เมื่อคุณร็อกโก้ออกไป เฟนริลก็วิ่งไปเปิดประตูห้องตรงข้ามตนเอง ภายในเป็ห้องสี่เหลี่ยมเล็ก ข้างหน้าเต็มไปด้วยตู้ล็อกเกอร์ ตรงกลางปรากฏโต๊ะขาวสีขาวขนาดยาวแสดงอุปกรณ์มากมาย
บริเวณรอบห้องมีชุดเกราะเบาแขวนไว้กับอาวุธจำนวนหนึ่ง ส่วนบริเวณประตูมีป้ายเขียนว่า ‘ห้องอุปกรณ์ขอบเขตที่หนึ่ง’
เฟนริลขมวดคิ้ว
“บัญชีเข้าข้อมูลของฉันยังไม่ได้รับการอัพเดท…จะรู้ได้ไงว่าของพวกนี้คืออะไร?”
เหตุผลที่เขาเข้าใจเกี่ยวกับผีสางและฝันร้ายอย่างผิวเผินก็เพราะว่าตนอ่านจากกระทู้คนที่มีพลังพิเศษระดับศูนย์ที่เคยผ่านระดับวิตกกังวลเท่านั้น
และคนเ่าั้ก็อายุมากจึงเอาข่าวลือมาเขียนต่อ ตนจึงเต็มไปด้วยความรู้ขยะที่ใช้งานไม่ได้แต่ใช่ว่าไม่มี
“คราวหน้าฉันจะต้องยื่นเื่ขอสิทธิ์” เฟนริลพยายามนึกข้อมูลความน่าสะพรึงก็ต้องผิดหวัง
“ข้อมูลมากเกินไป มั่วซั่วไปหมด ไม่รู้ว่าอันจริงอันไหนปลอม แถมโรงเรียนก็สอนแต่ภาพวาดจิตรกร”
ชายหนุ่มไม่คิดเอาเกราะเบาไปเพราะรู้สึกไร้ประโยชน์ เกราะแค่ระดับหนึ่งมันช่วยอะไรไม่ได้ทั้งยังจะทำให้ความคล่องตัวต่ำลง
เขาทดสอบน้ำหนักแล้ว เฟนริลรู้สึกว่าลำบากเกินไป เ้าตัวมองอุปกรณ์มากมายพร้อมความคิดในหัว
“ฉันไม่รู้ว่าสิ่งที่ต้องจำเป็มีอะไร…นั่นไม่เป็ไร…จำนวนอุปกรณ์บอกฉันได้”
เขามองว่าอะไรถูกใช้มากสุดจนเหลือไม่กี่ชิ้นก็หยิบเข็มขัดสีดำเข้ามาใส่ จากนั้นพกะเิสามลูกคล้ายหลอดแก้วสีน้ำเงินขนาดนิ้วก้อย หยิบปริซึมสีฟ้าสามชิ้นใส่ในกระเป๋าเข็มขัด
เ้าตัวกวาดทุกอย่างเท่าที่ทำได้และมองว่ามีประโยชน์ เวลานั้นเ้าตัวก็มองอาวุธปืน สิ่งนี้จะไร้ประโยชน์รแต่ถึงแบบนั้นเฟนริลก็ไม่ได้ดูแคลนมัน เขามีเหตุผลที่ต้องใช้
“อีกสามนาทีรวมพล” ชายหนุ่มเก็บดาบและวิ่งไปกดลิฟต์ ระหว่างทางเขาหยิบโทรศัพท์ส่งข้อความไปหาไลล่าขอให้เธอส่งข้อมูลไปยังเฮเลน
เนื่องจากตนไม่ได้เพิ่มเพื่อนซึ่งหญิงสาวเองก็ตอบตกลงเพราะระหว่างหาทางออก ไลล่าได้เตรียมกระดาษสำหรับเขียนเบอร์ เขียนอะไรไว้จึงสามารถทำให้เฟนริลได้
ใช้เวลาไม่นานชายหนุ่มก็มาถึงชั้นล่าง แน่นอนว่าที่นี่ไม่ใช่โรงพยาบาลดูได้จากห้องอุปกรณ์ขอบเขตที่หนึ่ง และไม่มีกลิ่นสารเคมีในโถงทางเดิน
เ้าตัวคาดว่าน่าจะเป็ตึกของบริษัทรีซอร์ส-มิลเลอร์ เมื่อเฟนริลเห็นคุณร็อกโก้ โคลด์ ซิววี่ และบุรุษอีกสองคนในเครื่องแบบสีดำก็เอ่ยทักทาย
“สวัสดีครับ! ผมไม่ได้มาสายใช่ไหม?” ซิววี่เผยยิ้ม ตรวจสอบสิ่งที่เฟนริลเอามา
“เลือกได้ดี…ดูเหมือนน้องจะเคยเข้าทีมจิตรกรบ้างใช่ไหม?”
