ณเรือนของซ่งสุยโจว คนสนิทของนายท่านฟาง เป็เพียงครอบครัวเดียวที่ได้รับสิทธิ์มีเรือนอยู่ในเขตคฤหาสน์ส่วนครอบครัวของบ่าวไพร่ลูกหาบและผู้คุ้มภัยอื่นๆจะอยู่ในเขตคลังสินค้าที่แยกออกโดยมีรั้วกั้นและประตูสำหรับสาวใช้และคนงานเป็สัดส่วนหากใครมีครอบครัวจะได้รับอนุญาติให้สร้างเรือนแยกส่วนคนโสดจะอยู่ในเรือนรวมแยกชายหญิงอย่างเป็ระเบียบ
ภรรยาของซ่งสุยโจวชื่อผิงอันนางเคยเป็แม่นมของคุณชายฟางจื้อซ่านและคุณหนูฟางซูเม่ยฟางจื้อซ่านอายุมากกว่าซ่งอี้หยวนเพียงสี่วันทั้งคู่โตมาด้วยกันเรียนมาด้วยกันและมีสหายกลุ่มเดียวกัน
ส่วนคุณหนูฟางซูเม่ยอายุน้อยกว่าซ่งอี้หนิงหกเดือนซ่งอี้หนิงบุตรสาวคนเล็กวัยสิบปีนางดูเป็ผู้ใหญ่เกินตัวพูดน้อยขยันขันแข็งไม่คลุกคลีกับเด็กในวัยเดียวกันช่วยท่านพ่อตรวจนับสินค้าขึ้นเกวียนั้แ่อายุเจ็ดขวบและฝึกวรยุทธ์กับท่านพี่ท่านพ่อ ท่านอา และท่านลุงผู้คุ้มภัยั้แ่อายุสี่ขวบสี่คนพ่อแม่ลูกกำลังรับประทานอาหารกลางวัน นางผิงอันเอ่ยถามบุตรชายขึ้น
“บ่าวไพร่พูดกันว่า…นายหญิงเอ็นดูคุณหนูสะใภ้มาก ถึงขนาดมอบเบี้ยหวัดสาวใช้ แพรไหมเสมอภรรยาเอก จริงหรือ...อาหยวน”
ซ่งอี้หยวนวางตะเกียบลงก่อนตอบ“จริงขอรับ...ท่านแม่”
เขานึกถึงคำถามที่คุณชายฟางเคยถามเขาเื่การหมั้นหมายจึงเอ่ยกับมารดา “จริงสิ! ท่านแม่ คุณชายใหญ่มีคู่หมั้นหมายแล้วหรือขอรับ”
นางผิงอันพยักหน้า“มีแล้ว...ก็คุณหนูรองจวนโหวหยางอย่างไรเล่า”
ซ่งอี้หยวนขมวดคิ้ว“เหตุใด...ข้าไม่รู้เื่เลยขอรับ”
“เ้าไม่รู้เื่ ก็ไม่แปลก วันที่หมั้นหมายเ้ากับท่านพ่อไปส่งสินค้าที่จงโจวกลับมาก็ต้องตามไปส่งสินค้าที่โหย่วเป่ยกับคาราวานใหญ่”
“นานเท่าไรแล้วขอรับ”
“ก็...เดือน เดือนเศษนี่ล่ะ เ้าถามทำไมหรือ”
ฟางจื้อซ่านสวมบท‘อาจารย์จากอนาคต’อธิบายหลักการบัญชีสมัยใหม่ให้ท่านอาจารย์ซือหม่าเฟยที่ขึ้นชื่อว่าเป็ยอดฝีมือด้านตัวเลขแห่งแคว้นเยี่ยนเขาเริ่มจากเหตุผลที่ควรเปลี่ยนวิธีการจดบัญชี การจดบัญชีแบบใหม่ดีกว่าอย่างไร ข้อบกพร่องของการจดบัญชีแบบเก่าเป็อย่างไรซือหม่าเฟยฟังจบแล้วเหมือนไม่เชื่อหูตัวเอง มองฟางจื้อซ่านอย่างแปลกใจอยู่ครู่ใหญ่ก่อนไปชักชวนให้บุตรชายซือหม่าเจิ้งหานมาฟังด้วย
เมื่อพ่อลูกทั้งสองฟังจบต่างพูดพร้อมกัน“อัจฉริยะ! จื้อซ่าน...เ้ามันคืออัจฉริยะ!”
