อาทิตย์ส่องฟ้าร้อนแรงแสงไต้และตะเกียงพึงดับไป
คำกล่าวนี้ย่อมเป็จริงทุกยุคทุกสมัย...
การประลองต่อมาอีก ๓ รอบ ๓ คนจบลงอย่างจืดชืด แม้หนึ่งในนั้นจะสามารถยิงป้ายนักษัตรได้ถึง ๗ ป้าย แต่เมื่อเทียบกับการยิงธนูของชายผู้ใช้คันธนูสีดำนับว่าเปรียบดังกองไฟภายใต้แสงตะวันปานนั้น ผู้ชมเพียงเฝ้ารอให้การประลองธนูจบลงเพื่อเผยตัวตนที่แท้จริงของผู้ยิงป้ายนักษัตรได้ครบทั้ง๑๒ ป้าย
ไม่นานขุนพลธรณินนำผู้เข้าแข่งขันทั้งหมดกลับเข้ามาในสนามไม่มีเกราะหนังและหน้ากากหวาย แต่ยังคงสวมชุดดำปกปิดร่างจรดลำคอ เผยเห็นใบหน้าชัดเจนทั้งแปดคนเดินเรียงลำดับตามศักดิ์ฐานะเหมือนครั้งแรก เริ่มต้นด้วยองค์ชายอัศวเมฆและปิดท้ายด้วยเ้าทิพ
บัดนี้ทุกคนมายืนเรียงแถวหน้ากระดานอีกครั้งต่อเบื้องพระพักตร์
“ขอเดชะ ฝ่าพระบาท ข้าพระพุทธเ้าขอประกาศผลการแข่งขันประลองธนูที่เพิ่งสิ้นสุดลงณ บัดนี้ พระพุทธเ้าข้า..
หมายเลขหนึ่ง ยิงได้ ๔ ป้ายนักษัตรคือพลาสิน รองหัวหน้าครูฝึกทหารประจำกองทัพ”
ขุนพลธรณินประกาศเสียงดังชัดถ้อยคำพร้อมกับพลาสินที่ก้าวออกมาหยุดยืนข้างหน้าสองก้าว เสียงฝูงชนพากันโห่ร้องปรบมือชื่นชม
“หมายเลขสองยิงได้ ๒ ป้ายนักษัตรคือปาหัต ผู้ช่วยหัวหน้ากองพระตำรวจ”
ปาหัตก้าวออกมายืนต่อจากพลาสิน
“หมายเลขสามยิงได้ ๘ ป้ายนักษัตร..คือสิงขร ราชองครักษ์ชั้นเอกประจำวังหลวง”
เสียงฝูงชนโห่ร้องขานรับดังขึ้นกว่าคนก่อนๆผสานเสียงวิจารณ์ขรม.. ในเมื่อไม่ใช่สิงขรซึ่งถูกประกาศนามออกมาแล้วใครกันคือผู้ถือคันธนูสีดำที่ยิงได้ครบ ๑๒ ป้าย
สิงขรก้าวเดินออกมายืนเรียงลำดับเป็คนที่สามสีหน้าของเ้าตัวคล้ายมึนงงสงสัยเช่นกัน ทั้งใทั้งไม่เชื่อในสิ่งซึ่งตนรับรู้มา..แน่นอนว่าผู้เข้าแข่งขันทุกคนรวมทั้งสิงขรย่อมทราบแล้วว่าใครคือผู้ยิงป้ายนักษัตรได้ครบทุกป้าย
“หมายเลขสี่ยิงได้ ๒ ป้ายนักษัตรคือพายัน หัวหน้ากองม้าจู่โจมเร็ว”
เมื่อพายันก้าวออกมายืนต่อแถวแล้วบรรยากาศในสนามพลันเงียบเสียงลงทันที.. เป็ความเงียบเพื่อรอฟังคำประกาศจากปากขุนพลผู้เป็กรรมการชี้ขาดการประลอง..ถึงนามของชายผู้หนึ่ง
“หมายเลขห้ายิงได้ครบ ๑๒ป้ายนักษัตร..”
ขุนพลธรณินหยุดเว้นวรรค.. แทบเป็จังหวะเดียวกับการหยุดสูดลมหายใจของทุกคนในสนาม
“คือ เ้าทิพ”
ความเงียบกริบตะลึงงันเข้าครอบงำทั้งสนาม..ก่อนจะกลายเป็เสียงชุลมุนโกลาหลอยู่บนอัฒจันทร์ ถ้อยคำสบถวิจารณ์ดังไปทั่ว
เ้าทิพเพียงก้าวเท้าออกมาด้วยอาการสงบนิ่งเข้าไปต่อแถวในลำดับที่ห้า..
