อะ โอ๊ย!!! ปวด…ปวดไปทั้งเนื้อตัวเลย
หนาวจังเราเปิดแอร์เบอร์อะไรเนี่ย...แล้วหมอนทำไมมันถึงได้แข็งขนาดนี้
รู้สึกได้ถึงอากาศที่มันหนาวเย็นผิดปกติฉันจึงใช้มือคลำหาผ้าห่มทั้งที่ยังไม่ลืมตาแต่สิ่งที่ััได้นั้นกลับไม่ใช่ผ้าห่มผืนหนาที่แสนคุ้นเคยและที่สำคัญฟูกที่เคยนอนกลับกลายเป็เสื่อ
เอ๊ะ!!!
เสื่องั้นเหรอ?
ฉันเบิกตาโพลงด้วยความรู้สึกตระหนกระคนประหลาดใจภาพที่ปรากฏตรงหน้าคือขื่อไม้ไผ่ที่หลังคามุงด้วยใบจากและเมื่อยันตัวลุกขึ้นแล้วมองไปรอบๆก็เห็นว่าที่ที่ฉันอยู่ตอนนี้จะเรียกว่าอะไรดี?
บ้านหรือกระท่อม...น่าจะกระท่อมละมั้งหลังกะทัดรัด มีตะกร้าหวายหนึ่งอันวางหลบตรงมุมห้อง บนหัวนอนมีมุ้งเก่าๆม้วนขึงเก็บไว้ พอก้มลงตรงที่ที่เคยนอนทับก็เป็เสื่อเก่าๆ ผ้าห่มผืนบางแต่ก็ดูใหม่กว่าชุดเครื่องนอนอันอื่นหมอนทรงสี่เหลี่ยมที่พอลองทุบดูก็ถึงบางอ้อว่าเพราะเหตุใดถึงได้ปวดคอขนาดนี้
“โคตรจะแข็ง...ที่นี่มันที่ไหนเนี่ย”ฉันบ่นพึมพำออกมาด้วยอาการเบลอๆ และในตอนนั้นเองก็พบว่าเสียงที่เปล่งออกมามันกลับไม่ใช่เสียงของฉัน
“อ่ะ อะไรเนี่ย!!!”และยิ่งต้องใหนักขึ้นไปอีกขั้นเมื่อก้มลงมองมือและไล่สายตาขึ้นมายังแขนจนกระทั่งมาจบลงที่ชุด
พีคสุดก็คงจะเป็ชุดที่สวมอยู่บนร่างนี่กระมังมันคือผ้าคาดอกตัวกระจิ๋วสีน้ำตาลส่วนท่อนล่างเป็กางเกง
ไม่ใช่สิ…มันคือ‘กระโจมอกกับโจงกระเบน’
“เดี๋ยวนะ!!!”ฉันเบิกตาโพลงเมื่อตั้งสติได้
นี่มันเหมือนกับยุคโบราณมีบ้านที่สร้างด้วยไม้ไผ่สาน หลังคามุงจาก กางมุ้งนอนเสื่อแล้วไหนจะชุดนี่
ใช่แล้ว...ฉันรู้จักของพวกนี้พอสมควรเพราะเคยหาข้อมูลตอนเขียนนิยายไม่ใช่แค่คล้ายคลึงแต่มันใช่เลย
ฉันกำลังอยู่ฝันหรือนี่หรือมีใครอำเล่นวางยาสลบแล้วจัดฉากขึ้น
เอ๊ะ!!!
หรือนี่คือรายการเรียลลิตี้…ไหนกล้องละต้องมีกล้องซ้อนที่ไหนสักแห่งแน่ๆ
คิดได้ดังนั้นจึงรีบกระเด้งลุกจากที่แล้วเดินดูรอบๆพร้อมกับเขย่งดูหลังคาแต่พบว่าตัวเตี้ยจนะโไม่ถึงเลยเปลี่ยนมาแงะฝาบ้านดูเปิดตะกร้าหวายซึ่งดูเหมือนจะเป็ที่เก็บเสื้อผ้าก็ไม่เห็นอะไรที่มันผิดสังเกตเลยแม้แต่อย่างเดียวมันคือบ้าน บ้านธรรมดาสามัญหลังหนึ่งเท่านั้น
เมื่อเห็นดังนั้นฉันจึงตัดสินใจเปิดประตูเดินออกมาสำรวจด้านนอกเหลียวหน้าเหลียวหลังดูรอบๆก็พอดีเห็นมีโอ่งอันใหญ่สูงประมาณ่เอวตั้งอยู่ข้างบ้านเพิ่งรู้สึกได้ว่าตัวเองคอแห้งก็ตอนนี้
มองรอบๆไม่เห็นมีใครเลยเปิดฝาโอ่งหยิบกระบวยที่วางอยู่จ้วงน้ำกินจนชื่นใจ
“อ้า~~~ค่อยรู้สึกดีขึ้นมาหน่อย…น้ำในโอ่งแบบนี้ก็เย็นชื่นใจดีเหมือนกันแฮะ”
“เอ็งดีขึ้นแล้วรึอีน้อย…เพิ่งสร่างไข้ใยมายืนตามลมหน้าบ้านเยี่ยงนี้”
ระหว่างที่กำลังยืนชื่นชมวิถีชาวบ้านก็มีเสียงพูดดังมาจากด้านหลังด้วยสัญชาตญาณฉันหันขวับไปมองทันทีภาพตรงหน้าคือหญิงสาวน่าจะราวๆ ยี่สิบกว่าๆผิวคล้ำรูปร่างมีน้ำมีนวลพอประมาณใบหน้าคมแบบสาวโบราณสมัยนุ่งชุดแบบเดียวกับที่ฉันใส่แป๊ะๆยืนเท้าสะเอวมือหนึ่งถือถ้วยกระเบื้องที่เห็นแวบๆ ว่าใส่ของเหลวสีดำๆกำลังขมวดคิ้วจ้องมายังฉันด้วยสายตาประหลาดใจ
“คะ…คุณพะ…พูดกับฉันหรือคะ?”
