กงล้อแห่งฤดูกาลหมุนเวียนเปลี่ยนผ่านอย่างเชื่องช้าทว่าซื่อตรงเสมอมาลมหนาวที่เคยกรรโชกและหอบเอาเกล็ดน้ำแข็งแหลมคมมาบาดผิวจนปวดร้าวได้สลายหายไปอย่างไร้ร่องรอยทิ้งไว้เพียงความทรงจำอันเลือนรางของเหมันต์ฤดูที่เคยปกคลุมจวนตระกูลเสิ่นแสงตะวันยามเช้าของกลางฤดูวสันต์สาดส่องลงมาด้วยองศาที่พอเหมาะมันไม่ได้แผดเผาจนร้อนระอุ ทว่าทอประกายอบอุ่นและนุ่มนวลโลมไล้กระเบื้องดินเผาบนหลังคาและพื้นลานกว้างให้สว่างไสว
…
สวนทิศใต้ในเรือนตระกูลเสิ่น
ต้นท้อโบราณที่เคยยืนต้นตระหง่านอย่างโดดเดี่ยวด้วยกิ่งก้านที่แห้งโกร๋นและเปล่าเปลือยในวันแรกที่เสิ่นเยี่ยนฉือก้าวเท้าเข้ามาในจวน...บัดนี้ได้ผลัดเปลี่ยนรูปโฉมไปอย่างสิ้นเชิง
ไม่มีอีกแล้วความว่างเปล่าที่ชวนให้รู้สึกเหน็บหนาวตุ่มดอกสีชมพูเรื่อที่เคยเบียดเสียดกันอยู่ตามซอกกิ่งได้พร้อมใจกันปริแย้มและผลิบานออกมารับแสงแดดอย่างสมบูรณ์แบบที่สุดดอกท้อนับหมื่นแสนดอกบานสะพรั่งพร้อมกันจนบดบังเปลือกไม้สีน้ำตาลเข้มจนมิดกิ่งก้านทุกสาขาถูกห่อหุ้มด้วยสีชมพูอ่อนหวานราวกับกลุ่มเมฆที่ร่วงหล่นลงมาตรึงอยู่บนพื้นดินกลิ่นหอมหวานจางๆ ของมันลอยอวลไปตามสายลม แทรกซึมเข้าไปในทุกอณูของอากาศเป็กลิ่นของชีวิต กลิ่นของการเริ่มต้น และกลิ่นของฤดูกาลที่งดงามที่สุด
ที่ระเบียงไม้กระดานใต้ร่มเงาของต้นท้อใหญ่เด็กสามคนปรากฏตัวขึ้นและร่วมใช้พื้นที่เดียวกันอย่างเป็ธรรมชาติโดยไม่จำเป็ต้องมีการเชื้อเชิญไม่ต้องมีบ่าวไพร่เดินไปตามหา ไม่ต้องมีเสียงะโเรียกขานทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างเรียบง่ายราวกับเป็เพียงอีกหนึ่งวันธรรมดาในชีวิตของพวกเขา
เถาอิ่งในวัยสิบหนาวนั่งพับเพียบอยู่หน้าโต๊ะไม้ตัวเตี้ยอุปกรณ์วาดภาพถูกกางแผ่ออกอย่างเป็ระเบียบทว่าสิ่งที่แตกต่างออกไปจากทุกวันคือ...วันนี้ดวงตากลมโตของเด็กหญิงไม่ได้จดจ่ออยู่เพียงแค่เงาสีเทาเข้มที่ทาบทับลงบนแผ่นกระดาษข้าวอีกต่อไป
เธอเงยหน้าขึ้นทอดสายตามองดูความสว่างไสวของดอกท้อที่บานสะพรั่งอยู่เบื้องบนพู่กันขนกระต่ายในมือของเธอถูกจุ่มลงในจานสีที่ผสมผงแร่ธาตุสีแดงชาดและสีขาวนวลจนกลายเป็สีชมพูละมุนปลายพู่กันตวัดลงบนกระดาษ แต้มแต่งกลีบดอกไม้ลงไปเหนือเส้นหมึกสีดำเป็ครั้งแรกนับั้แ่ฤดูหนาวที่เธอเลือกจะบันทึกความงดงามของสิ่งที่กำลังเบ่งบานมากกว่าจะจดจำเพียงร่องรอยของเงาที่มันทิ้งไว้