ซือหม่าเฟยเอ่ยอย่างประหลาดใจ“หากเ้ามีวิธีการจดบัญชีแบบที่กล่าวได้จริง!...ก็วิเศษมากเลย!”
ฟางจื้อซ่านรีบตอบอย่างกระตือรือร้น“ศิษย์มีวิธี!...ศิษย์สามารถสอนทั้งหมดให้พวกท่านได้!”
ทั้งซือหม่าเฟยและซือหม่าเจิ้งหานต่างมองหน้ากันอย่างสงสัย ‘คุณชายใหญ่ฟางเก่งคณิตศาสตร์ั้แ่เมื่อใดกัน!’ แต่ทั้งสองก็รับฟังอย่างตั้งใจ ฟางจื้อซ่านอธิบายวิธีการลงบัญชีแบบใหม่ั้แ่ต้นจนจบ โดยเริ่มจากลงบัญชีรายวัน ตามด้วยการลงบัญชีแยกประเภทและการทำงบทดลอง และจบด้วยการปิดบัญชี แม้สองพ่อลูกจะยังจำทุกขั้นตอนได้ไม่หมดแต่โดยทฤษฎีแล้ว...น่าสนใจอย่างยิ่ง ซือหม่าเจิ้งหานผู้ที่มีบุคลิกเงียบขรึมอยู่เป็นิจแต่คราวนี้พรั่งพรูออกมาด้วยความตื่นเต้น
“ระบบการจดบัญชีใหม่นี้ สามารถจัดหมวดหมู่สินค้า รายรับ ค่าใช้จ่ายทรัพย์สิน สินค้า หนี้สิน ทุน ได้อย่างแม่นยำ ทุ่นเวลาในการสืบค้นรายละเอียดแล้วตัดปัญหาในการจดตัวเลขผิดหรือตัวเลขหาย แล้ว...แล้ว…ยัง…”
“ใจเย็นๆ เจิ้งหาน...มันยังสามารถทำได้มากกว่านั้นอีก”
ซือหม่าเจิ้งหนาเลิกคิ้วแล้วถามอย่างสงสัย“จื้อซ่าน เ้าไปเรียนศาสตร์เช่นนี้มาจากที่ใด!”
ฟางจื้อซ่านจำต้องปดออกไปเพื่อให้ที่มาของความรู้นี้ดูสมเหตุสมผล เขาพูดอ้อมๆ แอ้ม “ข้า…ข้าได้เรียนเพียงเล็กน้อยจากผู้าุโท่านหนึ่ง ที่…ที่ข้าพบเมื่อครั้งเดินทางไปทำการค้าที่… ที่แคว้นเว่ย”
ซือหม่าเจิ่งหานพูดทวนคำอย่างประหลาดใจ“แคว้นเวย่! ผู้าุโ! แล้ว… แล้วเ้าก็สามารถเรียนศาสตร์ที่ไม่มีใครเคยรู้จักเพียง่เวลาที่ไปทำการค้าหรือ!”
ซือหม่าเจิ่งหานมองไปที่บิดาอย่างอย่างตื่นเต้นแล้วเอ่ยต่ออีกว่า“ข้าว่าเ้าต้องเป็อัจฉริยะอย่างแน่นอน!”
