ชะตาฟ้าลิขิตสวรรค์

    ตอนที่110 ยอมแพ้

            “คู่ต่อไปเริ่มประลอง” เหอไฉเฉินทะยานร่างขึ้นเวทีประลอง หัวใจมันเต้นไม่เป็นจังหวะคู่ต่อสู้ของมันเป็นถึงศิษย์หลักเชียวนะดวงตานั้นยากจะนิ่งสงบได้ “ข้าขอดูฝีมือศิษย์หลักแห่งความภาคภูมิใจหน่อยเป็นไง !”

             

            จูต้าหย่งที่นั่งหลับตานิ่งสงบอยู่นานก็ลืมตาขึ้นดวงตาคู่นั้นทอดสายตาลงมาที่คู่ต่อสู้อย่างดูแคลน แล้วก็กระโดดจากแท่นสูงแรงกระโดดสร้างรอยแยกยุบลงเป็นรูปเท้าของมันไว้ที่แท่นสูงก่อนที่เท้ามันกระทบพื้นเวทีก็สะเทือน พื้นยุบเป็นรอยเท้าของมันอีกเช่นกัน การมาถึงก็สะกดข่มอีกฝ่ายทันทีสร้างความพรั่นพรึงให้กับเหอไฉเฉินและศิษย์ทั้งหลายเป็นอย่างมาก

             

            นี่นะหรือศิษย์หลัก..มันน่ากลัวเกินไปแล้ว !

             

            แต่อันที่จริงมันไม่ได้ตั้งใจจะให้เกิดผลลัพธ์อย่างนั้น เพียงแต่ด้วยร่างกายที่ใหญ่โตพละกำลังเลยมากเกินไป พื้นเวทีนี้ไม่อาจรองรับน้ำหนักของมันได้หมด

             

            จูต้าหย่งผู้นี้ตัวสูงใหญ่มากผิวสีทองแดง คล้ายฝึกฝนวิชากายบางอย่างมาแววตาของมันดูดุดันตั้งแต่ก้าวถึงลานประลองมันคงไม่คิดจะออมมือให้เหอไฉเฉินเป็นแน่ !

             

            ไม่พูดพร่ำสิ่งใด จูต้าหย่งก็ระเบิดพลังมหาศาล มวลอากาศระเบิดออกมือขวาก็กวัดแกว่งทุบลงประหนึ่งค้อนยักษ์ มันไม่คิดจะประลองให้นานนั่นอาจทำให้มันต้องเสียลมปราณมาก รีบจบ ๆ ไปเสียดีกว่า พลังหยวนปะทุขึ้น

             

            ปัง !!

             

            ปราการสมุทรที่สร้างขึ้นเพียงพริบตาแตกกระจาย เหอไฉเฉินยังดีที่สร้างปราการขึ้นมาทันใบหน้าของมันซีดขาวด้วยความตกใจ ไม่คิดว่าจูต้าหย่งจะลงมือไวถึงเพียงนี้เหอไฉเฉินต้องการจะเว้นระยะห่าง จึงกระโดดถอยออกมาทันที หยดโลหิตร่วงรินลงพื้นเวทีทุกขณะ

             

            ฝูงชนต่างลุ้นระทึกนี่มันการต่อสู้ของศิษย์หลักที่พวกมันไม่เคยดูมาก่อน !พวกมันเพียงคิดว่าจูต้าหย่งจะใช้กี่กระบวนท่าเอาชนะเหอไฉเฉินก็เท่านั้น

             

            เหอไฉเฉินลำบากแล้ว เพียงแค่การสะบัดของกำปั้นอันแสนธรรมดามันก็ไม่อาจต้านรับได้แล้ว ความหวังที่จะเอาชนะยิ่งไม่ต้องกล่าวถึง...

             

            แต่ใครจะคาดคิดว่าการประลองจบเร็วกว่าที่คิด...

             

            “ข้าขอยอมแพ้” กล่าวจบเหอไฉเฉินก็ประสานมือคารวะให้กับจูต้าหย่งมันนับถือในความแข็งแกร่งของจูต้าหย่งมากเห็นทีภายในสำนักนี้หากเทียบในเรื่องความแข็งแกร่งของพลังกายจะไม่มีใครเทียบเท่าจูต้าหย่งผู้นี้ได้และเพราะงั้นจูต้าหย่งจึงกลายเป็นเป้าหมายอีกอย่างที่เหอไฉเฉินต้องก้าวผ่านไปให้ได้!

