เช้าวันอังคารเริ่มต้นขึ้นพร้อมกับกระแสความกดดันบางอย่างที่แผ่ซ่านอยู่ทั่วแผนกการตลาด เสียงพัดลมระบายความร้อนจากตู้เซิร์ฟเวอร์ส่วนกลางครางกระหึ่มเบา ๆ คลอเคล้าไปกับเสียงพิมพ์คีย์บอร์ดที่ดังระงมเป็จังหวะกระชั้นชิด พนักงานในแผนกหลายคนเริ่มเดินวุ่นเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับรายงานผลประจำเดือนยามเช้า มินตรานั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานของตัวเอง สายตาเฝ้ามองหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่แสดงผลว่างเปล่า หัวใจเต้นแรงด้วยความรู้สึกตื่นตระหนกที่แฝงอยู่ลึก ๆ
เมื่อเข็มยาวของนาฬิกาบนฝาผนังชี้ตรงเลขสิบสองในเวลาเก้าโมงตรง ปกป้องก็ก้าวเดินออกมาจากห้องทำงานส่วนตัวด้วยท่าทางที่สง่างามสะดุดสายตาเช่นเคย ชายหนุ่มวัยสี่สิบสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวเนี้ยบกริบ ทับด้วยเสื้อสูทคัตติ้งเนี้ยบสีเทาเข้ม รูปร่างที่สูงใหญ่ถึงหนึ่งร้อยแปดสิบสองเิเช่วยขับเน้นมาดนักบริหารผู้สุขุมรอบคอบของเขาให้โดดเด่นขึ้นมาทันที เขาก้าวตรงไปที่ห้องประชุมใหญ่ของแผนก พลางกวาดสายตาคมกริบเรียกรวมทีมงานทุกคนให้ทะยอยเดินตามเข้าไปรับฟังนโยบายไตรมาสใหม่
ภายในห้องประชุมใหญ่ แสงไฟดาวน์ไลท์สีขาวสว่างจ้าสะท้อนกับโต๊ะประชุมกระจกยาว ปกป้องก้าวขึ้นไปยืนที่หัวโต๊ะ พลางกดรีโมตเปิดเครื่องโปรเจกเตอร์ที่ส่งเสียงหึ่ง ๆ เบา ๆ ก่อนจะปรากฏภาพแผนภูมิโครงสร้างการตลาดบนหน้าจอผ้าใบ ชายหนุ่มเริ่มบรรยายทิศทางงานและเป้าหมายขององค์กรด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำอบอุ่นแต่แฝงไว้ด้วยอำนาจการตัดสินใจที่เฉียบคม สายตาคมปลาบของเขาจับจ้องมองเพื่อนร่วมงานทุกคนสลับกันไปอย่างทั่วถึง ทว่าทุกครั้งที่สายตาคมคายคู่นั้นกวาดผ่านมายังมินตรา มันมักจะหยุดนิ่งค้างเพื่อสบตากับเธออยู่นานกว่าปกติเล็กน้อยเสมอ จนมินตราต้องคอยก้มหน้าเพื่อหลีกหนีกระแสไฟฟ้าแฝงเร้นที่แล่นปราดเข้ามาทำลายสมาธิ
ใน่ท้ายของการประชุม ปกป้องได้กล่าวประกาศประเด็นสำคัญที่ทำให้ทุกคนในแผนกต้องหันมามองเป็ตาเดียว
