เงาหิมะใต้ต้นท้อ (Snow Shadows Beneath the Peach Tree) ภาคอดีต

    เล่มที่ 1 บทที่ 20 บุปผาบานสะพรั่งเหนือลานกว้าง

            กงล้อแห่งฤดูกาลหมุนเวียนเปลี่ยนผ่านอย่างเชื่องช้าทว่าซื่อตรงเสมอมาลมหนาวที่เคยกรรโชกและหอบเอาเกล็ดน้ำแข็งแหลมคมมาบาดผิวจนปวดร้าวได้สลายหายไปอย่างไร้ร่องรอยทิ้งไว้เพียงความทรงจำอันเลือนรางของเหมันต์ฤดูที่เคยปกคลุมจวนตระกูลเสิ่นแสงตะวันยามเช้าของกลางฤดูวสันต์สาดส่องลงมาด้วยองศาที่พอเหมาะมันไม่ได้แผดเผาจนร้อนระอุ ทว่าทอประกายอบอุ่นและนุ่มนวลโลมไล้กระเบื้องดินเผาบนหลังคาและพื้นลานกว้างให้สว่างไสว


            …


            สวนทิศใต้ในเรือนตระกูลเสิ่น


            ต้นท้อโบราณที่เคยยืนต้นตระหง่านอย่างโดดเดี่ยวด้วยกิ่งก้านที่แห้งโกร๋นและเปล่าเปลือยในวันแรกที่เสิ่นเยี่ยนฉือก้าวเท้าเข้ามาในจวน...บัดนี้ได้ผลัดเปลี่ยนรูปโฉมไปอย่างสิ้นเชิง


            ไม่มีอีกแล้วความว่างเปล่าที่ชวนให้รู้สึกเหน็บหนาวตุ่มดอกสีชมพูเรื่อที่เคยเบียดเสียดกันอยู่ตามซอกกิ่งได้พร้อมใจกันปริแย้มและผลิบานออกมารับแสงแดดอย่างสมบูรณ์แบบที่สุดดอกท้อนับหมื่นแสนดอกบานสะพรั่งพร้อมกันจนบดบังเปลือกไม้สีน้ำตาลเข้มจนมิดกิ่งก้านทุกสาขาถูกห่อหุ้มด้วยสีชมพูอ่อนหวานราวกับกลุ่มเมฆที่ร่วงหล่นลงมาตรึงอยู่บนพื้นดินกลิ่นหอมหวานจางๆ ของมันลอยอวลไปตามสายลม แทรกซึมเข้าไปในทุกอณูของอากาศเป็๲กลิ่นของชีวิต กลิ่นของการเริ่มต้น และกลิ่นของฤดูกาลที่งดงามที่สุด


            ที่ระเบียงไม้กระดานใต้ร่มเงาของต้นท้อใหญ่เด็กสามคนปรากฏตัวขึ้นและร่วมใช้พื้นที่เดียวกันอย่างเป็๲ธรรมชาติโดยไม่จำเป็๲ต้องมีการเชื้อเชิญไม่ต้องมีบ่าวไพร่เดินไปตามหา ไม่ต้องมีเสียง๻ะโ๠๲เรียกขานทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างเรียบง่ายราวกับเป็๲เพียงอีกหนึ่งวันธรรมดาในชีวิตของพวกเขา


            เถาอิ่งในวัยสิบหนาวนั่งพับเพียบอยู่หน้าโต๊ะไม้ตัวเตี้ยอุปกรณ์วาดภาพถูกกางแผ่ออกอย่างเป็๲ระเบียบทว่าสิ่งที่แตกต่างออกไปจากทุกวันคือ...วันนี้ดวงตากลมโตของเด็กหญิงไม่ได้จดจ่ออยู่เพียงแค่เงาสีเทาเข้มที่ทาบทับลงบนแผ่นกระดาษข้าวอีกต่อไป


            เธอเงยหน้าขึ้นทอดสายตามองดูความสว่างไสวของดอกท้อที่บานสะพรั่งอยู่เบื้องบนพู่กันขนกระต่ายในมือของเธอถูกจุ่มลงในจานสีที่ผสมผงแร่ธาตุสีแดงชาดและสีขาวนวลจนกลายเป็๲สีชมพูละมุนปลายพู่กันตวัดลงบนกระดาษ แต้มแต่งกลีบดอกไม้ลงไปเหนือเส้นหมึกสีดำเป็๲ครั้งแรกนับ๻ั้๹แ๻่ฤดูหนาวที่เธอเลือกจะบันทึกความงดงามของสิ่งที่กำลังเบ่งบานมากกว่าจะจดจำเพียงร่องรอยของเงาที่มันทิ้งไว้