             

            “ศิษย์น้องฝีมือเจ้าก็ไม่เลว ถึงกับรับกำปั้นของข้าได้ทั้งที่อยู่กำเนิดพลังขั้นต้น”เสียงทุ้มต่ำดังขึ้น ศิษย์หลักผู้นี้ให้การยอมรับในตัวของศิษย์ในหน้าใหม่แล้วไม่แน่ว่าอนาคตเหอไฉเฉินอาจมายืนอยู่ในจุดศิษย์หลักแทนที่มันก็ได้หรือไม่ก็อาจจะก้าวแซงหน้าของมันไป ยุคสมัยเป็นสิ่งที่คาดไม่ถึง

             

            ทั้งสองไม่พูดคุยกันอีกจูต้าหย่งก็กระโดดจากเวทีประลองขึ้นสู่แท่นสูงอีกครั้งการไปมาของมันทำให้ทุกที่ต้องวุ่นวาย เนื่องจากมันคุมแรงของตนไม่อยู่ผู้อาวุโสหลายคนจึงไม่ค่อยจะชอบใจนัก นอกจากแท่นสูงจะเกิดการยุบตัวแล้วเวทีประลองก็แทบจะแตกเป็นเสี่ยง ๆ แต่นั่นก็เพียงพอที่จะยืนยันถึงพละกำลังอันมากล้นของศิษย์หลักผู้นี้

             

            ...

             

            การประลองต่อมาเป็นของหลี่ฮุ่ยหลันและซือจี๋ไม่ต้องใช้ความคิดมากก็รู้ว่าใครเป็นผู้ชนะฝีมือของศิษย์หลักและศิษย์ฝ่ายในนั้นต่างกันเพียงหนึ่งกระบวนท่าซือจี๋ก็ไปไม่เป็นแล้วพ่ายแพ้ไปตามลำดับ

             

            และแล้วก็มาถึงการประลองคู่สุดท้ายของรอบนี้ หนิงเฟยหลงประลองกับเสี่ยวหลาน

             

            ทั้งคู่ขึ้นเวทีประลองพร้อมกัน จ้าวหอสงครามดูความพร้อมแล้วประกาศเริ่มเสี่ยวหลานไม่รอช้านำกระบี่ชี้ขึ้นฟ้าเกิดเป็นพิรุณเยือกแข็งร่วงหล่นลงมาสายฝนที่เย็นเยียบและแหลมคมตกลงมาจากฟ้า

             

            หนิงเฟยหลงเลิกคิ้วขึ้น “น่าสนใจดีนี่” ฝ่ามือก็ปรากฏเพลิงสีชาดควบแน่นเป็นก้อนพลังงานลูกเล็กแต่ความเข้มข้นของพลังและความร้อนนั้นกลับพุ่งทะยานขึ้นเรื่อย ๆพอเหมาะแล้วหนิงเฟยหลงก็โยนก้อนเพลิงนั้นขึ้นฟ้าด้วยท่วงท่าสบาย ๆ

             

            ตูม !

             

            เสียงระเบิดกึกก้อง อัคคีผลาญฟ้า นภาไร้พิรุณ !

             

            พิรุณเยือกแข็งสลายหายไป อากาศก็พลันร้อนระอุ หนิงเฟยหลงเก็บคืนปราณอัคคีก่อเกิดลมกรรโชกแรง กระบี่ขั้นสูงก็เข้ามาอยู่ในมือสะบัดกระบี่ตามสายลมสายลมนั้นก็หลอมรวมเข้ากับปราณกระบี่ เพิ่มความรวดเร็วให้กับกระบี่นั้นมากขึ้นปราณกระบี่พุ่งพรวดดุจขี่วายุ

             

            เสี่ยวหลานเบิกตากว้าง ! แย่แล้ว !! มันไม่คิดว่าท่วงท่าง่าย ๆ นั่นกลับแฝงด้วยปราณกระบี่ที่แข็งแกร่งและความเข้าใจในเจตจำนงแห่งธาตุที่เหนือล้ำกว่าตนนี่ใช่ศิษย์สำนักแน่หรือ ? แน่ใจใช่หรือไม่ว่าไม่ใช่ผู้อาวุโสปลอมตัวมา ?

