ครอบครัวเมธากิจขจร
“หลังจากมีกระแสหลุดออกมาให้หวั่นไหวได้ไม่นานก็มีประกาศออกมาอย่างเป็ทางการแล้วค่ะว่า วงเกิร์ลกรูปชื่อดังระดับโลกอย่าง ‘ทริกซี่’ ได้ประกาศทัวร์คอนเสิร์ตครั้งใหญ่โดยประเทศแรกที่พวกเธอจะมาแสดงก็คือประเทศไทยนั่นเอง! เล่นทำเอาเหล่า ‘อีฟ’ ดีใจมากจนเกิดเป็เทรนกระแสบนโลกออนไลน์เมื่อไม่นานมานี้ ไม่แน่ว่าการที่ทริกซี่ตัดสินใจเลือกมาที่ประเทศไทยเป็ที่แรก อาจเป็เพราะพ่อหนุ่มหน้าใหม่ในเอ็มวีล่าสุด...” ฉันกดหรี่เสียงทีวีเบาลงพร้อมเดินไปหน้ากระจกโต๊ะเครื่องแป้งเพื่อสำรวจภาพรวมของตัวเองว่ามีตรงไหนที่ยังไม่เรียบร้อยหรือเปล่า
“ดูไม่ได้เลย” จากนั้นก็ถอนหายใจออกมาเมื่อเห็นว่าใต้ตาดำคล้ำกว่าเมื่อวาน ถ้าจะให้ไปทำงานทั้งแบบนี้มีหวังถูกต่อว่าก่อนได้เดินออกจากบ้านแน่
“ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ” อาจจะดูเหมือนคนบ้า แต่ก็ต้องยอมรับ เพราะคงไม่มีใครที่ไหนมานั่งพูดคุยกับเครื่องสำอางแบบฉันหรอก แต่ที่พูดก็เพราะนาน ๆ ทีจะหยิบของพวกนี้มาใช้
ก๊อก ๆ
“หลิน” เสียงเคาะประตูดังขึ้นสองสามครั้งตามด้วยเสียงเรียกชื่อฉันอยู่หน้าประตู
“เชิญค่ะแม่” แม้จะฟังดูห่างเหินในสายตาคนทั่วไป แต่สำหรับครอบครัวฉันกลับเป็เื่ธรรมดาในชีวิตประจำวันมากกว่า และการที่แม่มาหาฉันถึงห้องแบบนี้คงไม่พ้นเื่เดิมที่กวนใจฉันมาตลอด
‘หลิน’ เป็ชื่อในตอนเด็กที่ฉันชอบมาก เพราะเมื่อไรที่แม่เอ่ยเรียกชื่อนี้ท่านมักจะแสดงสีหน้ามีความสุขให้เห็นเสมอ แต่พอโตขึ้นกลับทำให้ฉันรู้สึกถึงความกดดันแทน
“กำลังจะออกไปทำงานแล้วใช่ไหม”
“ค่ะ แม่มีอะไรหรือเปล่าคะถึงมาหาหลินแต่เช้าแบบนี้?” ฉันมองคนตรงหน้าที่กำลังเดินไปอีกทาง และเมื่อท่านนั่งลงบนเตียง สายตาที่ฉันไม่้าเห็นก็เริ่มมองสำรวจั้แ่หัวจรดเท้าอย่างเชื่องช้า
“ยังพอมีเวลาเหลือก่อนออกไป แม่เลยว่าจะมาคุยกับลูกเื่งานหน่อย” ฉันถอนหายใจโล่งอก ไม่ใช่เพราะเื่ที่แม่จะมาคุย แต่เป็เพราะเื่ที่ท่านไม่พูดอะไรถึงการแต่งตัวของฉันในวันนี้ นั่นเท่ากับว่าในสายตาของท่านคงเห็นว่าไม่มีส่วนไหนไม่เรียบร้อยอย่างที่คิดเอาไว้
“ค่ะ”
“แม่คุยกับคณบดีคณะศิลปศาสตร์ไว้คร่าว ๆ แล้วว่าผลงานที่ลูกสะสม และทำมาตลอดหลายปีควรค่าแก่การขึ้นไปทำหน้าที่ใหม่ที่สูงกว่าเดิม”
“…” เื่พวกนี้อีกแล้วสินะ
“แต่คงต้องใช้เวลาหน่อย เพราะงั้นระหว่างนี้อย่าทำอะไรผิดพลาดที่จะเสื่อมเสียชื่อเสียงของตัวเอง เข้าใจที่แม่้าจะสื่อใช่ไหมหลิน”
“เข้าใจค่ะ” ถึงแม้ฉันจะไม่ได้อยากได้อะไรพวกนี้เลย แต่ก็ไม่สามารถปฏิเสธได้อยู่ดี มันเป็แบบนี้มานานแล้ว และฉันทำได้แค่ตอบรับเท่านั้น
ครอบครัวจันวราสกุล