ฟางจื้อซ่านหัวเราะเบาๆ“ไม่หรอก...ข้าไม่ได้เก่งขนาดนั้น เพียงแต่ข้ารู้ก่อนพวกท่านก็เท่านั้น”
เขามองปฏิกิริยาของสองพ่อลูกที่พยักหน้ากันไปมาแล้วเอ่ยอย่างจริงใจว่า “ข้าว่าพวกท่านต่างหากที่เป็อัจฉริยะ!...ข้าเพียงอธิบายวิธีการจดบัญชี ให้พวกท่านฟังเพียงรอบเดียวเท่านั้นพวกท่านกลับเข้าใจอย่าลึกซึ้ง”
อาจารย์ซือหมาเฟยเกล่าวปฏิเสธอย่างถ่อมตัว“ไม่อาจกล่าวได้ว่าลึกซึ้งเพียงแต่เข้าใจและเห็นด้วยกับแนวทางการจดบัญชีสมัยใหม่ที่่สามารถลดความผิดพลาดในการจดบัญชี และยังสามารถลดเวลาในการสืบค้นอีกทั้งยังสามารถจัดหมวดทรัพย์สิน สินค้า ค่าใช้จ่ายได้อีกด้วย”
“ขอรับ ท่านอาจารย์ ไม่ลึกซึ้งก็ไม่ลึกซึ้ง แต่ท่านอาจารย์ลองนำการจดบัญชีใหม่ไปลองใช้หากมีข้อสงสัย...ศิษย์ยินดีตอบข้อสงสัยได้ทุกเมื่อ ขอรับ”
ซือหม่าเจิ้งหานพยักหน้าอย่างมุ่งมั่น“ได้ๆ ข้าจะลองทบทวนดูหากไม่เข้าใจอันใดข้าจะสอบถามจากเ้า….ข้าจะลองสอนวิธีการ ที่เ้าสอนให้แก่เสมียนบัญชีคนอื่นเพื่อเป็การทบทวนความจำ”
ฟางจื้อซ่านทั้งดีใจและประหลาดใจที่เขาสามารถอธิบายระบบบัญชีสมัยใหม่ให้คนในยุคโบราณกว่าสองพันปีเข้าใจได้ในเวลาอันสั้นเขาคิดผิดที่เคยดูแคลนสองพ่อลูกตระกูลซือหม่า พวกเขาช่างเยี่ยมยอดจริงๆ
ซือหม่าเฟยดำรงตำแหน่งขุนนางต้าฟูขั้นเอกแห่งกรมบัญชีคลังหลวงเป็หนึ่งในผู้มีฝีมือในการจดบัญชีอันดับต้นๆ ของแคว้นเยี่ยนและเป็ผู้ใฝ่รู้ทางประวัติศาสตร์บรรพบุรุษและญาติพี่น้องของเขาเป็ขุนนางแคว้นฉินตัวเขาเองก็เคยเป็ขุนนางของแคว้นฉินเช่นกัน แต่ย้ายถิ่นฐานตามภรรยามาอยู่แคว้นเยี่ยนนายท่านฟางชักชวนเขาเข้ามาช่วยงานตระกูลฟางเมื่อเก้าปีก่อนโดยมอบหมายให้รับผิดชอบการสอนวิธีทำบัญชีแก่เหล่าเสมียนในจวนด้วยความรู้ลึกซึ้งและความซื่อตรงนายท่านฟางจึงเชิญให้ซือหม่าเฟยเป็อาจารย์ท่านหนึ่งของฟางจื้อซ่าน
ฟางจื้อซ่านมีเพื่อนสนิทอยู่สี่คนรวมถึงซ่งอี้หยวนเขาจึงขออนุญาตบิดาให้เพื่อนทั้งสามและซ่งอี้หยวนมาร่วมเรียนด้วยกันนายท่านฟางรักและชอบอุปนิสัยใฝ่รู้ของซือหม่าเจิ้งหานจึงอนุญาตให้เขามาร่วมเรียนด้วยนับแต่นั้นมาเด็กหนุ่มทั้งหกคนกลายเป็สหายรักและสนิทสนมกันมาก
ซือหม่าเจิ้งหานมีใบหน้ารูปไข่ที่ได้สัดส่วนดวงตาคมเข้ม ใต้คิ้วเรียวยาว จมูกโด่งได้รูปปลายจมูกมนนุ่มนวลรับกับริมฝีปากบางที่มักจะเม้มอยู่เป็ประจำเข้ากับบุคลิกเงียบขรึมของเขาเขาเข้ารับราชการเป็ขุนนางซื่อขั้นตรีแห่งกรมพระคลังเมื่อปีที่แล้วเพราะความขยันขันแข็งจึงมาช่วยงานบิดาจดบัญชีให้ตระกูลฟางและยังชอบศึกษาประวัติศาสตร์ตามอย่างบิดาอีกด้วย