เขาส่ายหน้าไม่มั่นใจ
“ยะ หยิบตามสัญชาตญาณครับ ผะ ผมทำผิดรึเปล่า?” ทั้งหมดเปลี่ยนสีหน้าเพราะเฟนริลดูขัดจากบุคลิกเดิมแต่ก็แปลกใจที่ชายหนุ่มคว้าของจำเป็ได้เยอะทำให้อดชื่นชมไม่ได้กับความสามารถนี้
ส่วนซิววี่แอบยิ้มเพราะการกระทำของเฟนริลดูปุบปับผิดธรรมชาติ นางคาดว่าถ้าเสแสร้งแบบอื่นด้วยหน้านิ่งจะดีกว่า
แบบนี้แสดงออกมากไปและเด็กตัวแค่นี้ก็ไม่ได้เก่งขนาดนั้นเพราะเหมือนพวกความอดทนต่ำ ทำไปสักพักก็เหนื่อยแอคติ้ง เวลานั้นหัวหน้าทีมก็หยิบสมุดเล่มเล็กให้
“นี่คือคู่มืออุปกรณ์ ไว้ศึกษาระหว่างทาง” คุณร็อกโก้โบกมือ ทุกคนก็เดินไปเปิดประตูบานหนึ่ง
พึบ…พบกับห้องโถงขนาดใหญ่สีขาวซึ่งรอบด้านมีกลิ่นสารเคมี นางพยาบาล และหมอจำนวนมากเตรียมอุปกรณ์สำหรับการรักษา และอุปกรณ์เคลื่อนย้ายผู้ป่วย
เฟนริลสังเกตว่าทีมจิตรกรทุกคนสวมเครื่องแบบสีดำ มีจำนวนไม่น้อยกว่าสองร้อยชีวิตยืนจับมือกัน
‘นี่คือขั้นต่ำของความน่าสะพรึงเหรอ?’
เขาเห็นลอยปักหลังเสื้อก็ขมวดคิ้ว เ้าตัวพบว่ามีห้ากลุ่มอยู่ในนี่ สี่กลุ่ม กลุ่มละห้าสิบคน และกลุ่มของเฟนริลมีหกคน
ชายหนุ่่มเผยสีหน้าเคร่งเครียดจนซิววี่เข้ามาตบไหล่ปลอบประโลม
นางรู้ว่าเฟนริลคิดอะไรอยู่เพราะทุกคนที่นี่มีระดับเกินสี่กันหมด ส่วนใหญ่อยู่ระดับห้า ระดับหก หัวหน้าสี่คนระดับเจ็ด
...แต่กลุ่มของเฟนริลมีเพียงหัวหน้าร็อกโก้ระดับห้าซึ่งมีประสบการณ์ความน่าสะพรึงสิบสองครั้ง ที่เหลือสมาชิกระดับสามหมด
“ถอนตัวตอนนี้ยังทันนะ หัวหน้าทีมเองก็กลัวเสียพวกเราเหมือนกัน”
เฟนริลมองซิววี่และคนอื่นที่มีเหงื่อเต็มใบหน้า เขามองหัวหน้าร็อกโก้ที่ตอนแรกดูใจเย็นแต่เวลานี้กลับตื่นเต้น ตื่นตระหนก หวาดกลัวผลลัพธ์ที่จะตามมา
ใบหน้าของทุกคนกำลังบอกว่าขอแค่มีใครสักคนขี้ขลาดและอยากกลับบ้าน พวกเขาก็พร้อมจะกลับไปด้วยกัน ชายหนุ่มเห็นเช่นนั้นก็ใจสั่น
‘อันตรายถึงขนาดนั้นเลยเหรอ?’
