เกิดใหม่มาเป็นหม่ามี้ของเจ้าก้อนก้อน (จบ)

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 100 การจากลากำลังใกล้เข้ามา

            เมื่อคิดเช่นนั้นเขาก็เงยหน้าขึ้นมองผู้อาวุโสติงด้วยสายตาลึกซึ้งที่ไม่สามารถหลบเลี่ยงได้“ท่านลุง พูดถึงเรื่องนี้เป็นข้าเองที่ไม่ได้พิจารณาให้รอบด้านข้าควรจะเชิญท่านและท่านป้ามาเพื่ออธิบายให้เข้าใจก่อน ข้าต้องการให้เหว่ยเอ๋อร์อยู่ข้างกายข้าไม่ใช่เพื่อความสะดวกในการดูแล แต่ข้าชอบเหว่ยเอ๋อร์จากใจจริงข้ายินดีที่จะปกป้องดูแลนางตลอดไป ข้าจะให้การสนับสนุนนางชั่วชีวิตนี้จะไม่ให้มีเรื่องราวอะไรหรือใครก็ตามมาทำร้ายนางได้!”เขาหยุดพูดไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อว่า “อีกอย่างพวกเราทั้งสองคนต่างก็ชอบพอกัน…”

            เป็นอย่างที่คิดไว้เมื่อผู้อาวุโสติงได้ฟังสีหน้าก็เปลี่ยนเป็นไม่น่าดูในทันทีทว่ากงจื้อหมิงแสร้งทำเหมือนไม่สังเกตเห็น และพูดต่อว่า“ในทุกวันนี้กำลังเกิดสงครามไปทั่วทั้งแผ่นดินข้าไม่มีวันที่จะปล่อยให้เหว่ยเอ๋อร์พาลูกไปจากข้า ที่ไหนก็ไม่ปลอดภัยเท่าจวนและค่ายทหารของข้าข้าสามารถดูแลพวกนางสองแม่ลูกได้เป็นอย่างดีแน่นอน ขอให้ท่านลุงโปรดเข้าใจ”

            เส้นเอ็นที่คอและศีรษะของผู้อาวุโสติงก็นูนขึ้นมาเขาเงียบไม่พูดไม่จาไปครู่หนึ่ง จนสุดท้ายก็เปิดปากพูดออกมาน้ำเสียงในลำคอที่ถูกข่มเอาไว้ก็ค่อนข้างแหบแห้ง “ท่านแม่ทัพกงจื้อฐานะทางสังคมสูงส่งพวกข้าครอบครัวเล็กๆ จากชนบทไม่อาจเอื้อม!”

            “ในเรื่องนี้ขอให้ท่านลุงวางใจข้าจะไม่สร้างความลำบากใจให้เหว่ยเอ๋อร์อย่างแน่นอน ยังมีอันเกอเอ๋อร์ข้าก็จะดูแลเขาเหมือนกับเป็นลูกของตนเอง!และอีกอย่างตอนนี้สถานการณ์ภายนอกกำลังวุ่นวายท่านลุงก็วางใจให้เหว่ยเอ๋อร์พาอันเกอเอ๋อร์ไปทางใต้กับพวกท่านใช่ไหม? เส้นทางช่างยาวไกลหากเกิดเหตุการณ์อะไรที่ไม่คาดฝันขึ้นมาก็เกินกำลังของข้าที่จะเข้าไปยุ่งเกี่ยว!”

