บทที่ 3 แดนดาราอันต่ำต้อย
เสียงปึงปังของดอกไม้ไฟที่แต่งแต้มบนแผ่นฟ้า ให้แสงเจิดจ้าขันแข่งกับดวงดาราที่ระยิบระยับภายใต้ม่านราตรีอันดำมืด แสงวูบวาบบัดเดี๋ยวเขียวบัดเดี๋ยวแดงผุดขึ้นไปมาราวดอกเห็ด นำพาเสียงโห่ร้องยินดีของผู้คนดังสะท้านก้องไปทั่วท้องน้ำและผืนปฐี ค่ำคืนวันนี้เป็เทศกาลชมดอกไม้ไฟอันแสนยิ่งใหญ่ แสง สี เสียงเกิดขึ้นอย่างละลานตาและนำพาความอึกทึกคึกโครม ผู้คนต่างชื่นมื่นยินดี ชมมองดอกไม้ไฟที่เบ่งบานบนผืนนภาด้วยแววตาที่ชื่นชม
เทศกาลชมดอกไม้ไฟอันตระการตานี้ถูกยกให้เป็งานประจำปีแห่งเมืองไผ่เขียว เมืองขนาดเล็กที่อยู่ทางแถบชายแดนของแคว้นหมื่นขุนเขา เป็เทศกาลที่ดึงดูดชนชาวต่างเมืองให้มาเยี่ยมชม จึงเป็เทศกาลที่นำพารายได้และความมั่งคั่งมาสู่เมืองเพียงชั่วข้ามคืน กิจการร้านรวงอู้ฟู่ การคมนาคมขนส่งคับคั่ง พ่อค้าวานิชย์แห่งตระกูลใหญ่ภายในเมืองล้วนฉีกยิ้มอย่างระรื่นด้วยความยินดี
ที่นี่คือแดนดาราขนาดเล็กซึ่งอยู่สุดขอบทะเลจักรวาลอันเวิ้งว้าง เป็แดนดาราที่อยู่ชั้นนอกสุดของระบบจักรวาลล้านดารา เป็แดนดาราชั้นต่ำที่ด้อยค่ายากเทียบเคียงกับแดนดาราหรือดาวเคราะห์อื่นในทะเลจักรวาลอันสุดไพศาลนี้ ชื่อของมัน แดนดาราพิภพ
ภายใต้ทะเลจักรวาลอันเวิ้งว้างสุดไพศาล แดนดาราพิภพก็คือดาวเคราะห์ขนาดเล็กในระบบจักรวาลล้านดารา ทว่าสำหรับสายตาของผู้ที่ดำรงอยู่ในแดนดารานี้ก็ยังบอกว่าเป็ดินแดนที่กว้างใหญ่สุดลูกตา มีสถานที่มากมายที่ชั่วชีวิตยากจะมีคนเดินทางไปถึง สถานที่ปริศนามากมายที่ผู้คนไม่รู้จัก เขตตะวันซ่อนเร้น เทือกเขานที ป่าทมิฬใต้พิภพ เพียงเอ่ยมาแค่สามสถานที่ในแดนดาราพิภพ ผู้คนก็รู้สึกว่าดินแดนแห่งนี้กว้างใหญ่สุดไพศาลจนพวกมันมิอาจมีวาสนาจะไปเห็นแล้ว
ค่ำคืนแห่งเทศกาลชมดอกไม้ไฟในเมืองไผ่เขียวแห่งแดนดาราพิภพสร้างรอยยิ้มแก่ทุกผู้ที่ได้พบเห็น แต่ดอกไม้ไฟที่ะเิออกบนพื้นดินเนื่องจากปากกระบอกดินเผามิอาจทนรับแรงเผาไหม้ได้อีกต่อไปได้ส่งให้บุรุษวัยสิบแปดปีผู้หนึ่งซึ่งเป็คนงานจุดดอกไม้ไฟเหล่านี้ต้องตกอยู่ในสภาพที่สาหัสปางตาย
“รีบไปดูอาการของมันเร็ว"
เสียงหยาบโลนของบุรุษชราร่างใหญ่ซึ่งเป็เ้าของกิจการดอกไม้ไฟได้สั่งการคนงานบางส่วนที่อยู่บริเวณใกล้เคียงมาตรวจดูอาการของชายหนุ่ม