             

            อย่าว่าแต่เสี่ยวหลานเลยผู้อาวุโสเองก็ยังตะลึงงัน หากซ่งจิ่นติ้งคือศิษย์ที่มีความสามารถสูงส่งแล้วเป็นอัจฉริยะรุ่นถัดไปของสำนัก เช่นนั้นแล้วหนิงเฟยหลงผู้นี้คงจะต้องเป็นผู้ที่เหนือกว่าศิษย์อัจฉริยะ เหนือกว่าศิษย์หลัก ! แค่คิดก็น่ากลัวแล้วเด็กผู้นี้เป็นสัตว์ประหลาดชัด ๆ ใช่แล้ว มันต้องเป็นสัตว์ประหลาด !!!!

             

            เสี่ยวหลานไม่กล้าประมาท ถึงมันตกใจกับการโจมตีที่แสนธรรมดานี้เกินไปก็ตามเสี่ยวหลานไม่ได้ชี้กระบี่ไปที่ใดอีกมันปล่อยกระบี่ออกจากนั้นกระบี่ก็แยกออกเป็นหลายสิบเงาไอเย็นแผ่ซ่านออกจากกระบี่สร้างปราการน้ำแข็งขนาดใหญ่ แต่ไม่ทันจะได้สร้างเสร็จปราณกระบี่ก็มาถึง...

             

            ปัง !! แกรก! ปราการน้ำแข็งแตกออก ทว่าการป้องกันก็ยังอยู่กระบี่นับสิบหมุนวนอย่างรุนแรง เสี่ยวหลานคว้าจับกระบี่ของตนอีกครั้งแล้วชี้กระบี่ไปด้านหน้า กระบี่นับสิบก็พุ่งพรวดออกไปดุจลูกศรเข้าหักล้างพลังกระบี่ของหนิงเฟยหลง

             

            ปัง ปัง ปัง !!

             

            เสียงเงากระบี่แตกหักสลายไป ทว่าปราณกระบี่สายลมกลับไม่สูญสลาย

             

            เป็นปราณกระบี่ที่แข็งแกร่งมาก !!

             

            แม้ว่าพลังของกระบี่จะลดลงแต่หากเสี่ยวโดนเข้าไปหากไม่ตายก็ต้องบาดเจ็บสาหัส ใบหน้าของมันซีดเผือดทันทีหากตอนนี้มันยังไม่รีบพูดยอมแพ้ก็ต้องตาย !

             

            แต่ปราณกระบี่ช่างไม่เป็นใจ มันมาเร็วเกินกว่าที่คิดไว้เพียงพริบตามันก็มาถึงแล้ว

             

            ศิษย์หลายคนนำมือขึ้นมาป้องปิดตาไม่อยากที่จะเห็นฉากอันน่าสยดสยอง

             

            สายลมปะทะเข้ากับใบหน้าของมันปราณกระบี่หยุดลงแล้วสลายไปพร้อมกับมีเสียงราบเรียบดังขึ้น “เจ้าแพ้แล้ว”

             

            เสี่ยวหลานแม้ไม่อยากจะเชื่อว่าตนเองจะพ่ายแพ้รวดเร็วถึงเพียงนี้แต่นี่ก็คือเรื่องจริงมันกำหมัดแน่น แววตาที่เฉยเมย สีหน้าที่เย็นชาดังแต่ก่อนไม่ปรากฏอีกดวงตาของมันหม่นลงก้มหน้าแล้วทอดถอนหายใจ จากนั้นจึงเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เบา “ข้า...ยอมแพ้” เสี่ยวหลานเดินลงจากเวทีหนิงเฟยหลงเองก็เช่นกัน

             

            หนิงเฟยหลงชนะ !

             

            การต่อสู้รอบที่สามใกล้มาถึงจุดสิ้นสุดแล้วเหลือเพียงหาผู้ชนะทั้งสามก็เท่านั้น !

             

            ..........