            สีหน้าของกงจื้อหมิงทั้งอบอุ่นและมีมารยาทใช้เหตุผลแลกเหตุผลและใช้ใจแลกใจทุกอย่างล้วนพิจารณาอย่างรอบด้านจากจุดยืนของเหว่ยเอ๋อร์และอันเกอเอ๋อร์เขาทำให้ผู้อาวุโสติงลังเลใจไปชั่วขณะมือทั้งสองข้างของเขาวางลงบนหัวเข่าอยู่เป็นเวลานานอย่างไม่สามารถตัดสินใจได้

            เมื่อครู่นี้คำพูดประโยคสุดท้ายของกงจื้อหมิงพูดถึงสิ่งที่อยู่ในใจของเขาจริงๆยังไม่ต้องพูดถึงลูกสาวของบ้านตนเองพูดถึงแค่อันเกอเอ๋อร์เด็กน้อยคนหนึ่งที่เพิ่งจะครบขวบปี เขาจะทนความลำบากของการเดินทางที่ยาวนานได้อย่างไร?หากระหว่างทางเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นมาครอบครัวก็ไม่มีที่ให้ซื้อยาไปรักษาความเสียใจในภายหลัง

            ในสภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกชายชราก็ถอนหายใจ “เหว่ยเอ๋อร์ของเราเป็นคนที่มีความคิดของตนเองมีบางเรื่องที่ท่านแม่ทัพคิดเอาไว้ดีแล้วแต่ทางเหว่ยเอ๋อร์กลับยังไม่รู้ว่าจะตัดสินใจเช่นไร?”

            ตั้งแต่ต้นจนจบติงเหว่ยไม่ได้พูดถึงความสัมพันธ์ของนางกับกงจื้อหมิงให้ชัดเจนดังนั้นผู้อาวุโสก็อดไม่ได้ที่จะครุ่นคิดซ้ำไปซ้ำมา หรือว่าแม่ทัพท่านนี้กำลังฉวยโอกาสตอนที่กำลังตกอยู่ในอันตรายหรือว่าจะใช้กำลังบังคับข่มขู่งั้นหรือ?

            มีหรือที่กงจื้อหมิงจะมองไม่ออกถึงความคิดที่แท้จริงของผู้อาวุโสเขาฝืนยิ้มในใจและตอบกลับไปว่า “ท่านลุงโปรดวางใจ หากเหว่ยเอ๋อร์ไม่ตกลงข้าก็จะไม่บีบบังคับนาง แต่ว่านางคือสตรีที่ข้ากงจื้อหมิงชอบ ชีวิตหลังจากนี้ก็เกรงว่าจะไม่สามารถแต่งกับคนอื่นได้อีกแล้ว!ข้าเชื่อว่าในอนาคตนางจะต้องเป็นนายหญิงของสกุลกงจื้ออย่างแน่นอน!”

            คำพูดไม่กี่ประโยคนี้แม้จะพูดอย่างนุ่มนวลทว่าการแสดงออกภายนอกที่ดูเอาแต่ใจนั้นกลับไม่สามารถมองข้ามได้เลย

            มือที่หยาบกร้านของผู้อาวุโสติงสั่นเทาภายในใจของเขาก็รู้สึกอึดอัด เขาเองก็ไม่ใช่เด็กน้อยแล้วจะไปคิดอย่างไร้เดียงสาว่าสกุลติงที่ทำการเกษตรมาหลายชั่วอายุคนจะไปมีอิทธิพลเหนือกว่าคนที่มีตำแหน่งสูงและมีอำนาจได้อย่างไรแต่ในฐานะพ่อคนหนึ่ง ต่อให้เขาจะอ่อนแอกว่านี้อย่างไรเขาก็ต้องแบกภาระที่หนักอึ้งนี้แทนลูกสาวเอาไว้ เพื่อปกป้องพวกนางให้เผชิญหน้ากับอุปสรรคและความยากลำบากน้อยลงไปสักหน่อย

            “ข้าเข้าใจแล้ว พวกเราไม่สามารถเทียบกับอำนาจและอิทธิพลของท่านแม่ทัพได้และยิ่งไม่สามารถไปบีบบังคับท่านแม่ทัพได้! ตราบใดที่เหว่ยเอ๋อร์เห็นชอบในฐานะพ่อแม่ก็ทำได้เพียงสนับสนุนนางเท่านั้นหากว่ามีวันหนึ่งนางไม่สามารถแต่งออกไปได้จริงๆ พวกเราสกุลติงแม้ว่าจะมีชีวิตเหลืออยู่เพียงคนเดียวก็มีปัญญาเลี้ยงดูนางและอันเกอเอ๋อร์ได้!”