บุรุษกลางคนร่างผอมแห้งสองผู้วิ่งเข้ามา เมื่อเห็นผู้าเ็ชัดตา คนทั้งสองก็ไม่ได้แสดงท่าทีกระตือรือร้นอันใด เพียงกล่าวราวกระซิบว่า
“เถ้าแก่ ปกติคนงานของพวกเราก็ตกตายเพราะพลุไฟเป็ประจำอยู่แล้ว ใยต้องเปลืองทรัพยากรแก่คนที่ไร้ประโยชน์ผู้หนึ่ง"
บุรุษชราร่างสูงใหญ่ผู้เป็เ้าของกิจการดอกไม้ไฟยกมือป้องปากกล่าวเสียงแ่เบาเช่นกัน
“แต่อย่างไรมันก็เป็บุตรชายคนโตของตระกูลเฉิน”
บุรุษกลางคนร่างผอมแห้งทำเสียงกระซิบกระซาบต่อเนื่อง
“ก็มิใช่ตระกูลเฉินรู้อยู่แล้วมิใช่หรือ จึงให้มันมาทำงานเป็คนจุดพลุไฟที่มีความเสี่ยงตายทุกปีเช่นนี้”
“เถ้าแก่ท่านก็รู้ เด็กหนุ่มผู้นี้เพียงโชคดีที่เกิดจากภรรยาเอกและเป็บุตรชายคนโตเท่านั้น แต่มันกลับเกิดมาไม่มีพลังจิติญญา แม้กระทั่งพลังจิติญญาสู่สามัญที่คนงานอย่างพวกเรามีได้มันกลับไม่มี มันถึงเป็ส่วนเกินและเป็ที่อับอายขายหน้าของตระกูล เป็ขยะที่บิดาไม่้า ซ้ำคนในตระกูลก็ยังหาเหตุอันชอบธรรมให้มันหายไป การที่มันตายไปเช่นนี้มีแต่จะเป็ผลดีกับกิจการของท่าน”
เถ้าแก่กิจการดอกไม้ไฟผงกศีรษะเห็นพ้อง
“ก็จริงอย่างที่เ้าว่า… เ้าหนุ่มคนนี้เกิดเป็ขอทานยังจะโชคดียิ่งกว่า กลับกลายเป็โชคชะตาทำร้าย เกิดเป็ปีศาจอาภัพของตระกูลไปได้”
“แล้วท่านจะเอาอย่างไร เถ้าแก่"
เถ้าแก่ผู้นั้นหันซ้ายแลขวา เมื่อไม่เห็นผู้ใดนอกจากพวกมัน แววตาก็มองเลยผ่านไป
“ถือเสียว่าพวกเราไม่มีใครเห็นเหตุการณ์พลุะเิก็แล้วกัน”
คนทั้งสามแม้กล่าวเสียงแ่เบา แต่ชายหนุ่มที่นอนหายใจรวยรินอยู่ล้วนได้ยินทุกวาจา โกรธแค้นคนทั้งสามก็ส่วนหนึ่ง แต่มันกลับรู้สึกเ็ปรวดร้าวไปถึงหัวใจยิ่งกว่าเมื่อคิดว่าสิ่งที่ทำให้คนทั้งสามวางตัวเช่นนี้เป็เพราะเหตุผลใด หากมิใช่เพราะบิดามัน ใครจะกล้าเมินเฉยต่อความเป็ตายของผู้อื่นได้ถึงเพียงนี้ ความเ็ปจากแรงะเิและการเผาไหม้ของดอกไม้ไฟยังไม่เทียบเท่าความเ็ปที่กรีดลึกในจิตใจ ชายหนุ่มร่ำไห้ไร้สุ้มเสียง น้ำตาหยาดหยดแทบเป็สายเื สองมือตะกรุยดินคืบคลานไปข้างหน้าอย่างเ็ปทรมาน หวังว่าจะมีผู้ที่มากด้วยคุณธรรมเห็นมัน แต่จวบจนสิ้นสติสุดท้าย มันก็ไม่พบเห็นมือข้างใดยื่นออกมา