เขามองทีมอื่นก็พบว่ามีอาการไม่ต่างกันราวกับว่าแม้จะผ่านระดับความน่าสะพรึงมาหลายรอบแต่ก็ยังไม่มั่นใจว่าจะผ่านไปได้อีกครั้ง
เฟนริลกำหมัดแน่น จับดาบสั่นระริก เขารู้สึกเครียดอย่างบอกไม่ถูก อาจเพราะว่าตนผ่านระดับฝันร้ายมาด้วยโชคและใช้หนังสือสีดำเลยไม่เข้าใจอันตรายที่แท้จริงของผืนผ้าใบ
‘จู่ ๆ ฉันก็อยากเข้าระดับวิตกกังวลแทน’ ชายหนุ่มกัดฟันแน่น ดูถูกตัวเองที่ขวัญหนีดีฝ่อ
‘ใจเย็นไว้! อย่าให้คนอื่นมาบงการความคิด!’
“โอริเวอร์…เธออยากจะไปอยู่ไหม?” หัวหน้าร็อกโก้ถามด้วยรอยยิ้ม เฟนริลที่เห็นแบบนั้นก็ถอนหายใจเล็กน้อย ยิ้มอ่อนจนตาปิด
“แน่นอนครับ ถ้าผมกลัวจะเผชิญหน้า แสดงว่าผมก็ไม่เปลี่ยนแปลงอะไร” ชายหนุ่มกระชับดาบแน่นเผยแววตามุ่งมั่น
“ผมจะไปหาความน่าสะพรึง ผมตัดสินใจไว้แล้ว และจะไม่ถอยด้วย”
คนในระแวกนั้นมองเขาด้วยสายตาตกตะลึงก่อนจะแสดงสีหน้าชื่นชมกับความกล้าไม่ปกปิด
หัวหน้าทีมร็อกโก้ใจสั่นสะท้านเหมือนเห็นตัวเองสมัยก่อนที่กล้าทำทุกอย่างเพื่อเป้าหมายและคนที่อยู่ข้างหลัง ต่อให้เป็อุปสรรคอะไรก็จะก้าวข้ามมันไปด้วยความสามารถที่มี และจะมีให้เหนือกว่าที่ต้องผ่าน
ชายวัยกลางอดสมเพชตนเองไม่ได้ที่กลายเป็คนขี้ขลาดแบบนี้
“เช่นนั้น ฉันก็จะไป” คุณร็อกโก้เดินมาจับมือคนอื่น และยื่นมือไปหา เฟนริลยิ้มจนแก้มปริคว้ามือซิววี่ที่ตกตะลึงอยู่ และจับมือหัวหน้าทีม
“ขอบคุณมากครับ…”
เมื่อกลุ่มเห็นว่าทุกคนต่างมีการตัดสินใจเป็ของตัวเอง โคลด์และชายอีกสองคนก็เข้าร่วมจนในที่สุดเวลานั้น จอมอนิเตอร์เหนือหัวก็แสดงตัวเลขนับถอยหลัง