            เมื่อพูดเสร็จเขาก็ลุกขึ้นและขอตัวลา

            กงจื้อหมิงก็จนปัญญาและฝืนยิ้มเจื่อนๆเขาส่งผู้อาวุโสด้วยตนเอง และกำชับเฟิงจิ่วที่ยืนอยู่หน้าประตู“เชิญผู้อาวุโสติงไปพบแม่นางติงด้วย!”

            เมื่อครู่นี้เฟิงจิ่วเองก็เฝ้าอยู่นอกประตูตลอดได้ยินบทสนทนาที่น่ากลัวจนตัวสั่น บรรยากาศน่ากลัวจนเขาไม่กล้าออกมาตอนนี้ได้ยินนายท่านสั่งการ จู่ๆ สถานการณ์ที่ตึงเครียดก็ผ่อนคลายลงเขารีบก้าวมาข้างหน้าและยิ้มจนตาหยีเพื่อเชิญผู้อาวุโสติงให้ตามเขาออกไป

            ผู้อาวุโสติงเดินถึงหน้าประตูเรือนก่อนออกไปก็อดไม่ได้ที่จะหันกลับไปมองทางหน้าต่างของห้องหนังสือด้านใน เขาคนนั้นกำลังจรดพู่กันเขียนจดหมายอย่างรวดเร็วขุนนางตงฉินที่อายุยังหนุ่มยังแน่น ใบหน้าด้านข้างที่หล่อเหลาสง่างามหมดจดสีหน้าที่เคร่งขรึมและจริงจัง ไม่ว่าจะดูอย่างไรก็ไม่เหมาะสมกับลูกสาวของเขา!ทว่า…

            ผู้อาวุโสถอนหายใจออกมาเขาแอบปิดบังอย่างเงียบๆ อยู่ในใจโดยไม่พูดอะไร คล้ายกับเมื่อคราแรกที่ลูกสาวสูญเสียความบริสุทธิ์ไปทุกสิ่งทุกอย่างก็ไม่ใช่ว่าพ่อที่แก่ชราอย่างเขาคนนี้จะดูออกพูดไปแล้วก็ปล่อยมันไปเถอะ…

            ใจของติงเหว่ยเองก็เต้นระส่ำไปมาอยู่ตลอดไม่ง่ายเลยกว่าที่นางจะเฝ้ารอให้ท่านพ่อกลับมา และอดไม่ได้ที่จะสังเกตอย่างละเอียด

            สีหน้าของผู้อาวุโสนิ่งสงบเขาแค่พูดออกมาว่า “เมื่อครอบครัวย้ายไปถึงทางใต้แล้วค่อยส่งจดหมายมาให้เจ้าเจ้าไม่จำเป็นต้องเป็นห่วงพวกเรา!”

            ทันใดนั้นติงเหว่ยก็รู้สึกเศร้าใจขึ้นมานางอยากพูดอะไรสักอย่างแต่ก็ไม่อาจพูดออกไปได้ภายในใจรู้สึกผิดหวังราวกับน้ำที่ท่วมท้นออกมาเต็มถังผู้อาวุโสติงก็รู้สึกเจ็บปวดไปกับลูกสาว ครั้งนี้จึงรู้สึกว่ามีก้อนหินกดทับภายในจิตใจผ่านไปครู่ใหญ่เขาถึงได้ถอนหายใจออกมา “เจ้าน่ะ คือคนที่น่าเป็นห่วงมากที่สุด!วันหน้าพ่อแม่ไม่อยู่แล้วเจ้าจะต้องดูแลอันเกอเอ๋อร์ให้ดี…หญิงสาวคนหนึ่งในโลกภายนอกที่วุ่นวายเช่นนี้เจ้าเองก็คงรู้อยู่แก่ใจดีอยู่แล้ว อย่าให้ถูกใครหลอกเอาได้…”