ก่อนสติสุดท้ายของชายหนุ่มจะหมดลง มันได้นึกถึงใบหน้าอันโอบอ้อมปนทุกเศร้าของมารดา โลกใบนี้มีเพียงมารดาของมันเท่านั้นที่มองมันเป็มนุษย์มิใช่ขยะ
“ท่านแม่…”
ชายหนุ่มทนพิษาแที่ร้อนลวกและแรงกระแทกจากการะเิมิไหวอีกต่อไป มันไม่ขยับไหวติงฟุบนอนอยู่ข้างตรอกราวกับสุนัขจรจัดตัวหนึ่ง พร้อมกับเสียงเฮโลยินดีของผู้คนที่ชมมองการผุดบานแต่งแต้มเต็มแผ่นฟ้าของดอกไม้ไฟ ผู้คนชื่นมื่น ชายหนุ่มจมจ่อม มันราวกับเป็ผู้ที่ไร้ตัวตนบนแดนดาราแห่งนี้
ในที่นี่มิใช่เพียงคนสามผู้ที่เห็นมัน ยังมีบุรุษหนุ่มวัยสิบเจ็ดปีอีกผู้ที่ยืนมองมันอยู่ และเป็บุรุษหนุ่มผู้นี้เองที่แสดงตัวต่อหน้าคนทั้งสามอย่างลับๆ เป็เหตุให้คนทั้งสามเลือกที่จะเมินเฉยต่อบุรุษหนุ่มจนมันไร้ตัวตนไป
“ขยะเช่นเ้าเป็ที่ขายหน้าต่อตระกูล ตายไปเสียได้ก็ดี เส้นทางบนตระกูลของข้าจึงจะได้ราบรื่นสมบูรณ์แบบอย่างแท้จริง”
บุรุษหนุ่มผู้นั้นก็คือน้องชายของมัน เป็บุตรชายคนรองของอนุภรรยากับผู้นำตระกูลเฉิน เมื่อขยะแห่งตระกูลที่โชคดีเกิดมาในฐานะที่สูงกว่าตายไป ฐานะนั่นก็จะตกมาสู่มันโดยชอบธรรมและไร้ข้อครหาใด
ชีวิตไร้ค่าของบุรุษหนุ่ม แม้แต่ความตายยังนับเป็ความโชคดีของตระกูล ชีวิตมันนับเป็ขยะที่ไร้ตัวตนให้ควรค่าแก่การใส่ใจอย่างแท้จริง
.
.
.
มหาสมุทรที่กว้างใหญ่สุดลูกตา ก่อเกิดเกลียวคลื่นมหานทีที่ถาโถม โหมซัดสาดกลืนกินทุกสรรพสิ่งที่ขวางหน้า เคลื่อนเข้าหาร่างอันไร้เรี่ยวแรงที่แม้แต่จะหยัดยืนก็ยังไม่ไหว เพียงเห็นเกลียวคลื่นที่โถมมาก็พาให้เห็นประตูสู่ปรโลกอยู่ไม่ไกล เกลียวคลื่นนั้นช่างหนาวเหน็บ เต็มไปด้วยแรงกดดันอันมหาศาล มีความเย็นเยียบกัดลึกไปถึงกระดูก ราวกับว่ามันละลายมาจากธารน้ำแข็งหมื่นปี แต่เมื่อได้มองอย่างชัดตา เห็นอย่างชัดเจน เกลียวคลื่นนั้นกลับมิใช่มหาธาราในมหาสมุทร มหาสมุทรที่เห็นนั่นก็มิได้เกิดจากมวลวารีที่ท่วมถมเติมเต็ม แท้จริงมหาสมุทรและเกลียวคลื่นที่โถมมา คือมวลแห่งความมืดที่ราวกับถล่มจากดวงดาราทั้งใบ!
มวลมหาความมืดที่อเนกอนันต์ กวาดโถมพร้อมกับสุรเสียงที่กู่ร้องกระชากจิติญญา ราวกับมีสายตาแดงก่ำที่มองทะลุถึงจิตใจสาดกระทบ ทำให้ชายหนุ่มที่ยืนอยู่อย่างโดดเดี่ยวท่ามกลางความมืดอันเวิ้งว้างมิอาจมองเห็นทางรอดของชีวิต!
เฮือกกก!