ขุนพลธรณินต้องประกาศให้ทุกคนอยู่ในความสงบสักครู่จึงสามารถประกาศนามลำดับที่เหลือออกมา
“หมายเลขหก ยิงได้ ๓ ป้ายนักษัตรคืออาโป ผู้ช่วยนายกองเรือ”
ตามด้วย..
“หมายเลขเจ็ด ยิงได้ ๗ ป้ายนักษัตรคือ องค์ชายอัศวเมฆ พระราชบุตรแห่งนครปตานี”
และ..
“หมายเลขแปด ยิงได้ ๒ ป้ายนักษัตรคือสะเทิง รองหัวหน้าด่านไทร”
คำประกาศต่อมาภายหลังนาม “เ้าทิพ”แทบไม่เป็ที่สนใจของผู้ชม ทุกคนยังคงพึมพำกันถึงเื่ประหลาดที่เ้าทิพกลายเป็ผู้ยิงป้ายนักษัตรได้ครบทั้ง๑๒ ป้าย บ้างเริ่มวิพากษ์วิจารณ์ถึงลางหายนะของเมืองปตานี
แม้แต่พระเ้าฤทธิเทวาก็ไม่ทรงปักพระทัยเชื่อรับสั่งให้ขุนพลสิงหลเร่งดำเนินการ..
ไม่นานเสียงร้องประกาศก็ดังก้องมาจากเชิงเทินหน้าปะรำที่ประทับ
“มีรับสั่งจากองค์เหนือหัวแห่งเมืองปตานี..ให้เ้าทิพแสดงฝีมือยิงธนูถวายให้ทอดพระเนตร ณ บัดนี้”
ทุกคนมองไปตามต้นเสียง เห็นร่างขุนพลใหญ่สิงหลยืนเด่นอยู่บนเชิงเทิน..คำประกาศเรียกเสียงะโร้องสนับสนุนจากฝูงชนกลุ่มใหญ่ ด้วยเป็ดั่งใจที่้า
สักครู่มีทหารนำคันธนูสีดำพร้อมลูกธนูมามอบให้เ้าทิพ
ชายหนุ่มรับแล้วยืนนิ่งอยู่จนขุนพลธรณินกล่าวขึ้น
“ท่านเลือกหาเป้าหมายใดก็ได้ ที่พอจะพิสูจน์ยืนยันฝีมือการยิงธนูของท่าน”
เ้าทิพเพียงมองขุนพลธรณินอย่างเงียบงันผู้เข้าแข่งขันคนอื่นล้วนพากันหลีกห่างเว้นระยะยืนออกไป ชายหนุ่มสอดท้ายลูกธนูเข้ากับสายเอ็นหนังน้าวขึ้นธนู เล็งไปยังป้ายฉลูนักษัตร ที่อยู่เบื้องล่างปะรำที่ประทับ.. ป้ายนักษัตรทุกป้ายล้วนถูกถอดถอนลูกธนูที่เคยปักอยู่ออกไปเหลือเพียงรอยทิ้งไว้
เ้าทิพยืนเบื้องล่างหน้าปะรำที่ประทับห่างป้ายฉลูนักษัตรเพียง ๓ วา.. จึงเป็ระยะที่ใกล้มากจนไม่อาจจะพิสูจน์สิ่งใดได้ นอกจากยืนยันว่าเ้าทิพยิงธนูเป็
หัวธนูเล็งตรงไปที่ป้ายฉลูนักษัตรแต่สายตาของชายหนุ่มกลับแหงนมองขึ้นไปบนปะรำที่ประทับดวงตาแวววาวจับจ้องอยู่บนวงพักตร์ของพระราชธิดาวิสาณี
“เป็ท่านจริงๆ” พระองค์หญิงทรงรำพึงขึ้นทันทีที่สายพระเนตรประสานพระพักตร์เบิกบานราวกับเป็คนละพระองค์เมื่อครู่ก่อนหน้า
พริบตานั้นเ้าทิพหมุนตัวกลับหลัง ธนูที่ง้าวขึ้นไว้ถูกปล่อยออกไปสุดแรงเสียงสายหนังดีดดังเฟี้ยว..