            หากติงเหว่ยยังเดาไม่ออกว่าท่านพ่อรู้แผนการเล็กๆของนางแล้ว นางก็คงจะโง่เขลามากเกินไปแต่ว่านางก็ไม่ได้สนิทสนมกับท่านพ่อเหมือนท่านแม่อย่างไรก็ไม่เหมาะที่จะพูดระบายความในใจออกมา นางจึงทำได้เพียงหน้าแดงและก้มหน้าลง

            อีกอย่างนางและกงจื้อหมิงตอนนี้ทุกอย่างต่างก็รอการตัดสินใจการเป็นคนรักกันกับการแต่งงานเป็นคนละเรื่องกันดังนั้นเรื่องบางอย่างนางก็ไม่อยากให้ที่บ้านรู้อย่างชัดเจนหากว่าสุดท้ายแล้วผลลัพธ์ออกมาไม่ดีกลับยิ่งทำให้พวกเขาเป็นกังวลมากขึ้นดังนั้นก็คงไม่เหมาะที่จะพูดออกไปอย่างชัดเจนแจ่มแจ้งนางจึงพูดออกไปอย่างคลุมเครือว่า “ท่านพ่อ ข้าเข้าใจ ท่านและท่านแม่ดูแลตนเองให้ดีไม่ต้องเป็นห่วงข้า! ข้าเองก็ไม่ใช่เด็กๆ แล้วนะ”

            “ไม่ว่าเจ้าจะอายุเท่าไรเจ้าก็ยังคงเป็นเด็กน้อยของพ่อแม่อยู่ดี!”ผู้อาวุโสติงสูดหายใจเข้าลึกๆ เขาลุกขึ้นยืนและพูดด้วยเสียงหนักแน่นว่า“ข้าออกมาเป็นเวลาพักใหญ่แล้ว เกรงว่าท่านแม่ของเจ้าจะเป็นห่วงอยู่ที่บ้านข้าจะไม่อยู่ที่นี่ต่อ คงต้องขอตัวกลับก่อน!”

            เมื่อติงเหว่ยนึกถึงว่าต่อไปจะเจอกันยากมากขึ้นในใจของนางก็ยิ่งรู้สึกอาลัยอาวรณ์ และรีบพูดเกลี้ยกล่อมออกไปว่า “ในเมื่อมาแล้วท่านก็อยู่ที่นี่กินอาหารกลางวันกับข้าก่อนค่อยไปดีหรือไม่?ท่านพ่อ อีกสักครู่ข้าจะเข้าครัวลงมือทำด้วยตนเอง!”

            ผู้อาวุโสติงกลับส่ายหัวเขายืนกรานที่จะปฏิเสธ

            ติงเหว่ยทำได้เพียงออกไปส่งเขาที่หน้าประตูเรือนด้วยตนเองอย่างจนปัญญาพี่รองสกุลติงก็รีบตามท่านพ่อแล้วเดินออกไปด้วยกัน

            เมื่อเห็นภาพแผ่นหลังของท่านพ่อและพี่ชายเดินออกไปไกลติงเหว่ยอดไม่ได้ที่จะรอบตาแดงก่ำ ทันใดนั้นนางก็สงสัยขึ้นมาว่าตนเองทำอะไรผิดไปหรือเปล่าในขณะที่นางกำลังใจสั่นอย่างรุนแรงอยู่นั้น บนบ่าของนางจู่ๆ ก็มีผ้าคลุมบางๆเพิ่มมาผืนหนึ่ง ราวกับมีความอบอุ่นบางๆ ห่อหุ้มตัวนางไว้

            เป็นอย่างที่คาดคิดเอาไว้เมื่อหันกลับไปก็เห็นกงจื้อหมิงกำลังยืนอยู่ข้างหลังของนางคิ้วคมเข้มของเขามีความเหนื่อยล้าเพิ่มขึ้นอีกสามส่วนจากความยุ่ง แต่สีหน้าของเขากลับเต็มไปด้วยความรักและห่วงใย

            “ท่านออกมาได้ยังไง ไม่ยุ่งอยู่ในห้องหนังสือแล้วหรือ?”