“สำหรับงานเตรียมนำเสนอแผนกลยุทธ์แคมเปญใหม่ที่จะต้องเข้าเสนอต่อคณะกรรมการบริหารระดับสูงในวันพรุ่งนี้ ผม้าคนมาช่วยจัดระเบียบหน้าสไลด์และปรับโครงสร้างเนื้อหาด่วน… ขอเป็น้องมินต์แล้วกันนะครับ เพราะมินต์เคลียร์ตัวเลขรายงานงบประมาณก้อนเก่าเสร็จหมดแล้ว และผมเห็นว่ามินต์มีฝีมือในการเลือกคู่สีจัดเทมเพลตสไลด์ได้ดีน่าสนใจ”
คำพูดของปกป้องเปรียบเสมือนก้อนหินหนักที่โยนลงกลางน้ำนิ่ง มินตราเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนก หัวใจดวงน้อยเต้นตูมตามขึ้นมาอย่างคุมไม่อยู่ เธอรู้ดีว่านี่คืองานใหญ่ที่จะทำให้เธอมีผลงานโดดเด่น แต่ในขณะเดียวกัน การต้องมาใกล้ชิดกับเขาก็เท่ากับว่ากำแพงระยะห่างที่เธอเพียรพยายามสร้างขึ้นมาเพื่อตัดใจจากเขาจะถูกทำลายลงในพริบตา
และคนที่แสดงปฏิกิริยาต่อต้านออกนอกหน้าที่สุดก็คือ แพรว รุ่นพี่สาวในแผนกวัยสามสิบสองปี หล่อนเลิกคิ้วจิกตามองมินตราสลับกับหัวหน้าแผนกอย่างขัดเคือง ก่อนจะเอ่ยค้านเสียงแข็งขึ้นทันที
“คุณปกป้องคะ งานนำเสนอชิ้นนี้เป็โปรเจกต์ระดับบอร์ดบริหารและมีผลต่อยอดขายครึ่งปีหลังเลยนะคะ ให้เด็กใหม่อย่างมินต์ที่เพิ่งพ้นทดลองงานมาไม่กี่เดือนทำคนเดียวจะดีเหรอคะ? แพรวเกรงว่าข้อมูลกลยุทธ์ที่ซับซ้อนมินต์อาจจะไม่เข้าใจมิติงานดีพอ แพรวว่าให้แพรวช่วยทำหรือคุมข้อมูลส่วนหลักดีกว่าค่ะ จะได้มั่นใจว่าตัวเลขไม่มีอะไรผิดพลาด”
ปกป้องส่งยิ้มบาง ๆ ที่มุมปากอย่างผู้ใหญ่ที่นิ่งสุขุมและเจนโลก แววตาคมกริบของเขายังคงนิ่งราบเรียบ “ไม่เป็ไรครับแพรว ข้อมูลตัวเลขและโครงร่างแผนงานทั้งหมดผมเป็คนตรวจเช็กและคุมเองอยู่แล้ว ผม้าเพียงผู้ช่วยมาจัดวางเนื้อหา พิมพ์งาน และปรับสไลด์ให้ลื่นไหล มินต์ทำได้ครับ ผมเชื่อมั่นในศักยภาพของน้อง”
คำยืนยันที่เฉียบขาดของปกป้องส่งน้ำหนักกดทับลงมายังบ่าบางของมินตรา แพรวเม้มริมฝีปากแน่นจนเป็เส้นตรง แววตาจิกคมของรุ่นพี่สาวตวัดมองมินตราอย่างจงใจและเจือความอิจฉาริษยาอย่างไม่ปิดบัง ซึ่งทำให้มินตรายิ่งรู้ดีว่าการก้าวเข้าห้องทำงานร่วมกับเขานั้นไม่ต่างจากการพาตัวเองเข้าไปอยู่ท่ามกลางดงหนามและกระแสข่าวลือในออฟฟิศ
เมื่อถึงเวลาบ่ายโมงตรง มินตราหอบหิ้วคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก สมุดโน้ตหนังแท้สีดำ และปากกาก้าวเข้ามาในห้องประชุมขนาดเล็กเป็คนแรก ห้องประชุมแห่งนี้ตั้งอยู่ลึกสุดของแผนก ผนังเป็กระจกใสสามด้านที่ปิดบังด้วยมู่ลี่สีเทาเข้มเพื่อความเป็ส่วนตัว แสงไฟดาวน์ไลท์สีเหลืองนวลส่องสว่างตกกระทบโต๊ะไม้โอ๊กยาวสะท้อนเงาเรียบหรู เครื่องปรับอากาศส่งเสียงครางแ่พ่นลมเย็นเฉียบจนมินตรารู้สึกหนาวสะท้านถึงกระดูก