หนึ่งสัปดาห์ผ่านไปเจียงหลิงเยว่เริ่มเบ่งบานอย่างสง่างามในคฤหาสน์แห่งนี้นางกลายเป็ศูนย์กลางความรักของเหล่าน้องสาว ฟางซูเจินช่วยแต่งแต้มสีสันให้นางส่วนฟางซูเม่ยก็ติดนางงอมแงมเพื่อฟังเื่ราวการผจญภัย โดยเฉพาะกับคุณหนูใหญ่ฟางซูฮวาั้แ่แรกพบเจียงหลิงเยว่ก็ประทับใจในรอยยิ้มอ่อนโยน จิตใจที่งดงาม มีคุณธรรมกิริยามารยาทละเมียดละไม หยิบจับสิ่งใดดูนุ่มนวลชวนมอง ใบหน้าของนางงดงามราวนางฟ้าสมชื่อของนาง ‘ดอกไม้ที่เพียบพร้อม’ ไม่เกินจริงเลยทีเดียว เจียงหลิงเยว่แม้เป็หญิงด้วยกันยังอดไม่ได้ที่จะแอบมองนางบ่อยครั้งทั้งสองมักนั่งสนทนากันในทุกเื่แลกเปลี่ยนสิ่งที่ตนเองรู้
ฟางซูเจินคุณหนูสามเป็เด็กสาวร่าเริงมีความกระตือรือร้น งามล้ำยุค รักสวยรักงามนางชอบแนะนำเื่ความงามให้เจียงหลิงเยว่ ไม่ว่าจะเป็การเลือกผ้า การแต่งผมการแต่งหน้า หรือการใช้เครื่องหอมเจียงหลิงเยว่ซึมซับความรู้ใหม่ด้านความสวยความงาม ที่นางไม่ค่อยรู้มาก่อนอย่างสนุกสนาน
ฟางซูเม่ยและฟางซีห่าวกลายเป็แขกประจำเรือนของเจียงหลิงเยว่ไปแล้วโดยเฉพาะฟางซูเม่ย นางเริ่มวิ่งเล่นกับเด็กในเรือนน้อยลงหันมานั่งฟังเจียงหลิงเยว่เล่าเื่ผจญภัยสนุกๆ ในหมู่บ้านเจิ้นซานแทนเื่ราวป่าเขาลำธาร และสัตว์ป่าที่เจียงหลิงเยว่เคยพบ กลายเป็นิทานที่ฟางซูเม่ยชอบฟังไม่รู้เบื่อนางมักเอ่ยว่า
“พี่สะใภ้...เล่าอีกสิเ้าคะ เล่าเื่ที่ท่านเคยปีนต้นไม้สูงๆแล้วเจอรังผึ้งนั่นอีก!”
เจียงหลิงเยว่หัวเราะเบาๆนางไม่เคยคิดว่าเื่ราวในวัยเด็กในป่าใหญ่ของตนจะมีคนสนใจฟังเพียงนี้
ยามบ่ายวันหนึ่งเจียงหลิงเยว่กับฟางซูฮวานั่งอยู่ใต้ต้นหอมหมื่นลี้ ลมพัดผ่านเบาๆเจียงหลิงเยว่กำลังช่วยฟางซูฮวาเย็บชายผ้า นางเงยหน้าขึ้นถามอย่างแ่เบา
“คุณหนูใหญ่...ท่านเคยออกจากเรือนไปเที่ยวที่ใดบ้างหรือเ้าคะ”
ฟางซูฮวายิ้มบางๆก่อนตอบ “ข้าเคยไปเพียงจวนของท่านลุง พี่ชายของท่านแม่ที่เป็ขุนนางใหญ่ในกรมพิธีการ”
เจียงหลิงเยว่ฟังแล้วรู้สึกอบอุ่นนางลังเลเล็กน้อยก่อนจะถามต่อ “แล้ว...ท่านเคยมีเื่ที่ทำให้เสียใจหรือไม่เ้าคะ”
ฟางซูฮวานิ่งไปครู่หนึ่งนางวางเข็มลงบนผ้า แล้วหันมามองเจียงหลิงเยว่ “ข้าเคยเสียใจ...เมื่อครั้งที่ท่านตาป่วยหนักข้าไม่รู้จะช่วยอย่างไร ข้าได้แต่เฝ้าอยู่ข้างเตียง แต่..ก็ช่วยอะไรไม่ได้มากนัก”
ฟางซูฮวาเริ่มตาแดงแล้วเอ่ยอีกว่า“อีกครั้ง ที่เสียใจที่สุดก็คราวท่านพ่อ...”
น้ำตานางหยดลงบนผ้าที่กำลังเย็บเจียงหลิงเยว่เอื้อมมือไปแตะมือของนางเบาๆ
“ข้าเข้าใจเ้าค่ะ...ข้าเคยสูญเสียเช่นกัน….ข้าว่าท่านตากับท่านพ่อ...คงรับรู้ถึงความรักของท่านแน่นอน”
ฟางซูฮวายิ้มอีกครั้ง...ยิ้มทั้งมีน้ำตาเจืออยู่ในแววตา“ขอบคุณเ้าค่ะพี่สะใภ้ ข้าดีใจที่ท่านมาอยู่ที่นี่”