            “ไม่ยุ่งแล้ว” กงจื้อหมิงโกหกอย่างหาได้ยาก มือใหญ่ๆของเขาดึงหญิงสาวอันเป็นที่รักมาเอนซบอยู่ข้างกาย เขาพูดด้วยเสียงแผ่วเบาว่า“ท้องข้าหิวเล็กน้อย และก็คิดถึงเจ้ากับอันเกอเอ๋อร์ขึ้นมาก็เลยออกมาดูว่าพวกเจ้ากำลังทำอะไรกันอยู่?”

            “เอ๋ ก่อนหน้านี้ไม่ใช่ว่าข้าเตรียมของว่างไว้แล้วอย่างนั้นหรือ? หรือว่าเจ้าหนุ่มน้อยเฟิงจิ่วไม่ได้ยกมาให้ท่านงั้นหรือ!เดิมทีก็ยุ่งอยู่แล้ว ทำไมยังปล่อยให้ท้องหิวอีก!” ติงเหว่ยได้ยินก็รู้สึกปวดใจนางดึงเขาและรีบเดินไปทางห้องครัว “ข้าตุ๋นน้ำแกงฟักกระดูกหมูไว้พอดีเลยเดี๋ยวข้าทำจีตั้นปิ่งง่ายๆ สักหน่อย ท่านจะได้กินรองท้องก่อน”

            “ตกลง ข้าเองก็กำลังหิวนิดหน่อยพอดี”กงจื้อหมิงมองไปทางหญิงสาวที่ยังคงบ่นออกมาไม่หยุด รอยยิ้มในดวงตาของเขาก็ยิ่งลึกซึ้งมากขึ้นไปอีก

            ทั้งสองเดินเคียงข้างกันเข้าไปในจวนและปล่อยให้เฟิงจิ่วยืนอยู่ในมุมหนึ่งด้วยใบหน้าขมขื่น เขาคอยปรนนิบัติรับใช้อยู่ข้างกายนายน้อยทั้งวันเป็นไปได้อย่างไรที่แม้กระทั่งเรื่องเล็กน้อยอย่างชงชายกของว่างล้วนทำได้ไม่ดี?แต่จะทำอย่างไรได้นายน้อยก็แค่อยากเอาใจนายหญิงก็เท่านั้นเขาก็ทำได้เพียงต้องยอมเสียสละสักครั้งหนึ่ง…

            ……

            ไม่กี่วันต่อมาสกุลติงก็ส่งข่าวมาบอกว่าพวกเขากำลังเตรียมตัวออกเดินทางลงใต้แล้วสัมภาระข้าวของทุกอย่างก็เก็บเรียบร้อยหมดแล้ว

            ในใจติงเหว่ยรู้สึกอาลัยอาวรณ์เป็นอย่างมากแต่ก็รู้ว่านี่เป็นทางออกที่ดีที่สุดของครอบครัวสกุลติง ในวันนั้นกงจื้อหมิงได้บอกไว้แล้วว่าจะส่งคนไปคอยคุ้มกันไม่ต้องพูดถึงเรื่องความปลอดภัย ที่พักระหว่างทางก็ได้จัดเตรียมไว้อย่างเหมาะสมทุกคนในครอบครัวนอกจากการเปลี่ยนที่อยู่อาศัยแล้ว วันที่เหลืออยู่ก็จะมีชีวิตอย่างอุดมสมบูรณ์ไม่ต้องทนทุกข์กับความอยุติธรรมใดๆ