ถัดออกไปเพียงหนึ่ง่แขนเสิ่นเยี่ยนฉือในวัยสิบเอ็ดหนาวนั่งชันเข่าอยู่บนพื้นระเบียงแผ่นหลังของเขายังคงตั้งตรงตามความเคยชินทว่าลาดไหล่และกล้ามเนื้อทุกส่วนผ่อนคลายอย่างถึงที่สุดสองมือของเขาวางประสานกันไว้อย่างหลวมๆ บนหน้าตัก
ทว่าในวันนี้ ไม่มีกล่องไม้อีกต่อไปแล้วสองมือของเขาว่างเปล่าและเป็อิสระ เขาไม่ได้ถือสิ่งใดไว้เพื่อใช้เป็เกราะป้องกันไม่ได้สวมหน้ากากแห่งความหวาดระแวง เขาเพียงแค่นั่งอยู่ตรงนั้นรับลมหายใจของฤดูใบไม้ผลิ และปล่อยให้ตัวเองเป็ส่วนหนึ่งของพื้นที่แห่งนี้อย่างสมบูรณ์
ทางฝั่งซ้ายของเถาอิ่งจ้าวเหยียนโจวในชุดคลุมสีงาช้างนอนแผ่หลาอยู่บนพื้นกระดานไม้เขาไม่ได้พร่ำบ่นเื่ตำราของอาจารย์หลวงไม่ได้เล่าเื่ราวความวุ่นวายในห้องเครื่องของวังหลวงสองมือของเขาหนุนรองไว้ใต้ศีรษะ ดวงตาทอดมองขึ้นไปยัง์สีชมพูที่แผ่ขยายอยู่เหนือร่าง
สายลมระลอกหนึ่งพัดกรรโชกผ่านมามันไม่ได้รุนแรงทว่ามีน้ำหนักพอที่จะเขย่ากิ่งท้อเบื้องบนให้สั่นไหวเบาๆ
กลีบดอกท้อสีชมพูอ่อนที่บานจนถึงขีดสุดไม่สามารถต้านทานแรงลมได้อีกต่อไปพวกมันปลิดขั้วและร่วงหล่นลงมาจากกิ่งก้านนับร้อยนับพันกลีบลอยคว้างหมุนวนอยู่ในอากาศราวกับพายุหิมะสีชมพูที่แสนจะงดงามและอบอุ่น
ลานทรายหยาบที่เคยยับเยินและเต็มไปด้วยร่องรอยของการวิ่งไล่ปั้นก้อนหิมะปาใส่กันในวันวานบัดนี้ถูกปูลาดและทาบทับด้วยพรมกลีบดอกไม้มันคือร่องรอยของการมีชีวิตที่ดำเนินมาถึงจุดสมบูรณ์ที่สุด
กลีบดอกไม้เ่าั้ร่วงหล่นลงมาปกคลุมระเบียงไม้กระดานกลีบหนึ่งตกลงมาวางนิ่งอยู่บนแผ่นกระดาษข้าวของเถาอิ่งทาบทับลงไปบนรอยสีแดงชาดที่เธอกำลังแต้มพอดีกลีบหนึ่งร่วงลงมาเกาะอยู่บนเส้นผมสีดำขลับของจ้าวเหยียนโจวและอีกหลายกลีบร่วงหล่นลงมาแตะัับนลาดไหล่และปลายแขนเสื้อสีเข้มของเสิ่นเยี่ยนฉือ
ไม่มีใครขยับตัวปัดมันทิ้ง
ในฤดูหนาวเสิ่นเยี่ยนฉือมักจะปัดเกล็ดหิมะที่เกาะตามเสื้อผ้าออกอย่างรวดเร็วเพื่อป้องกันความหนาวเหน็บที่อาจซึมซาบเข้าสู่กระดูกทว่าในวันนี้เขากลับปล่อยให้กลีบดอกท้อเ่าั้วางตัวอยู่อย่างเงียบเชียบกบนลาดไหล่ของเขายอมรับััที่เบาหวิวและอ่อนโยนนั้นโดยสัญชาตญาณ
"หากลมยังพัดอยู่เช่นนี้ข้าคงกลายเป็ศพที่ถูกฝังอยู่ใต้หลุมศพดอกท้อเป็แน่"จ้าวเหยียนโจวเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ เขาไม่ได้ขยับตัวลุกขึ้นเพียงแต่เป่าลมออกจากปากเพื่อให้กลีบดอกไม้ที่ร่วงหล่นลงมาตรงปลายจมูกปลิวออกไป
