหนแล้ว?” หนึ่งในกลุ่มคนปริศนากล่าวถาม
“ทางเราได้สอบสวนกับสองคนที่จับมาได้แล้วแต่พวกนั้นก็เป็เพียงแค่ทหารรับจ้างธรรมดาภายในองค์กรเท่านั้น ข้อมูลที่ได้ไม่มีความสำคัญมากพอที่จะสืบหาต่อเลย แต่ดูเหมือนจะมีการเคลื่อนไหวของหน่วยโพดำเข้ามาในประเทศคาดว่าน่าจะยังคง้าอะไรบางอย่างจาก รอย วิลเลี่ยมอยู่ ทางประเทศของเราได้เพิ่มการคุ้มกันมากขึ้นและคอยเฝ้าระวังอยู่ห่าง ๆตลอดเวลาหลังจากที่ได้รับการแจ้งข่าวนี้”
“ทำไมพวกมันถึงยังส่งคนเข้ามาอีกล่ะทั้งที่พวกมันก็น่าจะรู้ว่าเป้าหมายถูกปกป้องจากหน่วยงานของเดอะคิวบ์แล้ว แสดงว่าเด็กนั่นต้องมีอะไรที่พวกมัน้ามากกว่าแค่การลักพาตัวเป็แน่”
เดนนี่ตอบกลับหลังจากที่ได้ยินคำถาม
“ผมเองก็คิดแบบนั้นเช่นกันเลยไปตรวจสอบที่บ้านและตรวจสอบประวัติส่วนตัวย้อนหลังต่าง ๆที่ผ่านมาของเด็กคนนั้นแต่ก็ไม่พบอะไรผิดปกติจากตัวเด็กคนนั้นเลย ถึงเด็กคนนั้นจะกลายเป็คนความจำเสื่อมไปหลังจากที่ผมอยู่ใกล้ชิดกับเด็กคนนั้นมาหลายวัน นอกจากเื่พลังที่เปลี่ยนไปแล้วก็ให้ความรู้สึกไม่ชอบมาพากลแปลก ๆก็เท่านั้น ที่ดูเหมือนจะเปลี่ยนไปกลายเป็คนละคนหลังจากที่ได้สติมาจากเหตุการณ์ลักพาตัวนั่น”
โจเซฟเองก็พยักหน้าเห็นด้วยเพราะเขาเองก็คอยเฝ้าระวังรอยมาอยู่ก่อนแล้วหลายปีจึงทำให้รู้ถึงพฤติกรรมที่แปลกไปของรอย
“เห็นว่าเด็กคนนั้นกำลังจะเข้าเรียนแล้ว ยังไงเด็กนั่นก็เป็ลูกคนสำคัญของหน่วยงานลับของฉัน เดี๋ยวฉันจะส่งคนในหน่วยไปคอยคุ้มครองอย่างใกล้ชิดเอง”
“เข้าใจแล้วครับ” โจเซฟกับเดนนี่ตอบรับ
“ที่เหลือต่อจากนี้หน่วยงานฉันจะรับ่ต่อเองพวกนายออกไปเถอะ”
ในระหว่างที่ทั้งสองกำลังเดินออกไปก็มีคนถามขึ้นมา
“จริงซิ...โจเซฟทั้งสองคนไม่ได้ติดต่อนายกลับมาเลยใช่ไหม?”
โจเซฟนึกย้อนกลับไปในวันนั้นที่รอสมอบกล่องใบหนึ่งไว้ให้จึงหยุดเดินแล้วหันกลับมาตอบ
“ไม่เลยครับ”
"เข้าใจแล้ว"
กลับมาที่กลุ่มของคาร่า
“เธอคิดอย่างนั้นจริงดิ?” ทั้งสองคนหันหน้ามาตอบเพราะไม่คิดว่าคาร่าจะพูดแบบนี้ออกมา
คาร่ามองตาขวางใส่ทั้งสอง
“หืม...พวกนายมองอะไร ก็ให้ฉันออกความคิดเองไม่ใช่หรือไง นี่แหละสิ่งที่ฉันคิดได้”
“ความคิดของเธอมันสุดโต่งเกินไปแล้ว จะให้พวกเราไปพบเ้าเด็กนั่นในเขตพื้นที่พิเศษที่มีคนคอยคุ้มกันมากมายขนาดนั้นเนี่ยนะ มันไม่มีทางเป็ไปได้หรอก”
“ไปเจอตัวแล้วยังไงต่อล่ะ?” ซีโน่ไม่ได้โวยวายเหมือนดุ๊กแต่้าถามถึงเหตุผลว่าทำไมถึงต้องกลับไปพบเด็กนั่นอีกครั้ง
“ฉันมีความลับที่เ้าเด็กนั่น้ารู้ และองค์กรเองก็คงจะ้าเ้าเด็กนั่นมากถึงขั้นใช้หน่อยโพดำออกมาทำภารกิจด้วยตัวเองเลยและถ้าเราพบเด็กนั่นก่อนและทำข้อตกลงบางอย่างฉันว่าพวกเราน่าจะปลอดภัยไปได้สักระยะหนึ่ง ส่วนเื่ข้อตกลงฉันยังบอกพวกนายตอนนี้ไม่ได้”
“ไม่เอาหน่าคาร่าเราลงเรือลำเดียวกันแล้วนะ ยังจะต้องมีเื่อะไรมาปิดบังกันอีก” ดุ๊กพูดเสียงอ่อนเพราะ้าที่จะรู้จริง ๆ
“ใช่ เป็ข้อตกลงอะไรกันแน่ที่สามารถทำให้เรารอดไปจากวิกฤตนี้ได้ ฉันละสงสัยจริง ๆ”
“เอาเถอะพวกนายไม่ต้องถามให้มากความ ฉันมีสถานที่หนึ่งที่จะซ่อนพวกเราจากการตามล่าขององค์กรได้ระยะหนึ่ง พวกนายรีบไปเตรียมตัวกันเถอะ”
เซโน่หันมาถาม
“ที่ไหนอย่างงั้นเหรอ?”