            วันนี้ตอนฟ้าสางท้องฟ้าเพิ่งจะเริ่มมีแสงออกมานางก็ลุกขึ้นมาเปลี่ยนชุดให้อันเกอเอ๋อร์ใส่ชุดกันหนาวที่ทำจากผ้าฝ้ายสีแดงบนศีรษะของเขาใส่หมวกใบน้อยรูปเสือ เท้าน้อยๆ ของเขาก็ใส่รองเท้ารูปเสือบนข้อมือใส่กำไลเงินหนึ่งคู่ เจ้าเด็กอ้วนแต่งตัวเช่นนี้ยิ่งทำให้ดูอ้วนน่ารักเหมือนก้อนหิมะ

            หลังจากที่แต่งตัวเสร็จและกินข้าวอิ่มเรียบร้อยพวกนางสองแม่ลูกก็พาอวิ๋นอิ่งนั่งรถม้าเข้าไปในเมือง เป็นอย่างที่คิดไว้เมื่อแม่นางหลี่ว์ได้เจอหลานชายก็อดไม่ได้ที่จะอุ้มเขามากอดในอ้อมแขนนางเรียกเขาว่าแก้วตาดวงใจไม่หยุด

            ไม่รู้ว่าต้าเป่าและฝูเอ๋อร์เข้าใจความหมายของการลาจากกันหรือไม่พวกเขาโน้มตัวเข้าไปในอ้อมแขนของท่านอา มือน้อยๆของพวกเขาก็จับเสื้อคลุมจีนของท่านอาเอาไว้แน่น

            ติงเหว่ยพยายามอดกลั้นความหดหู่และเศร้าเสียใจนางโอบกอดเด็กทั้งสองคนและปลอบใจอยู่พักใหญ่ในที่สุดนางก็เงยหน้ามองไปทางผู้อาวุโสติงและแม่นางหลี่ว์นางพูดกำชับออกมาอย่างจริงจังว่า “ท่านพ่อ ท่านแม่ ไม่รู้ว่าเมื่อไรจึงจะได้พบกันอีกพวกท่านจะต้องดูแลตนเองให้ดี เงินทองเป็นของนอกกาย หากพบเจอกับอันตราย ยังไงก็จำไว้ว่าต้องรักษาชีวิตไว้ถึงจะเป็นสิ่งสำคัญที่สุด!”

            พี่ใหญ่สกุลติงที่ฟังอยู่ด้านข้างไม่ต้องรอให้ท่านพ่อท่านแม่ตอบรับ เขาก็เริ่มสะอึกสะอื้นก่อนจะรับปากว่า “น้องหญิงเจ้าวางใจเถอะตราบใดที่มีข้าและพี่รองของเจ้าอยู่ก็จะไม่ให้ท่านพ่อท่านแม่ได้รับความลำบากใจหรือน้อยใจเลยแม้แต่น้อยแม้ต้องตายยังไงก็จะปกป้องพวกเขาเอาไว้ให้ได้!”

            พี่รองสกุลติงก็แอบเช็ดน้ำตาเขาพยักหน้าซ้ำๆ “น้องหญิง พี่ใหญ่พูดถูกต้องแล้ว เจ้าก็ต้องดูแลตนเองให้ดี!”

            ติงเหว่ยฝืนยิ้มออกมาและตอบว่า“มีพี่ชายและพี่สะใภ้ดูแลท่านพ่อท่านแม่ข้าเองก็วางใจการไปครั้งนี้เกรงว่าข้าจะต้องไปอยู่ข้างนอกหลายปีต้าเป่าและฝูเอ๋อร์เองก็ไม่สามารถเรียนอยู่ที่บ้านเหมือนแต่ก่อนต้าเป่าจะต้องไปไหว้ครูให้สอนหนังสือ อย่างน้อยก็ให้รู้จักตัวอักษรและอ่านได้วันหน้าจะได้มีหนทางที่หลากหลายส่วนฝูเอ๋อร์ก็ต้องสั่งสอนนางให้ดูแลบัญชีและดูแลบ้านให้ดีวันหน้าหากว่าแต่งออกไปจะได้ไม่ได้รับความลำบาก”