การหมุนตัวยิงธนูรวดเร็วปานฟ้าแลบไม่เห็นแม้กระทั่งลีลาการกะเล็งเป้าหมาย..ที่แท้เ้าทิพยิงธนูไปยังป้ายมะแมนักษัตรที่อยู่ทางทิศใต้ ฝั่งตรงข้ามปะรำที่ประทับห่างไกลจากจุดยืนยิงออกไปถึง ๔๗ วา
ป้ายมะแมนักษัตรเล็กเพียง ๕ นิ้ว ถูกผูกห้อยลงมาจากหัวเสาพลันสะดุ้งกวัดแกว่งด้วยแรงปักตรึงของลูกธนู..พร้อมเสียงอุทานดังกึกก้องทั่วสนาม
การยืนเล็งแล้วยิงธนูไปยังเป้าหมายขนาดเล็กที่อยู่ห่างไกลเยี่ยงนั้นแทบจะเป็ไปไม่ได้..แต่เ้าทิพใช้เวลาเพียงเสี้ยวของการหมุนตัวกลับหลังหันก็สามารถปล่อยลูกธนูตรงสู่เป้าหมายได้
เป็ฝีมือยิงธนูที่น่าตื่นตระหนกยิ่งนัก...
--------------------------------------------------
“หรือคำสาปจะเป็จริงเพคะเ้าพี่..วันนี้เขาจึงมีฤทธิ์เดชขึ้นมาเพื่อล้างผลาญบ้านเมือง” พระมเหสีซึ่งประทับเบื้องซ้ายองค์พระเ้าฤทธิเทวากระซิบกราบทูลพระพักตร์ซีดเผือด
พระอาการเคร่งเครียดกลับปรากฏแก่พระเ้าปตานีมากกว่าผู้ใดทรงตรึกตรองถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ในที่สุดรับสั่งด้วยพระสุรเสียงดังว่า
“เ้าทิพ..จงบอกมาเ้าไปฝึกวิชาการต่อสู้มาจากที่ใด ใครเป็ผู้สอนเ้า”
เ้าทิพคุกเข่าลง วางคันธนูกับพื้นพนมมือทั้งสอง กราบทูลว่า
“ข้าพระองค์เรียนการต่อสู้กับ “พราหมณ์กุณฑกัญจ”พระเ้าค่ะ”
“พราหมณ์กุณฑกัญจ”สองกษัตริย์ทรงอุทานขึ้นแทบพร้อมกัน
เป็นามที่บรรดาข้าราชบริพารต่างต้องแปลกใจเช่นกันเพราะพราหมณ์กุณฑกัญจคือผู้ทำนายชะตาชีวิตของเ้าทิพั้แ่แรกเกิดว่าเป็กาลกิณีบ้านเมืองถึงขั้นทำพระศาสนาให้หมดไป จนพระเ้าฤทธิเทวาทรงให้เ้าทิพไปอยู่เมืองนครศรีธรรมราชและทรงประกาศห้ามมิให้ผู้ใดสั่งสอนวิชาการสู้รบ..คิดไม่ถึงว่าเ้าทิพจะเอ่ยอ้างนามพราหมณ์ดังกล่าว
“ที่เ้ากล่าวมามีหลักฐานใด.. ท่านพราหมณ์กุณฑกัญจแม้มิใช่ผู้อยู่ใต้อาณัติสิทธิ์ของเราแต่ย่อมไม่กระทำเื่ทรยศหลอกลวงเราเป็อันขาด ท่านพราหมณ์ไม่เพียงทำนายว่าเ้าจะนำความวิบัติมาสู่บ้านเมืองทั้งยังเตือนเราอย่าให้เ้าได้จับอาวุธเป็อันขาด มีหรือจะมาสอนการรบให้เ้า.. และที่สำคัญตัวท่านเป็พราหมณ์ร่ายพระเวท ไม่ได้มีวิชาอาวุธ.. หากเ้าไม่บอกให้ชัดแจ้งเราจะเปลี่ยนตัวเ้าเป็คนโทษทันที”
เป็พระสุรเสียงประกาศิตชี้เป็ชี้ตายผู้คนทั้งแผ่นดินต่างหวั่นเกรงต่อพระราชอาญา แต่บัดนี้เ้าทิพกลับสงบสุขุมคล้ายภูผาใหญ่ไม่เกรงอัสนีบาต