“ที่ ๆเ้าหนูนั่นกำลังจะไปเรียนยังไงล่ะ”
“ห๊า!! มันไม่เสี่ยงเกินไปหน่อยหรอนั่นมันเขตปกครองพิเศษเลยนะ”
“ฉันมีทางก็แล้วกัน”
ทั้ง 2 คนถึงแม้จะอยากปฏิเสธแต่ก็ไม่มีตัวเลือกอื่นแล้วจริง ๆ
หลายวันผ่านไปจนมาถึงวันที่รอยต้องเข้าโรงเรียนศิลปะการต่อสู้S
พอมาดูสถานที่จริงซึ่งแตกต่างไปจากที่รอยคิดไว้มาก เพราะคิดว่าสถานที่ตั้งของโรงเรียนจะอยู่ในที่เงียบสงบห่างไกลความเจริญอะไรแบบนั้น แต่กลายเป็ว่ามาอยู่ใจกลางเมืองที่มีผู้คนพลุกพล่านซะอย่างงั้น ดูจากภายนอกเห็นเป็เพียงแค่ตึกสูงหลายสิบชั้นตั้งเรียงรายอยู่เท่านั้น ตรงทางเข้ามีโดมขนาดใหญ่คล้ายกับสนามกีฬาตั้งอยู่ให้เห็นเด่นชัด มีเด็กวัยรุ่นมากมายสวมชุดลำลองเดินเล่นตรงทางเท้าให้เห็นถึงความมีชีวิตชีวา ซึ่งถ้าดูจากตรงจุดนี้ยังไม่เห็นถึงความแตกต่างอะไรกับโรงเรียนทั่วไปเลย
รอยนั่งรถเข้ามาในรั้วโรงเรียนสักพักแล้วแต่ยังไปไม่ถึงไหนเลย
“พี่เดนนี่ โรงเรียนนี้มันจะไม่ใหญ่เกินไปหน่อยเหรอ อย่างกับว่าเป็สถานที่สำคัญของประเทศอย่างงั้นแหละ”
“ถ้าไม่สำคัญซิแปลก โรงเรียนนี้ไม่ได้มีแค่ชาวยุทธกับผู้มีพลังพิเศษทั่วประเทศอย่างเดียวหรอกนะแต่ยังมีพวกชาวต่างชาติอีกมากมายรวมอยู่ด้วย”
“บรรยากาศที่นี่เองก็ให้ความรู้สึกแปลก ๆมันให้ความรู้สึกอย่างกับว่ามาอยู่อีกโลกหนึ่งเลย” พอเข้ามาในรั้วโรงเรียนแล้วรอยรู้สึกว่าประตูผู้ใช้คำสาปของเขาดูดซับพลังงานบางอย่างเข้าไปเองโดยธรรมชาติสร้างความรู้สึกสดชื่นสบายกายและใจอยู่ตลอดเวลา
“แปลกใจซินะ การที่เข้ามาอยู่ในโรงเรียนนี้ก็เทียบได้กับว่าอยู่ในเขตพื้นที่พิเศษของเดอะคิวบ์เลย นี่ถือว่าเป็กำไรของชีวิตเธอเลยนะ ยิ่งอยู่ที่นี่นานวันเข้าก็ยิ่งช่วยให้ระดับการฝึกฝนพลังของเธอเพิ่มมากขึ้นเป็หลายเท่าตัว”
“วิเศษขนาดนี้เลย”
“เดี๋ยวเธออยู่ไปเรื่อย ๆก็จะเข้าใจถึงความวิเศษของสถานที่แห่งนี้เอง”
รอยเริ่มเข้าใจแล้วว่าการที่เขาได้อยู่ในเขตปกครองพิเศษส่วนนอกมีคุณค่ามากแค่ไหนและยิ่งพวกที่อยู่ส่วนในที่ใกล้กับประตูมิติเชื่อมโยงกับโลกอื่นก็ยิ่งได้รับผลประโยชน์มากยิ่งขึ้นกว่านี้อีกไม่รู้กี่เท่าตัว