            แม่นางหลิวและแม่นางหวังได้ยินก็พยักหน้าซ้ำๆในใจมีความเศร้าเสียใจเล็กน้อยถึงแม้พี่สะใภ้ทั้งสองคนจะมีอคติต่อหญิงสาวที่ยังไม่แต่งงานคนนี้แต่พวกเขาก็อยู่ด้วยกันมาหลายปีอย่างไรก็เป็นครอบครัวเดียวกันดังนั้นตอนนี้พวกนางก็ละทิ้งความเข้ากันไม่ได้ของคืนวันในอดีตทิ้งไป

            แม่นางหวังเป็นคนช่างพูดช่างฉอเลาะเจรจา นางเดินมาจับมือของติงเหว่ย และพูดกำชับด้วยเสียงเบาๆ ว่า“น้องหญิง หากว่าวันหน้าอยู่ในจวนสกุลอวิ๋นไม่ได้อีกต่อไป ก็ให้ส่งจดหมายมาที่บ้านข้าจะให้พี่รองของเจ้ามารับเจ้าและอันเกอเอ๋อร์!”

            ติงเหว่ยยิ้มอย่างซาบซึ้งใจ“ขอบคุณพี่สะใภ้ที่นึกถึงข้าและอันเกอเอ๋อร์”

            แม่นางหลิวพูดไม่เก่งเมื่อเห็นท่าทางเช่นนี้ของแม่นางหวังนางเองก็ร้อนใจขึ้นมานิดหน่อยนางอดกลั้นอยู่ครู่ใหญ่จากนั้นจู่ๆ ก็พูดออกมาว่า “ครอบครัวเราย้ายลงใต้หนทางยาวไกล ของใช้ในบ้านบางอย่างก็เอาไปไม่หมด แล้วยังมีเสบียงอาหารอีกไม่น้อยเหว่ยเอ๋อร์เจ้าเอากลับไปให้หมดเถอะ”

            ผู้อาวุโสติงและแม่นางหลี่ว์ไม่เคยสร้างความลำบากให้แก่ลูกสาวอยู่แล้วตอนแรกที่ลูกสาวนำเงินหนึ่งร้อยตำลังเงินมาให้ที่บ้านสำหรับซื้อเสบียงอาหารทุกคนในบ้านต่างก็รู้ ดังนั้นจึงไม่มีการนำเสบียงอาหารที่ถูกเก็บไว้ออกมาขายถึงแม้จะรู้ดีว่าสกุลอวิ๋นนั้นใช้ชีวิตอย่างมั่งคั่งและอุดมสมบูรณ์ไม่มีทางทำให้ลูกสาวและหลานชายของนางต้องหิวท้องแต่นี่ก็ยังคงเป็นน้ำใจของท่านพ่อท่านแม่เหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

            คิดไม่ถึงเลยว่าครั้งนี้แม่นางหลิวจู่ๆก็ฉลาดขึ้นมา ยกเรื่องนี้ออกมาพูดได้อย่างเหมาะสม

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่มาเป็นหม่ามี้ของเจ้าก้อนก้อน (จบ) ที่คุณอ่าน

    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นเจ้าของที่ดินในยุค 90 [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นเจ้าของที่ดินในยุค 90 [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    355K 505
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นภรรยาเศรษฐีนีแม่ลูกสามในยุค 80 [จบ]

    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นภรรยาเศรษฐีนีแม่ลูกสามในยุค 80 [จบ]

    นิยาย รัก
    623K 530
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    489K 1390
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ

    ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ

    นิยาย รัก
    467K 4159
    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ 【จบ】

    ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ 【จบ】

    นิยาย รัก
    570K 4473