เมื่อฉันตอบกลับเห็นว่าคิ้วของเธอยิ่งขมวดเข้าหากันแน่นกว่าเก่าไม่กี่นาทีก็พบว่าหล่อนเดินเข้ามาประชิดตัวอย่างรวดเร็วแล้วเอามือมาอังหน้าผากโดยที่คนถูกััเองยังไม่ทันตั้งสติก่อนพูดด้วยน้ำเสียงร้อนรน
“เอ็งไข้กลับรึอีน้อยคำพูดคำจาพิลึกกึกกือนักตกน้ำครานี้เห็นทีจะเป็คราวเคราะห์ของเองโดยแท้...ไม่ได้การประเดี๋ยวเช็ดเนื้อเช็ดตัวเสร็จ เองกินข้าวกินยาให้เรียบร้อยข้าต้องไปขอยายบุญเรียกขวัญให้เองเสียหน่อย”
ฉันกะพริบตาปริบๆด้วยความงงงวยปล่อยให้หญิงสาวตรงหน้าจับแขนดึงไปยังแคร่ใต้ต้นหูกวางบริเวณลานหน้าบ้านแต่โดยดีภายในหัวมีแต่คำถามมากมาย
นี่มันอะไรกันเกิดอะไรขึ้นหากนี้ไม่ใช่การอำเล่นหรือรายการอะไรสักอย่างถ้าอย่างนั้นฉันมาอยู่ที่นี่เวลานี้ได้อย่างไรกัน
ขณะกำลังคิดทบทวนกับสิ่งที่เกิดขึ้นก็พอดีกับที่หลอนดึงให้นั่งลงแล้วยื่นถ้วยยาในมือมาตรงหน้า
“กินเสีย ยานี่แม่หญิงท่านเมตตาให้ข้ามาแลกำชับนักหนาว่าต้องต้มให้เอ็งกิน”
คำพูดคำจาแปลกประหลาดยังกับคนยุคกรุงศรีได้ฟังก็ยิ่งตะขิดตะขวงใจ ฉันคิดพลางก้มลงมองน้ำดำปี๋ตรงหน้าอย่างชั่งใจกลิ่นของมันไม่น่าภิรมย์นักเมื่อสูดเข้าไปก็ให้รู้สึกอยากจะอาเจียน
“เหม็นอย่างกะรากไม้ต้ม”คือมันเหม็นเขียวแบบเขียวแก้ๆ ฉันเองก็อธิบายไม่ถูกเหมือนกัน เอาเป็ว่าแค่ดมก็รู้ว่าต้องขมมากแน่ๆ
“ก็รากไม้นะสิรากไม้สมุนไพร…เอ็งทำยังกะไม่เคยกินยา” หล่อนขมวดคิ้วมุ่นหรี่ตามองมาอย่างแคลงใจ
“ก็ไม่เคยกินจริงๆ”
“เองว่ากระไรนะ?”
แม้จะแค่พึมพำออกมาเบาๆถึงกระนั้นคนข้างๆ กลับหูดีเกินคาด
“ป่าวจ้ะ ว่าแต่…มันขมไหม?”
“หวานเป็ลมขมเป็ยา…เอ็งรีบๆกินเข้าไปเถิดมัวพิรี้พิไรประเดี๋ยวเย็นเสียก่อน ฤทธิ์ยาจักคลาย”
แสดงว่าขมจริงสินะ!