เฟนริลกัดฟันแน่นหวนนึกถึงเื่ราวหลายอย่างในภาพวาด Starry Night เขามั่นใจว่าคราวนี้เขาจะทำให้ได้แบบเดิม แม้จะถูกห้ามใช้พลังพิเศษในอนาคตก็ตาม
ครืน!! เมื่อเวลาถึงศูนย์ ทุกคนก็ขับเคลื่อนพลังไปสู่ระบบเพื่อดึงตัวเองเข้าสู่ผืนผ้าใบซึ่งเฟนริลก็ทำเหมือนกัน ปัง! สิ่งก่อสร้างทั้งหมดถูกทำลายกลายเป็ฝุ่นในโลกที่ดำสนิท
เวลานั้นภาพวาดบางอย่างใต้เท้าก็ขยายใหญ่ขึ้นโดยมีร่างผู้รอดชีวิตทั้งหมดสองร้อยคนร่วงหล่นไป
ติ้ง!! [ยินดีต้อนรับเข้าสู่ผืนผ้าใบจิตรกรระดับความน่าสะพรึง ‘The Ninth Wave’ [คำเตือน-1] งดใช้พลังพิเศษทุกกรณี [คำเตือน-2] ขอบเขตร่างกายเท่ากับศูนย์ [คำเตือน-3] ไร้เวลาสิ้นสุดผืนผ้าใบ…ภารกิจของท่านคือ ‘หาหนทางออกจาก The Ninth Wave ให้สำเร็จ’ ระบบอธิฐานให้ทุกท่านผ่านพ้นด้วยดี]
ปึง! เฟนริลตื่นขึ้นมาก็พบว่าตนเองอยู่บนท้องทะเลขนาดใหญ่สีฟ้าคราม รายล้อมด้วยทะเลหมอกห่างประมาณแปดสิบเมตร
จุดที่เขาอยู่เป็หัวเรือทำจากไม้รองรับสิบคน ชายหนุ่มเห็นทีมลิคควิชกำลังสะลึมละลือในเรือก็กวาดสายตาพบว่ารอบทิศเต็มไปด้วยเรือทีมอื่นแต่ถ้าเกินสามสิบเมตรจะมองไม่เห็นอะไร
ตอนนั้นคุณร็อกโก้ก็จับไหล่เขากล่าวอธิบาย
“ดูคนพวกนั้น…กฏเหล็กของการเข้าผืนผ้าใบคือ ทำตามคนส่วนมากที่ไม่ใช่มากสุดอันดับหนึ่งและสอง และอย่าทำตัวแตกแยกไม่งั้นอาจกระตุ้นรูปแบบฆาตกรรมอื่น"
เฟนริลตาเป็ประกายเล็กน้อยรู้สึกสงสัย ชายวัยกลางคนพูดต่อ
“ปกติเหตุผลที่ตายกันมากเพราะปล่อยตามสัญชาตญาณ หรือคิดไม่รอบคอบ สิ่งนี้มักเกิดแบบเป็หมู่คณะ ถ้าเธออยากรอด เธอต้องดูว่าตัวเองเหมือนกับคนส่วนใหญ่เกินไปรึเปล่า?"