เด็กสาวนั่งตัวเกร็งอยู่บนเก้าอี้ล้อเลื่อนสีดำ มือสองข้างกุมเข้าหากันแน่นอยู่บนตักเพื่อสะกดอาการประหม่า เสียงเปิดประตูกระจกบานใหญ่เลื่อนเปิดออกเบา ๆ พร้อมกับการก้าวเดินของร่างสูงใหญ่ของปกป้อง ชายหนุ่มสวมเพียงเสื้อเชิ้ตขาวพับแขนเสื้อขึ้นลวก ๆ เผยท่อนแขนแกร่งปูดเส้นเืและรอยสักลายเส้นสีดำอันมีรสนิยม ปลดกระดุมคอเสื้อออกสองเม็ดเผยแผงอกแกร่งและลำคอหนา
กลิ่นน้ำหอมแนวไม้และยาสูบเฉพาะตัวของเขาลอยมาล้อมรอบกายมินตราทันทีที่เขานั่งลงข้างเธอ ชายหนุ่มลากเก้าอี้ล้อเลื่อนของตนเข้ามาเบียดชิดจนไหล่กว้างแทบชนไหล่บางบอบบางของมินตรา ไออุ่นระอุจากกายหนาแผ่เข้าแทนที่ความเย็นะเืของเครื่องปรับอากาศจนหัวสมองของมินตราเริ่มพร่าเลือน
“เริ่มตรวจงานกันเลยไหมครับมินต์?” เสียงทุ้มต่ำหยอกเย้าเอ่ยขึ้นในระยะประชิด
มินตราพยายามขยับเก้าอี้ถอยออกห่างเล็กน้อยเพื่อรักษาระยะห่างตามที่ตั้งใจไว้ “ค่ะ… คุณปกป้อง ข้อมูลส่วนแรกมินต์จัดรูปแบบตามเทมเพลตใหม่แล้วค่ะ รบกวนตรวจเช็กความถูกต้องอีกทีนะคะ”
“ไหน… ขอดูหน่อยสิครับ”
ปกป้องโน้มตัวและใบหน้าเข้ามาใกล้ขึ้นอีกเพื่อมองหน้าจอร่วมกัน ไหล่หนาของเขาเบียดเบียดเข้าหาไหล่บางบอบบางของมินตราจนเธอััได้ถึงไออุ่นอุณหภูมิร่างกายของเขาผ่านเนื้อผ้าเชิ้ต ลมหายใจอุ่นร้อนปัดผ่านพวงแก้มขาวระเรื่อของเธอไปแ่เบา ชวนให้ร่างกายอุ่นวาบและใจเต้นรัวสะท้าน
โต๊ะประชุมตัวนี้มีขนาดแคบและพื้นที่ใต้โต๊ะจำกัด เรียวขาคู่สวยของมินตราในกางเกงสแล็กสีดำจึงไม่มีพื้นที่ขยับหนี เมื่อปกป้องขยับทิศทางนั่ง เขาก็จงใจแยกต้นขาออกกว้างเล็กน้อยจนต้นขาหนาและหัวเข่าของเขาเบียดชนเข้ากับเข่าบางของเธอใต้โต๊ะ ััแน่นหนักอุ่นร้อนของเนื้อผ้าสแล็กที่เบียดชิดและถูไถอย่างจงใจส่งกระแสความซ่านสยิวแล่นปลาบขึ้นมาตามขาเรียวจนมินตราสะดุ้งตัวเบา ๆ
มินตราพยายามถอยเรียวขาหนีเพื่อเว้นระยะห่าง แต่ชายหนุ่มกลับไม่เปิดโอกาสให้ทำเช่นนั้น เขายังคงกดเข่าเบียดชิดแน่นขึ้น ย้ำเตือนความตึงเครียดทางอารมณ์ที่พุ่งสูงขึ้นท่ามกลางความเงียบของห้องประชุมเล็ก