เสียงหอบหายใจอย่างหนักหน่วงดังถี่เร็วไม่เป็จังหวะ มหานทีแห่งความมืดเมื่อครู่เป็เพียงฝันร้ายที่ปลุกให้คนตื่นขึ้นมาบนโลกแห่งความจริง เมื่อตื่นขึ้นมาจากฝันร้ายอันน่าหวาดหวั่นนั้น ทำให้มันรู้ตนว่าตัวเองยังมีชีวิตอยู่ บุรุษหนุ่มวัยสิบแปดปีที่ถูกพลุไฟะเิใส่ ที่ถูกผู้คนเมินเฉย ที่ถูกครอบครัวทอดทิ้ง มันยังไม่ตาย มันยังมีลมหายใจ
“ที่นี่ที่ไหน?"
เมื่อกวาดสายตามองโดยรอบบริเวณ ตรอกซอยที่ลับตาผู้คนที่มันได้เคยสลบไสลอยู่กลับหายไป เห็นแต่เป็ประกายสีเขียวมรกตที่สุดลูกหูลูกตา มองไปมีแต่เพียงความว่างเปล่าราวกับมิใช่โลกที่มนุษย์จะดำรงอยู่ได้
ความเ็ปจากแผลไฟไหม้และแรงกระแทกยังคงเด่นชัดบนร่างกาย หากเป็ความฝันอีกตื่นหนึ่ง หรือหากเป็โลกแห่งความตาย มันคงไม่ััถึงความเ็ปทางร่างกายเช่นนี้ ดังนั้นมันจึงมั่นใจว่าตนมิได้ฝันดั่งเช่นเมื่อตอนอยู่ท่ามกลางมหานทีแห่งความมืด ทั้งมิใช่ดินแดนแห่งความตายตามที่ตำราได้เอ่ยถึง เมื่อมั่นใจเช่นนั้นมันจึงขมวดคิ้วเป็ปม พลางหอบสังขารก้าวเดินไปตามประกายสีเขียวมรกตที่ราวกับไม่มีจุดสิ้นสุดนี้
เดินไปพลางก็ต้องลอบแตกตื่นไปพลาง มันฝืนก้าวเดินไปไกลแล้ว แต่มันก็ไม่เห็นเส้นทางที่จะออกไปจากดินแดนสีเขียวมรกตนี้ได้เสียที ความร้อนใจของคนจึงเพิ่มพูน พอบังเกิดอาการร้อนใจ หัวใจของมันก็ดูจะสูบฉีดเืแลเต้นเร็วกว่าปกติ ราวกับว่าหัวใจของมันจะกระดอนออกมาก็ปาน สิ่งนี้ทำให้มันยิ่งรู้สึกแปลกไป ความเ็ปจากการะเิของดอกไม้ไฟแทบจะเริ่มไม่เป็ผล แต่มันกลับรู้สึกทรมานแลเ็ปอยู่ที่ตำแหน่งหัวใจแทน นี่ทำให้มันต้องลงไปคุกเข่าอยู่บนพื้นอีกครั้ง
“บิดามันเถอะ! นี่ชะตาของข้ายังน่าสมเพชไม่พออีกหรือ"
ขนาดฟื้นตื่นมันยังพบว่าตนตกอยู่ในสถานการณ์ที่แปลกประหลาด สถานที่ที่ไม่เคยเห็น เช่นนั้นมันจึงได้พร่ำบ่นแลด่าทอฟ้าที่บันดาลโชคชะตาแก่มันเช่นนี้ พอได้ด่าฟ้าไปหนึ่งประโยค มันก็ต้องมาฉุกใจคิด เสมอมามันมิเคยมีอารมณ์ที่ฉุนเฉียวง่ายและไม่เคยมีจิตคิดอคติต่อสิ่งใดมากถึงเพียงนี้ ไม่รู้เหตุใดในใจของมันจึงกระตุ้นให้เกิดความคิดและความรู้สึกเหล่านี้มา
“นี่เราเป็อะไรไป หรือเพราะความตายไล่หลังจึงทำให้ฟุ้งซ่านคิดวุ่นวายได้เช่นนี้"
บุรุษหนุ่มพึมพรำกับตนเองไปพลาง ส่วนมือก็กุมหน้าอกด้วยความเ็ปบริเวณตำแหน่งหัวใจไปพลาง ขณะที่กำลังครุ่นคิดสับสน ประกอบกับอาการเต้นเร็วอย่างผิดปกติของหัวใจ จมูกของมันก็ได้กระทบเข้ากับกลิ่นหอมอันชวนดึงดูดแลน่าหลงไหลกลิ่นหนึ่ง
กลิ่นหอมนี้ชักนำโสตประสาทััทั้งหมดของมัน จนทำให้คนลืมความเ็ปไปชั่วขณะ ชายหนุ่มจึงฝืนลุกยืนขึ้นมาอีกครั้งและติดตามทิศทางของกลิ่นไป นี่อาจเป็หนทางที่จะพามันออกจากสถานที่แปลกประหลาดสุดลูกตาแห่งนี้
.