"ถ้าใช่ จงเปลี่ยน เว้นแต่จะมีข้อมูลเพียงพอซึ่งไม่ใช่กับกรณีนี้ เราใช้พวกเขาเป็เหยื่อล่อได้ เราต้องทดสอบว่าภาพวาดทำงานอย่างไร”
เวลานั้นคุณซิววี่ก็เอ่ยขัด
“และตามสถิติสะสมที่รัฐบาลเก็บข้อมูลมา บอกว่าในระดับความน่าสะพรึงจะมีคนตายทั้งหมดเก้าแสนคนเป็อย่างสูงในหนึ่งล้าน และรอดหมื่นคนเป็อย่างต่ำ"
"…นี่ไม่ได้พูดถึงว่าพวกเรามากันแค่สองร้อยคน บางทีอัตราการเสียชีวิตเป็เปอร์เซ็นต์จะสูงกว่านี้ ดังนั้นต้องระวังไว้นะ"
"เห็นเล่ากันว่าทุกทีมจิตรกรขั้นกลางมักเหลือเพียงนับนิ้วที่ออกจากภาพวาดที่เหลือก็จ้างคนเข้ามาต่อ”
เขาพยักหน้าดูประหลาดใจ แอบรู้สึกดีที่ได้ััถึงประสบการณ์โชกโชนของคุณร็อกโก้และความรู้ใหม่จากรุ่นพี่
‘ตอนนี้ฉันไม่สามารถใช้หนังสือสีดำได้แต่นั่นไม่ใช่ปัญหา ฉันยังมีไม้กางเขนกับดาบสามสาย’
รวมไปถึงหัวหน้าทีมซึ่งเป็แกนนำกลุ่มในคราวนี้ ครืน! จู่ ๆ ร่างกายเขาก็ส่ายไปมา เฟนริลรู้สึกถึงิญญารอบตัวที่รุนแรงมาก
‘อันตราย?’
ฟูม! จู่ ๆ จุดที่เฟนริลอยู่ น้ำก็ยกตัวสูงขึ้น เขาไม่รอช้ารีบคว้าไม้พาย เคลื่อนเรือไปข้างหน้าทันที คนอื่นที่เห็นก็กำลังช็อกอยู่เหมือนไม่เข้าใจสถานการณ์ทำให้เฟนริลร้องะโอย่างตื่นตระหนก
“พายเรือเร็ว! ถ้าไม่อยากตาย พายเรือเดี๋ยวนี้!” ทั้งหมดรีบทำตาม
ชายหนุ่มหันไปมองเรืออื่น ขณะทุ่มเทแรงกายแรงใจทั้งหมดให้เรือพุ่งไปข้างหน้าจนหลบออกมาจากเงาใต้น้ำได้สำเร็จก็พบว่าทีมอื่นก็เป็เหมือนกัน
‘มีมากกว่าหนึ่ง? แบบนี้ลำบากแน่ ฉันไม่รู้ว่า…ถ้าทำลายลำนึงไปได้จะมีตัวที่สองเข้ามารึเปล่า?’ ชายหนุ่มควบแน่นเทคนิคิญญาเตรียมโจมตีใส่เงาด้านหลังแต่ก็ยั้งความคิดไว้
‘ใจเย็น ดูจากทีมอื่น เงานั่นรักษาระยะห่างเสมอ หากฉันบุ่มบ่ามเกินไปอาจตายได้ เว้นแต่จะหยุดพาย มันถึงจะโจมตี นี่คือรูปแบบฆาตกรรมหลักของมัน'
'เพียงแต่ว่า…ฉันจะต้องพายไปถึงเมื่อไหร่? สุดท้ายแรงของฉันก็ต้องหมดลง’ ชายหนุ่มพยายามนึกถึงภาพวาดขณะเทคนิคิญญาของเขาสั่นไหวจากด้านหลัง
‘ภาพวาดแสดงให้เห็นคลื่นทะเลหลายลูกในยามเช้าที่มีหมอกบางๆ และผู้คนเจ็ดชีวิตที่กำลังกอดเสาเรือที่แตกหัก พวกเขาเหมือนกำลังลอยอยู่หลังเรืออัปปาง'
'ชื่อภาพวาดนี้คือ คลื่นลูกที่เก้า การตกแต่งของจิตรกรมุ่งเน้นความเชี่ยวกราด และอันตรายของธรรมชาติที่มีกับผู้รอดชีวิต’