“ตรงส่วนหน้าสไลด์กลุ่มเป้าหมายผู้หญิง… ตรงนี้เหมือนข้อมูลวิเคราะห์จะคลาดเคลื่อนไปนิดนึงนะ”
น้ำเสียงกระซิบที่ทุ้มต่ำและแหบพร่าดังขึ้นชิดใบหูจนขนอ่อนลุกซู่ ปกป้องเอื้อมมือแกร่งข้างขวาไปจับเมาส์เพื่อชี้จุดแก้ไข ทว่าแทนที่จะจับเมาส์โดยตรง ฝ่ามือหนาอบอุ่นของเขากลับวางทับครอบลงบนหลังมือเรียวบางของมินตราที่จับเมาส์ค้างอยู่เต็มรัก นิ้วเรียวยาวของเขาสอดแทรกตัวเข้าไประหว่างง่ามนิ้วของเธอก่อนจะบีบกระชับไว้แ่า
ััอุ่นร้อนจัดจากฝ่ามือใหญ่ส่งกระแสไฟแล่นริ้วเข้าสู่ขั้วหัวใจ มินตราเกร็งตัวแข็งทื่อ ลมหายใจสะดุดติดขัดจนแทบหายใจไม่ทั่วท้อง
“คุณปกป้องคะ… มินต์แก้เองได้ค่ะ” มินตราตอบเสียงสั่น พยายามดึงมือออกจากการกอบกุมอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้ดูเสียมารยาท
ทว่าปกป้องไม่ปล่อยมือ เขาคลายแรงกดลงเล็กน้อยแต่กลับใช้นิ้วหัวแม่มือไล้เบา ๆ บนผิวเนื้อหลังมือเรียวของเธอ ััแ่เบาแต่ทว่าหนักแน่นนั้นทิ้งรอยความซ่านสยิวไว้บนผิวเนื้อของเด็กสาวจนปั่นป่วนในช่องท้อง ชายหนุ่มช้อนั์ตาคมปลาบขึ้นมาสบสายตากับเธอในระยะประชิด แววตาของเขาในตอนนี้ลุ่มลึกยากเดาใจ แต่อัดแน่นไปด้วยความปรารถนาขี้เล่นของผู้ใหญ่ที่ถือไพ่เหนือกว่า
“กลัวอะไรเหรอครับมินต์? พี่แค่ช่วยดูงานให้… หรือว่าการอยู่ใกล้ชิดพี่ในห้องนี้ มันทำให้เราคิดเื่อื่นขึ้นมาจนทำงานต่อไม่ได้?”
คำถามหยอกเย้ากึ่งควบคุมทำเอาใบหน้าของมินตราแดงซ่านลามไปถึงลำคอขาวระหง หัวใจเต้นแรงโครมครามจนประหม่าไปหมด ความร้อนระอุจากร่างกายของคนข้างกายและกลิ่นน้ำหอมไม้สนผสมยาสูบช่างเย้ายวนใจเกินกว่าจะต้านทาน เด็กสาวก้มหน้าหลบตาคู่นั้นทันทีเพื่อไม่ให้เขาอ่านความสับสนอ่อนแอในใจออก
ในจังหวะนั้นเอง สายตาของมินตราที่มองผ่านช่องว่างมู่ลี่ออกไปภายนอกห้องประชุมกลับสบเข้ากับสายตาคมกริบของแพรวที่ยืนอยู่ข้างตู้เอกสาร แพรวกำลังถือแก้วกาแฟ แต่สายตาคู่คมของหล่อนกลับจดจ้องมองผ่านบานกระจกใสเข้ามายังพวกเธอทั้งสองคนอย่างเขม็ง ใบหน้าของรุ่นพี่สาวบึ้งตึงแฝงความริษยาอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเห็นแผ่นหลังกว้างของปกป้องโอบล้อมก้มตัวลงใกล้ชิดพนักงานใหม่จนไร้ระยะห่าง