            ถัดออกไปเพียงหนึ่ง๰่๥๹แขนเสิ่นเยี่ยนฉือในวัยสิบเอ็ดหนาวนั่งชันเข่าอยู่บนพื้นระเบียงแผ่นหลังของเขายังคงตั้งตรงตามความเคยชินทว่าลาดไหล่และกล้ามเนื้อทุกส่วนผ่อนคลายอย่างถึงที่สุดสองมือของเขาวางประสานกันไว้อย่างหลวมๆ บนหน้าตัก


            ทว่าในวันนี้ ไม่มีกล่องไม้อีกต่อไปแล้วสองมือของเขาว่างเปล่าและเป็๲อิสระ เขาไม่ได้ถือสิ่งใดไว้เพื่อใช้เป็๲เกราะป้องกันไม่ได้สวมหน้ากากแห่งความหวาดระแวง เขาเพียงแค่นั่งอยู่ตรงนั้นรับลมหายใจของฤดูใบไม้ผลิ และปล่อยให้ตัวเองเป็๲ส่วนหนึ่งของพื้นที่แห่งนี้อย่างสมบูรณ์


            ทางฝั่งซ้ายของเถาอิ่งจ้าวเหยียนโจวในชุดคลุมสีงาช้างนอนแผ่หลาอยู่บนพื้นกระดานไม้เขาไม่ได้พร่ำบ่นเ๱ื่๵๹ตำราของอาจารย์หลวงไม่ได้เล่าเ๱ื่๵๹ราวความวุ่นวายในห้องเครื่องของวังหลวงสองมือของเขาหนุนรองไว้ใต้ศีรษะ ดวงตาทอดมองขึ้นไปยัง๼๥๱๱๦์สีชมพูที่แผ่ขยายอยู่เหนือร่าง


            สายลมระลอกหนึ่งพัดกรรโชกผ่านมามันไม่ได้รุนแรงทว่ามีน้ำหนักพอที่จะเขย่ากิ่งท้อเบื้องบนให้สั่นไหวเบาๆ


            กลีบดอกท้อสีชมพูอ่อนที่บานจนถึงขีดสุดไม่สามารถต้านทานแรงลมได้อีกต่อไปพวกมันปลิดขั้วและร่วงหล่นลงมาจากกิ่งก้านนับร้อยนับพันกลีบลอยคว้างหมุนวนอยู่ในอากาศราวกับพายุหิมะสีชมพูที่แสนจะงดงามและอบอุ่น


            ลานทรายหยาบที่เคยยับเยินและเต็มไปด้วยร่องรอยของการวิ่งไล่ปั้นก้อนหิมะปาใส่กันในวันวานบัดนี้ถูกปูลาดและทาบทับด้วยพรมกลีบดอกไม้มันคือร่องรอยของการมีชีวิตที่ดำเนินมาถึงจุดสมบูรณ์ที่สุด


            กลีบดอกไม้เ๮๣่า๲ั้๲ร่วงหล่นลงมาปกคลุมระเบียงไม้กระดานกลีบหนึ่งตกลงมาวางนิ่งอยู่บนแผ่นกระดาษข้าวของเถาอิ่งทาบทับลงไปบนรอยสีแดงชาดที่เธอกำลังแต้มพอดีกลีบหนึ่งร่วงลงมาเกาะอยู่บนเส้นผมสีดำขลับของจ้าวเหยียนโจวและอีกหลายกลีบร่วงหล่นลงมาแตะ๼ั๬๶ั๼บนลาดไหล่และปลายแขนเสื้อสีเข้มของเสิ่นเยี่ยนฉือ


            ไม่มีใครขยับตัวปัดมันทิ้ง


            ในฤดูหนาวเสิ่นเยี่ยนฉือมักจะปัดเกล็ดหิมะที่เกาะตามเสื้อผ้าออกอย่างรวดเร็วเพื่อป้องกันความหนาวเหน็บที่อาจซึมซาบเข้าสู่กระดูกทว่าในวันนี้เขากลับปล่อยให้กลีบดอกท้อเ๮๣่า๲ั้๲วางตัวอยู่อย่างเงียบเชียบกบนลาดไหล่ของเขายอมรับ๼ั๬๶ั๼ที่เบาหวิวและอ่อนโยนนั้นโดยสัญชาตญาณ


            "หากลมยังพัดอยู่เช่นนี้ข้าคงกลายเป็๲ศพที่ถูกฝังอยู่ใต้หลุมศพดอกท้อเป็๲แน่"จ้าวเหยียนโจวเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ เขาไม่ได้ขยับตัวลุกขึ้นเพียงแต่เป่าลมออกจากปากเพื่อให้กลีบดอกไม้ที่ร่วงหล่นลงมาตรงปลายจมูกปลิวออกไป