.
.
สตรีสะคราญโฉมผู้มีกายาหยินพิสุทธิ์ นับแต่พลังจิติญญาแห่งสรรพสิ่งของคันฉ่องมรกตตอบรับกับพลังจิติญญาของนาง นางก็สามารถใช้ประโยชน์จากพลังจำเพาะของคันฉ่องได้ บัดนี้นางจึงได้รับทราบถึงข้อเท็จจริงที่ซ่อนแฝงของคันฉ่องมรกต และเป็เพราะความพิเศษของคันฉ่องจึงนำพานางเดินทางข้ามมิติหนีมาจากแดนดารา์และเงื้อมมือของราชันย์โฉดทั้งสี่ได้ ทว่าสภาพของนางในตอนนี้มิรู้ตัวว่าตนหนีมายังสถานที่ใด นั่นเพราะตัวนางได้ฝืนใช้พลังมากไปทั้งที่ยังไม่เคยได้รู้ซึ้งถึงพลังแห่งจิติญญาสรรพสิ่งของคันฉ่องดี กอปรกับยังฝืนกฎเกณฑ์บางอย่างของคันฉ่องทำให้ตัวของนางถูกขังในมิติแห่งคันฉ่องซึ่งเป็อาวุธจิติญญาสรรพสิ่งคู่กายอีกด้วย หาทางออกก็ไม่ได้ ลำพังจะขยับกายลุกขึ้นยืนก็มิอาจจะขยับ นางจึงมิอาจทำสิ่งใด เพียงมองหาคันฉ่องมรกตซึ่งเป็อาวุธที่มีพลังจิติญญาสรรพสิ่งคู่กายของตน แต่สุดท้ายก็มิอาจหาพบ
ด้วยถูกขังอยู่ในมิติของคันฉ่องมรกต เช่นนั้นตัวคันฉ่องมรกตของนางย่อมมิได้อยู่ในมือ คันฉ่องมรกตคงตกอยู่บนดินแดนใดซักที่ที่นางบังเอิญฝืนตัดมิติข้ามมาถึง พอนึกถึงข้อเท็จจริงประการนี้นางจึงพอเข้าใจได้ที่คันฉ่องมรกตได้หายไปจากข้างกาย ทว่าของอีกหนึ่งสิ่ง วัตถุที่มีลักษณะก้อนนูนรีสีดำสนิทราวกับถ่านแห่งอเวจี ซึ่งเป็หนึ่งในสองสิ่งของร่วมกับคันฉ่องมรกตที่มารดานางได้มอบให้ สิ่งนี้ยังมิได้ใช้ประโยชน์อันใด เช่นนั้นมันจึงสมควรจะอยู่ติดกายนางตลอด แต่บัดนี้มันกลับหายไป แม้แต่ร่องรอยก็มิอาจััถึง
การตัดมิติหลบหนีมา นางมั่นใจว่าของสิ่งนั้นติดตัวมาพร้อมกับคันฉ่องมรกต แล้วของสำคัญที่มารดามอบให้ก่อนตายนี้มันจะหายไปอย่างไร้ร่องรอยได้อย่างไร
ขณะพยายามครุ่นคิดและพยายามสลัดหลุดจากอาการตัวแข็งทื่อนิ่งค้าง หัวคิ้วเรียวงามที่ชวนหลงไหลก็พลันเคลื่อนเข้ามาจรดกันเป็ปม ภายใต้ประสาทการรับรู้ถึงสรรพสิ่งที่อยู่ในมิติแห่งคันฉ่องมรกตของตน นางััได้ถึงสิ่งมีชีวิตหนึ่งกำลังมุ่งมา!