มินตราสะดุ้งสุดตัวด้วยความใกลัว ความรู้สึกผิดและภัยจากคำนินทาในออฟฟิศแล่นเข้าจุกแน่นในอก เธอรีบรวบรวมกำลังดึงมือตัวเองออกจากการกอบกุมของปกป้องทันที พลางขยับเก้าอี้ถอยหลังออกไปครึ่งก้าว
“มินต์ขอโทษค่ะคุณปกป้อง… มินต์คิดว่าเราควรจะรีบเคลียร์งานส่วนนี้ให้เสร็จค่ะ เดี๋ยวคนอื่นในแผนกจะเข้าใจผิดเอาได้”
น้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความกังวลและหวาดตระหนกของเด็กสาว ทำให้ปกป้องละสายตาจากใบหน้าหวานแล้วมองตามสายตาของเธอออกไป ชายหนุ่มเห็นแพรวที่กำลังยืนจ้องจับผิดอยู่ภายนอก ั์ตาคมคายของเขาหรี่ลงเล็กน้อย แฝงประกายความรำคาญใจที่ถูกขัดจังหวะ แต่ด้วยวุฒิภาวะอันสูงส่งของผู้บริหาร เขาปรับเปลี่ยนท่าทีกลับมาเป็ปกติและเยือกเย็นได้อย่างรวดเร็ว
ชายหนุ่มดึงมือแกร่งกลับไปลูบปลายคางตนเอง พลางขยับเก้าอี้ถอยออกห่างจากเธอเล็กน้อยเปิดโอกาสให้เด็กสาวได้สูดอากาศหายใจ
“อืม… นั่นสินะครับ งานพรีเซนต์สำคัญรออยู่ งั้นเรามารีบจัดการส่วนที่เหลือกันเถอะ”
น้ำเสียงของเขากลับมาราบเรียบเป็งานเป็การอีกครั้ง ทว่าประกายตาคมปลาบที่สบมองมาในวินาทีสุดท้ายก่อนจะก้มลงจ้องหน้าจอนั้นเต็มไปด้วยกระแสความปรารถนาเร่าร้อนที่ทำเอาคนมองสั่นไปทั้งกาย
ตลอดระยะเวลาสองชั่วโมงหลังจากนั้น การทำงานดำเนินไปด้วยความเงียบงันที่แฝงเร้นด้วยความอึดอัดแน่นตึง มินตราพยายามควบคุมปลายนิ้วที่สั่นเทาพิมพ์แก้งานให้เสร็จลุล่วง ขณะที่ปกป้องคอยชี้แนะข้อมูลด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและเว้นระยะห่างตามสมควร แม้จะไม่มีการััทางกายโดยตรงอีกหลังจากนั้น ทว่าเพลิงปรารถนาและแรงดึงดูดเสน่หาอันหนาแน่นกลับยังคงหมุนเวียนคุกรุ่นอยู่ในอากาศของห้องประชุมเล็ก ๆ แห่งนี้อย่างไม่จางหาย จนกระทั่งตัวสไลด์พรีเซนต์ได้รับการแก้ไขเสร็จสมบูรณ์
เมื่อเปิดประตูห้องประชุมก้าวเดินกลับมาที่โต๊ะทำงาน มินตรารู้สึกราวกับยกูเาออกจากอก แต่สายตาคมจิกและท่าทีพูดคุยกระซิบกระซาบของแพรวกับเพื่อนร่วมงานอีกคนที่ยืนอยู่มุมห้องกลับเป็ลางเตือนภัยที่เด่นชัด เด็กสาวรู้ดีแก่ใจว่ากำแพงที่เธอเพียรสร้างเพื่อเว้นระยะห่างจากปกป้องนั้น ได้พังทลายลงไม่มีชิ้นดีแล้วภายใต้ความใกล้ชิดที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ในวันนี้ และเื่ราวระหว่างเธอกับเขากำลังก้าวเข้าสู่สถานการณ์ที่อันตรายขึ้นทุกที...