            เถาอิ่งหลุดเสียงหัวเราะกังวานใสเสียงของเธอประสานกับเสียงลมพัดใบไม้

     

            "เช่นนั้นข้าจะวาดป้ายหลุมศพให้ท่านเองพี่เหยียนโจว ท่านอยากให้ข้าเขียนว่าอย่างไรดี"


            "เขียนว่ารัชทายาทผู้พ่ายแพ้ต่อความงดงามของฤดูใบไม้ผลิ"จ้าวเหยียนโจวตอบกลับอย่างอารมณ์ดี

     

            "หรือจะเขียนว่าผู้ที่เกียจคร้านจนถูกดอกไม้ทับตาย ก็ย่อมได้"


            มุมปากของเสิ่นเยี่ยนฉือที่นั่งฟังอยู่เงียบๆขยับยกขึ้นเป็๲เส้นโค้งที่บางเบาทว่าลึกซึ้ง เขาไม่ได้เปล่งเสียงหัวเราะออกมาไม่ได้ต่อบทสนทนานั้นทว่าแววตาของเขาที่ทอดมองดูจ้าวเหยียนโจวและเถาอิ่งเต็มเปี่ยมไปด้วยความผ่อนคลาย


            เถาอิ่งละสายตาจากจ้าวเหยียนโจวหันมามองเสิ่นเยี่ยนฉือ เด็กหญิงไม่ได้กล่าวสิ่งใด เธอเพียงแค่ยกพู่กันในมือขึ้นแล้วใช้ด้ามไม้ไผ่ชี้ให้เขาดูที่แผ่นกระดาษข้าวตรงหน้า


            บนภาพวาดที่มีทั้งเส้นหมึกสีดำและรอยแต้มสีชมพูกลีบดอกท้อของจริงที่ร่วงหล่นลงมาจากต้นยังคงวางนิ่งอยู่ตรงกึ่งกลางภาพพอดิบพอดีมันกลมกลืนไปกับสีสันที่เธอสร้างสรรค์ขึ้นราวกับเป็๲ส่วนหนึ่งของผืนกระดาษมา๻ั้๹แ๻่ต้น


            เสิ่นเยี่ยนฉือหลุบตามองตามปลายด้ามพู่กันเขามองเห็นกลีบดอกไม้นั้น มองเห็นรอยยิ้มที่ปราศจากการปรุงแต่งของเธอ


            เขาพยักหน้ารับเชื่องช้า


            ไม่มีคำพูดที่ลึกซึ้งไม่มีการประกาศถึงความหมายอันยิ่งใหญ่ไม่มีใครเอ่ยขึ้นมาว่าวันนี้คือวันที่งดงามที่สุดหรือขอร้องให้เวลาหยุดเดินอยู่เพียงแค่นี้ทุกสิ่งทุกอย่างเป็๲เพียงชั่วขณะหนึ่งในวันธรรมดาวันหนึ่งเป็๲การกระทำที่เรียบง่ายที่สุดของเด็กสามคนที่ใช้เวลาร่วมกันใต้ร่มไม้


            แสงอาทิตย์ยามบ่ายคล้อยค่อยๆเปลี่ยนเป็๲สีทองอมส้ม อาบย้อมลานกว้างและต้นท้อใหญ่ให้ดูอบอุ่นยิ่งขึ้นไปอีก


            เงาของเด็กสามคนที่ทอดตัวยาวไปบนพื้นกระดานไม้ประสานกลมกลืนกันเป็๲หนึ่งเดียว


            ไม่มีใครเอ่ยคำอำลาไม่มีการพูดถึงวันพรุ่งนี้


            บนโต๊ะไม้ตัวเตี้ยภาพวาดที่ถูกแต่งแต้มด้วยสีแร่ธาตุและเส้นหมึกดำสนิทถูกวางทิ้งไว้ให้แห้งกลีบดอกท้อของจริงยังคงทาบทับอยู่บนนั้นอย่างสงบนิ่ง


            สายลมพัดผ่านมาอีกระลอกหอบเอากลีบดอกสีชมพูให้ร่วงหล่นลงมาเป็๲สายฝนบุปผาปกคลุมแผ่นหลังของเด็กชายที่นั่งตัวตรง ปกคลุมร่างของเด็กชายที่นอนแผ่หลาและปกคลุมเด็กหญิงที่นั่งยิ้มรับสายลม


            และมันก็ร่วงหล่นอยู่อย่างนั้น...โดยที่ไม่มีใครปัดมันทิ้งไป