“กว่าจะเสด็จลงมาได้นะไอ้ตัวดี” น้ำเสียงแดกดันของหญิงวัยกลางคนที่มีใบหน้าสวยราวกับนางฟ้าคล้ายถูกสตัฟฟ์เอาไว้ เมื่อเวลาไม่สามารถทำอะไรเธอได้ แม้จะมีอายุมากขึ้นแล้วก็ตามได้เอ่ยพูดกับลูกชายเพียงคนเดียวที่กำลังเดินทำหน้าบึ้งตึงลงมาจากชั้นสอง
“ก็ดีกว่าผมไม่ลงมาแล้วกัน”
“โทน!” น้ำเสียงโมโหถูกเปล่งออกมาพร้อมใบหน้าหงุดหงิด จนสามีที่นั่งอยู่ข้างกายจำเป็ต้องลูบหลังเธอเบา ๆ
“เลิกกวนประสาทแม่เขาได้แล้ว หัดเชื่อฟังแม่แกบ้าง จะทำตัวดื้อไปถึงไหน อายุก็ไม่ใช่น้อย ๆ แล้วนะโทน” คราวนี้ผู้เป็พ่อเป็ฝ่ายพูดออกมาเพื่อเตือนสติลูกชายตัวดี
แต่สำหรับโทนการที่พวกเขาเป็พ่อลูกกันเลยทำให้รู้ว่าคนตรงหน้าที่ขึ้นชื่อว่าพ่อทำแบบนั้นเพื่อเอาใจแม่ต่างหาก
“ถ้างั้นก็เลิกบังคับให้ผมกลับไปเรียนสิ แล้วจะเป็เด็กดีให้ดู” พูดจบก็ตักข้าวตรงหน้าเข้าปากเหมือนคนไม่ทุกข์ร้อนอะไรแม้จะมีสายตาอาฆาตจากผู้เป็แม่เพ่งเล็งอยู่ก็ตาม
“เหอะ! ใครใช้ให้แกดังเปรี้ยงขึ้นมาล่ะ คนเขาถึงได้พากันขุดคุ้ยเื่ที่แกเรียนไม่จบขึ้นมาเป็ประเด็นไง เพราะงั้นทางเดียวที่จะลบข่าวพวกนั้น แกก็ต้องกลับไปเรียนให้มันจบซะ”
“ผมบอกแม่แล้วไงว่าอย่าไปสนใจข่าวไร้สาระพวกนั้น คนที่ผมทำงานด้วยเขาก็รู้กันหมดว่าผมตั้งใจมากแค่ไหน”
“อีกอย่างบ้านเราก็ไม่ได้พึ่งจะมีข่าวซุบซิบอะไรพวกนี้เป็ครั้งแรกซะเมื่อไร แม่ลืมแล้วหรือไงว่าตัวเองก็เคยเป็ดาราดังมาก่อน แถมพ่อก็ยังเป็ผู้กำกับมากฝีมืออีก” การที่เ้าของคำพูดจำเป็ต้องจบท้ายด้วยประโยคที่ดูเหมือนชื่นชมคนทั้งสองนั้นก็เพื่อการมีชีวิตอยู่รอดของตัวเองหลังเผลอสบสายตาอาฆาตของผู้เป็แม่เข้า
“โทน ลูกพูดแบบนั้นก็ไม่ถูกหรอกนะ อย่าลืมสิถึงแม้คนที่ร่วมงานกับลูกจะรู้จักลูกดีก็จริง แต่คนภายนอกเขาไม่ได้คิดแบบเราเ พราะงั้นมันเลยขึ้นอยู่กับภาพลักษณ์ที่ลูกแสดงออกมาไง”
“ถ้างั้นทำไมเราต้องไปแคร์คนที่จ้องแต่จะเล่นงานเราด้วยอะพ่อ เราจะไปให้ค่าคนพวกนั้นทำไม”
“ใช่ มันก็ถูกของลูก ความจริงเราไม่ต้องแคร์ก็ได้หากลูกเป็คนเดียวที่เสียหาย”
“งานที่แกได้มาไม่เคยขาด หรือแม้แต่เงินที่แกใช้ล้วนมาจากคนที่เขาตั้งใจทำงานอย่างหนักเพื่อที่จะมีเงินมาทำให้บริษัทของตัวเองเป็ที่รู้จักผ่านสื่อโพรโมตเข้าถึงคนง่ายอย่างดาราแบบพวกเรา แบบนี้แกยังคิดว่ามีแค่ตัวเองเหรอที่เสียหาย”
“…” แน่นอนว่าคำพูดของพ่อแม่ไม่อาจทำให้คนที่มีสีหน้าบูดบึ้งโต้ตอบอะไรได้อีก แต่ถึงอย่างนั้นความไม่พอใจที่กำลังแสดงให้ทั้งสองได้เห็นก็ไม่ได้ลดละลงเลยสักนิด
“แค่เรียนให้จบก็พอใช่ไหม”
“…” ทั้งสองพยักหน้าเป็คำตอบพร้อมกัน
“ได้ ผมจะเรียนให้จบ แต่ห้ามหวังเกรดจากผมแล้วกัน”
————— ꧁༻・ॐ・༺꧂ —————
ฝากกดติดตามกันด้วยน้า : เพจ Sunisayok - นักเขียนนิยาย
(https://www.facebook.com/SunisayokWriter)
—————— ༻・ॐ・༺ ——————