ผืนผ้าใบนี้ไม่เหมือนระดับฝันร้าย ไม่ค่อยมีเจตนาซ่อนเร้นอะไรมากนัก ค่อนข้างมีความหมายตรงตัวมากกว่า
The Ninth Wave ของ Ivan Aivazovskyเฟนริลหันไปมองเงาใต้น้ำจากด้านหลังที่รักษาระยะห่างไว้ เขาจึงขอคำปรึกษาจากผู้มีประสบการณ์สูงสุด
“หัวหน้าร็อกโก้…ผมคิดว่ามีบางอย่างแปลกที่นี่ เรือของเราเล็กเกินไปที่จะเป็เรือขนาดใหญ่เหมือนในภาพ แถมในภาพ เรือนั่นยังเละไม่เหลือชิ้นดี มากสุดที่ลอยอยู่คือเสากระโดงเรือ"
"ผมคิดว่าแสงน่าจะเป็สัญลักษณ์ของความหวังและการเริ่มใหม่ ทะเลคือความน่ากลัวของธรรมชาติ คลื่นลูกที่เก้าอาจจะเป็อะไรสักอย่างที่ผมไม่รู้"
"ส่วนผู้รอดชีวิต กับเสากระโดงน่าจะมีความหมายคล้ายกันคือ การสูญเสีย กับความหวังต่ออุปสรรค หัวหน้าคิดว่าอย่างไร?” คุณร็อกโก้พายเรือไปแสดงสีหน้าวิตกไป
“ใจเย็นโอริเวอร์ ฉันกำลังประกอบการตัดสินใจ” ชายหนุ่มพยักหน้า
“ครับ!”
เขามุ่งเน้นพายเรือต่อไปแต่ระหว่างทางเ้าตัวก็เริ่มเมื่อยมือ
‘ไม่ได้การณ์ แบบนี้แย่แน่ ขอบเขตร่างกายเราเท่ากับศูนย์กันทุกคน เราจะไปเจอแสงสว่างได้ไง และระดับความน่าสะพรึงอัตราการเสียชีวิตมากขนาดนั้น คงไม่ได้มีไว้เพื่อทดสอบความอดทนอยู่แล้ว’
เฟนริลพยายามตั้งสติแต่ก็หัวเสียเพราะเรือเคลื่อนที่ช้าเกินไปแล้ว เขาหันไปมองเงาด้านหลังขณะที่เทคนิคิญญาสั่นไหวอยู่ตลอด
“หัวหน้า…ถ้าเราไม่แก้ไข ผมว่าอีกสักพักเราจะเหนื่อยกันหมด" เฟนริลเตือนสติ ซิววี่ก็พูดขึ้น
"น้อง…ใจเย็นๆ ทุกคนก็ไม่อยากตายเหมือนกัน อย่าทำให้มันแย่ลงเลย” ชายหนุ่มพูดไม่ออกและเกิดความรู้สึกผิดในใจ
‘แบบนี้นานเกินไป ฉันไม่สามารถฝากชีวิตกับพวกเขาได้’ เฟนริลหันไปมองด้านหลัง แล้วสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเห็นว่าเงานั่นหายไปแล้ว
“หยุด!! หยุดพายเรือๆ หยุดเดี๋ยวนี้!!”
เขารีบห้ามทุกคนเพราะมั่นใจว่ารูปแบบฆาตกรรมของมันเปลี่ยนไปแล้ว บางทีควรกลับไปเริ่มใหม่ั้แ่แรกและรอให้เงาอยู่ใต้เรือ อย่างน้อยรูปแบบนั้นก็ยังหนีได้ดีกว่าทำแบบสุ่มสี่สุ่มห้าไม่รู้ผลลัพธ์
“โอริเวอร์! ถ้าเราหยุด เราก็ตายกันหมด!!” โคลด์ะโเสียงดัง
เฟนริลไม่ยอมรับ
“ก่อนหน้านี้เรารอดได้ แม้มันจะอยู่ใต้เรือ รอบนี้ก็เหมือนกัน! ก่อนหน้านี้มันไม่ได้มาจากด้านหลัง มันมาจากด้านล่าง หากมันมีการโจมตีสองรูปแบบละ การพายเรือตอนนี้จะทำให้ทุกคนตายได้รึเปล่า? เคยคิดบ้างไหม!!?”