ฉันย่นจมูกแทบจะทันทีปกติก็ไม่ชอบกินยาอยู่แล้วและยิ่งเป็น้ำแถมกลิ่นยังเกินต้านขนาดนี้ไม่ต้องบอกก็รู้…ยาสมุนไพรเท่ากับ…ขม
ฉันเม้มปากขณะเริ่มชะเง้อชะแง้สอดส่ายสายตาไปรอบๆอีกครั้งพลางจินตนาการว่าอาจมีใครสักคนโผล่ออกมาจากมุมใดสักมุมหนึ่งแล้วะโขึ้นว่า
‘เซอร์ไพรส์!!! คุณกำลังอยู่ในรายการอำกันเล่น!!!’ แล้วก็มีเสียงซาวด์ตลกๆ พร้อมกับเสียงปรบมือแซงแซ่เหมือนๆกับที่เคยดูในรายการทีวี กระนั้นวินาทีถัดมากลับพบแต่เพียงความว่างเปล่าบริเวณนี้ไม่มีใครอื่นนอกจากฉันกับผู้หญิงแปลกหน้าซึ่งกำลังหรี่ตาเขม้นมองมาราวกับประเมินฉันอยู่ในทีเช่นเคย
เมื่อเห็นดังนั้นก็ให้รู้สึกหมดหนทางฉันจึงยกถ้วยในมือขึ้นกระดกอย่างช่วยไม่ได้โดยลืมไปว่ามันขม
“แหวะ!!! โคตรขมเลย” ยังไม่ทันกลืนลงคอคนเกลียดของขมอย่างฉันก็คายมันลงพื้นเสียแล้ว
“เอ๋ อี นี่ก็บอกแล้วอย่างไรเหล่า…หวานเป็ลม”
“ขมเป็ยาาาาา”ต่อคำให้อย่าล้อเลียนขณะเอามือถูกปากหน้าเหยเก
รู้สึกอยากจะร้องไห้…ขมชิปเป๋งเกิดมาไม่เคยกินอะไรที่ขมขนาดนี้มาก่อน
คนฟังเริ่มถอนใจอ้าปากทำท่าเหมือนจะดุต่อแต่คนปากไวอย่างฉันถือคติ…พูดก่อนได้เปรียบ จึงรีบชิงพูดก่อน
“จ้ะๆ ฉันรู้ ฉันรู้…แต่นี้มันขมมากเลยอ่ะขมจนจะอ้วก”
คนตรงหน้าถอนใจเฮือกใหญ่อีกหนึ่งคำรบ
“ก็ยา”
“ขอผสมน้ำหวานหน่อยหนึ่งได้ไหมล่ะน้ำตาลหรือน้ำผึ้งก็ได้” ฉันเริ่มต่อรอง
“เอ๊ะ เอ็งนี่เื่มากเสียจริง!!!”
“นะ นะ พี่นะก็พี่บอกเองว่าฉันป่วย...นะพี่” ไม่พูดเปล่าฉันจับแขนหล่อนเขย่าไปมาเบาๆอย่างออเซาะพร้อมทำหน้าเศร้าเหมือนลูกแมวขอข้าวกินเมื่อเห็นว่าคนตรงหน้าเริ่มมีท่าทีจะใจอ่อนหรืออ่อนใจก็ไม่ทราบได้ฉันก็ยิ่งเพิ่มดีกรีทำหน้าออดอ้อนในแบบที่ชอบใช้กับยายและพี่สาวเข้าไปอีก
ซึ่งที่กล้าทำถึงขนาดนี้ก็เพราะหลังจากการสังเกตพฤติกรรมของผู้หญิงคนนี้โดยสังเขปเวลาพูดคุยตอบโต้ก็พอจะเดาได้ว่าเ้าหล่อนคงเอ็นดูฉันมากทีเดียว…และหากจะต้องดื่มยานี่เข้าไปจริงๆอย่างน้อยก็ขอตัวช่วยบรรเทาไอ้ขมๆ นี่ลงหน่อยเถอะ
“นะพี่นะถ้าให้ฉันกินแบบนี้ไม่รู้เมื่อไหร่จะกินหมด”
“เฮ้อ…เอ็งนี่หนา เื่มาก”คนที่โดนมารยาของฉันเล่นงานบ่นกระปอดกระแปดแต่ก็ยอมลุกจากแคร่ดึงถ้วยออกจากมือฉันไปแต่โดยดีก่อนออกคำสั่งเสียงอ่อนใจเต็มทน
“กลับเข้าไปรอข้าในบ้านอย่านั่งตากลมตรงนี้ประเดี๋ยวไข้จักกลับเอา”
ร่างกระฉับกระเฉงของหญิงสาวชุดโบราณเดินจากไปแล้วหล่อนเดินไปทางหน้าบ้าน เห็นไกลๆว่ามีทางแยกอีกทางซึ่งฉันเดาเอาเองว่าน่าจะเป็ทางไปยังห้องครัว
เห็นดังนั้นฉันก็เด้งตัวลุกจากแคร่สะกดรอยตามไปติดๆทันที
ใครจะกลับเข้าบ้านไปนอนกันเล่าแบบนี้มันต้องเปิดโปง….