เถาอิ่งหลุดเสียงหัวเราะกังวานใสเสียงของเธอประสานกับเสียงลมพัดใบไม้
"เช่นนั้นข้าจะวาดป้ายหลุมศพให้ท่านเองพี่เหยียนโจว ท่านอยากให้ข้าเขียนว่าอย่างไรดี"
"เขียนว่ารัชทายาทผู้พ่ายแพ้ต่อความงดงามของฤดูใบไม้ผลิ"จ้าวเหยียนโจวตอบกลับอย่างอารมณ์ดี
"หรือจะเขียนว่าผู้ที่เกียจคร้านจนถูกดอกไม้ทับตาย ก็ย่อมได้"
มุมปากของเสิ่นเยี่ยนฉือที่นั่งฟังอยู่เงียบๆขยับยกขึ้นเป็เส้นโค้งที่บางเบาทว่าลึกซึ้ง เขาไม่ได้เปล่งเสียงหัวเราะออกมาไม่ได้ต่อบทสนทนานั้นทว่าแววตาของเขาที่ทอดมองดูจ้าวเหยียนโจวและเถาอิ่งเต็มเปี่ยมไปด้วยความผ่อนคลาย
เถาอิ่งละสายตาจากจ้าวเหยียนโจวหันมามองเสิ่นเยี่ยนฉือ เด็กหญิงไม่ได้กล่าวสิ่งใด เธอเพียงแค่ยกพู่กันในมือขึ้นแล้วใช้ด้ามไม้ไผ่ชี้ให้เขาดูที่แผ่นกระดาษข้าวตรงหน้า
บนภาพวาดที่มีทั้งเส้นหมึกสีดำและรอยแต้มสีชมพูกลีบดอกท้อของจริงที่ร่วงหล่นลงมาจากต้นยังคงวางนิ่งอยู่ตรงกึ่งกลางภาพพอดิบพอดีมันกลมกลืนไปกับสีสันที่เธอสร้างสรรค์ขึ้นราวกับเป็ส่วนหนึ่งของผืนกระดาษมาั้แ่ต้น
เสิ่นเยี่ยนฉือหลุบตามองตามปลายด้ามพู่กันเขามองเห็นกลีบดอกไม้นั้น มองเห็นรอยยิ้มที่ปราศจากการปรุงแต่งของเธอ
เขาพยักหน้ารับเชื่องช้า
ไม่มีคำพูดที่ลึกซึ้งไม่มีการประกาศถึงความหมายอันยิ่งใหญ่ไม่มีใครเอ่ยขึ้นมาว่าวันนี้คือวันที่งดงามที่สุดหรือขอร้องให้เวลาหยุดเดินอยู่เพียงแค่นี้ทุกสิ่งทุกอย่างเป็เพียงชั่วขณะหนึ่งในวันธรรมดาวันหนึ่งเป็การกระทำที่เรียบง่ายที่สุดของเด็กสามคนที่ใช้เวลาร่วมกันใต้ร่มไม้
แสงอาทิตย์ยามบ่ายคล้อยค่อยๆเปลี่ยนเป็สีทองอมส้ม อาบย้อมลานกว้างและต้นท้อใหญ่ให้ดูอบอุ่นยิ่งขึ้นไปอีก
เงาของเด็กสามคนที่ทอดตัวยาวไปบนพื้นกระดานไม้ประสานกลมกลืนกันเป็หนึ่งเดียว
ไม่มีใครเอ่ยคำอำลาไม่มีการพูดถึงวันพรุ่งนี้
บนโต๊ะไม้ตัวเตี้ยภาพวาดที่ถูกแต่งแต้มด้วยสีแร่ธาตุและเส้นหมึกดำสนิทถูกวางทิ้งไว้ให้แห้งกลีบดอกท้อของจริงยังคงทาบทับอยู่บนนั้นอย่างสงบนิ่ง
สายลมพัดผ่านมาอีกระลอกหอบเอากลีบดอกสีชมพูให้ร่วงหล่นลงมาเป็สายฝนบุปผาปกคลุมแผ่นหลังของเด็กชายที่นั่งตัวตรง ปกคลุมร่างของเด็กชายที่นอนแผ่หลาและปกคลุมเด็กหญิงที่นั่งยิ้มรับสายลม
และมันก็ร่วงหล่นอยู่อย่างนั้น...โดยที่ไม่มีใครปัดมันทิ้งไป