“เฟนริล! เงียบเดี๋ยวนี้!!” คุณร็อกโก้เริ่มหงุดหงิด ซิววี่ก็เอ่ยขึ้น
“โอริเวอร์ หยุดทำบุ่มบ่าม ถ้าเราตายกันหมด นายจะรับผิดชอบได้ไหม?” ชายหนุ่มขมวดคิ้วเผยสีหน้าเคร่งเครียด
“ทำไมไม่ฟังกันบ้าง ดูรอบตัวสิ มันโผล่หัวมารึเปล่า? ถ้ามาค่อยพายเหมือนคราวก่อน มันยากตรงไหน? จะรีบไปทำไม?"
"เรายังไม่รู้จักข้อมูลดีเลย ทำไมด่วนตัดสินใจไวขนาดนั้น! แบบนี้มันอันตราย! ดูไม่ออกเหรอ? ทำไมคิดไม่ออกกันห๊ะ!! มันยากมากเลยรึไง!!!”
ขณะนั้นเทคนิคิญญาของเฟนริลสั่นแรงขึ้น เขาพยายามใจเย็นฟังคำด่าของทุกคนและมุ่งเน้นไปที่เทคนิคตนเองก็พบว่ามันไม่ได้มาจากด้านล่างแต่มาจากข้างหน้า(?) ชายหนุ่มมองผิวน้ำก็พบว่าทุกคนไม่มีเงาสะท้อนในนั้น จู่ ๆ เฟนริลก็ขนลุกซู่
‘ิญญา?’ เขาฉายแววโรจน์หยิบไพ่ไม้กางเขนออกมา พริบตานั้นคลื่นพลังมหาศาลก็ทะลุในร่างกาย ทั้งหมดตกตะลึงกับความบ้าคลั่งกะทันหันนี้
“ตายซะ!!! ไอ้ตัวปลอม!!!” เขาะเิพลังตวัดดาบหมายสะบั้นคอทุกคน ร็อกโก้เปลี่ยนสีหน้า ฉีกท้องเผยให้เห็นรูปร่างขยะแขยงของศพก้าวออกมา ฉึบ แต่ไม่ทันแล้วเฟนริลสะบั้นคอทั้งหมดในเวลาไม่กี่วินาทีด้วยขอบเขตที่เหนือกว่าจนเืสาดกระเซ็น
ฉัวะ!! เขาเห็นป้ายชื่อบางอย่างหลุดจากศพนั้นอย่างเลือนลาง ‘เมอร์ลิน ควอนตัม’ ฟูม พริบตานั้นภาพทั้งหมดก็บิดเบี้ยวและปลุกเขาให้ตื่นขึ้น พึบ! เฟนริลสะดุ้งจากเตียงนอน เขาจับหน้าจับตาพบว่าตัวเองอยู่ในห้องสีดำมืดสนิท
ฟุบ ในขณะที่แสงจากตะเกียงบนหัวนอนค่อยๆ สว่างขึ้น เฟนริลค่อยๆ สังเกตเห็นว่าตัวเองอยู่ในห้องสีดำมืดสนิท เขาดูสับสนเล็กน้อยที่มาอยู่ในห้องนี้ เฟนริลสูดลมหายใจเข้าลึกอย่างโล่งอก
‘…ของปลอม เมื่อกี้แค่ของปลอม โชคดีที่รอดมาได้'
ถ้าเขาจำไม่ผิด คนบนเรือตอนแรกยังมีเงาบนผิวน้ำ งั้นแสดงว่าหลังจากเงาใต้น้ำหายไปจะแสดงเบาะแสให้เห็นทีหลัง
เฟนริลพยายามตั้งสติแต่หัวใจเต้นตุบตับจนหายใจไม่ทั่วท้อง เขาเหลือบไปเห็นเข็มขัดสัมภาระข้างตะเกียงน้ำมันก็หยิบมาสวมใส่พลางปาดเหงื่อ
ชายหนุ่มหยิบคู่มือของอุปกรณ์พิเศษระดับหนึ่งขึ้นมาอ่านอย่างถี่ถ้วนโดยการพลิกกระดาษไปมาอย่างรวดเร็วราวกับจำได้เพียงตาเห็น
พึบ เมื่อเขาอ่านจบในเวลาไม่กี่วินาที เขาก็รู้ว่า อุปกรณ์บางอันแข็งแกร่งพอจะต่อต้านหรือสร้างความเสียหายระดับสองขั้นปลายได้เลย
แต่ที่เรียกว่าอุปกรณ์ขอบเขตหนึ่งเพราะมีเงื่อนไขที่ต้องเปิดใช้เช่น พละกำลังระดับนั้น เ้าตัวหันกลับมาโฟกัสปัจจุบัน
‘ฉันอยากจะพักผ่อนแต่ฉันไม่รู้ว่าคนอื่นจะไปกระตุ้นเหตุการณ์สำคัญเหมือนในระดับฝันร้ายไหม? ฉันไม่มีเวลามากนัก’
เขาไม่แปลกใจเลยว่าทำไมตอนนั้นทีมที่มากด้วยประสบการณ์อย่างคุณร็อกโก้ถึงได้ช็อกและทำตัวไม่ถูก รวมถึงการพายเรือที่เชื่องช้านั่นก็เพราะทุกคนไม่อยากจะพายเรือั้แ่แรกอยู่แล้ว
เ้าตัวมองไพ่ในมือก่อนจะเก็บในกระเป๋าล็อกไว้อย่างแ่าพลางชักดาบเตรียมต่อสู้ เฟนริลััได้ถึงการโยกไปมาของห้องและเสียงคลื่นทะเลซัดใส่
นั่นหมายความว่าเขาอยู่บนเรือลำหนึ่งเป้าหมายถัดไปคือนี่อาจจะเป็เรืออัปปางที่วาดไว้ในผืนผ้าใบก็ได้ อย่างน้อยตอนนี้ก็ควรขึ้นไปข้างบนให้เร็วสุด ใครจะรู้ว่าเรือนี้จะจมเมื่อไหร่ เฟนริลไม่นึกเสี่ยง
แกร็ก! เขาแง้มประตูออกเล็กน้อย ยื่นตะเกียงออกไปอย่างระมัดระวัง ไม่กล้าส่งเสียงอะไรเพราะกลัวไปกระตุ้นรูปแบบฆาตกรรมบางอย่างนั่นคือสาเหตุว่าทำไมเฟนริลไม่พูดออกอะไรออกมาเลยสักคำหลังตื่นนอน
แอ๊ด! เสียงไม้ซ่อมซ่อจากใต้เท้าทำให้ชายหนุ่มเผยสีหน้าเคร่งเครียด ครืน! เวลานั้นกางเขนก็ทำงาน ความถี่ทั้งหมดหายไปราวกับไร้เสียงจนเฟนริลโล่งอกรู้สึกดีกับอุปกรณ์ประกอบฉากนี้
‘ขอบคุณ’
/// จบตอนที่ 14 ///

อีฟ อายุ 18 ปี "จิ๊! ไอ้พวกบ้านั่น ปากมากอีกแล้ว ไม่ทันเริ่มภาคเรียน น่ารำคาญชะมัด...ละ และมันอันตรายนะ ระ เราต้องทำแบบนี้ด้วยเหรอ? ...ไม่รู้! ถ้าไม่ไหวก็บอกแม่ดิ แต่ฉันไหว!!"