บันทึกราชันย์เทพอสูร

    เล่มที่ 1 โลกเยาหลิง โลกแห่งจิตอสูร บทที่ 4 หนึ่งล้านเหรียญจิตอสูร

            เนี่ยหลีชำเลืองมองไปทางเซียวหนิงเอ๋อ นางมีรูปร่างผอมบางวันนี้สวมใส่เสื้อตัวสั้นสีเหลืองกับรองเท้าหุ้มข้อสีดำคู่หนึ่ง สีผมดำเป็นมันของนางประบ่านางมีดวงตาสดใส สองคิ้วโค้งเรียว ขนตางอนยาวกำลังกระพริบเบาๆผิวกระจ่างใสไร้ที่ติของนางสีชมพูระเรื่อ และริมฝีปากงดงามกดูราวกับกลีบกุหลาบแดงฉ่ำ


            นอกจากจะให้ความรู้สึกที่เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์แล้วใบหน้าของนางยังแฝงไปด้วยความงดงามเย็นชาดุดันยากจะบรรยาย

            เนี่ยหลีย้อนระลึกถึงอดีตจำได้ว่าเซียวหนิงเอ๋อเป็นบุตรีคนโตของตระกูลเซียวซึ่งเป็นหนึ่งในเจ็ดครอบครัวชนชั้นสูงพลังวิญญาณของนางเป็นรองเยี่ยจื่ออวิ๋น ก่อนเมืองกวงฮุยล่มสลาย นางก็ก้าวขั้นเป็นผู้ควบคุมจิตอสูรระดับเงินผู้หนึ่งไปแล้วเมื่อคู่กับเยี่ยจื่ออวิ๋น พวกนางถูกเรียกขานว่าเป็นดาวคู่ราศีมิถุนรุ่นเยาว์

            เพียงแต่ว่า เพื่อเป็นการประจบสอพลอสามตระกูลหลักนั้นตระกูลเซียวบังคับให้เซียวหนิงเอ๋อต้องแต่งเข้าตระกูลเสินเซิ่ง นางต้องแต่งกับพี่ชายของเสิ่นเยวี่ยทว่านางไม่ยินยอม จึงหนีออกจากบ้านและเดินทางเข้าสู่ป่าปีศาจดำบนเขาเซิ่งจู่และไม่เคยกลับออกมาอีกเลย

            ถือว่าเป็นสตรีที่มีจิตใจเด็ดเดี่ยวผู้หนึ่ง!

            เนี่ยหลีรู้สึกเศร้าใจกับเซียวหนิงเอ๋อชีวิตหนนี้หากมีโอกาส เขาจะต้องช่วยเซียวหนิงเอ๋ออย่างแน่นอน แต่หากจะถามว่าเขามีความรู้สึกรักใคร่ชอบพอเซียวหนิงเอ๋อหรือไม่นั่นย่อมไม่มีอย่างแน่นอน ในใจของเนี่ยหลีมีเพียงเยี่ยจื่ออวิ๋นเพียงผู้เดียว

            “อีกสองเดือนข้างหน้าก็จะมีการทดสอบเลื่อนชั้นขึ้นเป็นนักสู้และผู้ควบคุมจิตอสูรข้าหวังว่าจะมีผู้ควบคุมจิตอสูรระดับทองแดงหนึ่งดาวปรากฏขึ้นสักสองสามคนทั้งตัวข้าและโรงเรียนเซิ่งหลานจะต้องภาคภูมิใจในตัวพวกเจ้าอย่างแน่นอน!” เสิ่นซิ่วหัวเราะ

            ระดับทองแดง เงิน ทอง ทองดำระดับตำนาน ทั้งห้าระดับนี้ แต่ละระดับแบ่งย่อยออกเป็นห้าดาว ดังนั้นระดับทองแดงหนึ่งดาวถือเป็นจุดเริ่มต้น

            หากพละกำลังของนักสู้เลื่อนขึ้นถึงหนึ่งร้อยจุดหรือพลังวิญญาณของผู้ควบคุมจิตอสูรก้าวขึ้นถึงหนึ่งร้อยจุดพวกมันก็จะถูกจัดเป็นระดับทองแดงหนึ่งดาว

            ก้าวแรกถือว่ายากลำบากพอสมควร มีหลายคนที่ใช้ทั้งชีวิตก็ไม่สามารถกลายเป็นนักสู้หรือผู้ควบคุมจิตอสูรที่แท้จริงได้

            ได้ยินคำพูดของเสิ่นซิ่วนักเรียนในชั้นก็เริ่มส่งเสียงซุบซิบกันเพื่อจะเป็นนักสู้ระดับทองแดงหนึ่งดาวให้ได้นั้นต้องสามารถถ่ายทอดพลังไปยกก้อนหินหนักร้อยจิน* และทำลายต้นไม้ขนาดหนึ่งคนโอบได้ภายในหมัดเดียวจึงจะถือว่าผ่านเข้าสู่ระดับทองแดงหนึ่งดาว สำหรับเด็กเหล่านี้ย่อมถือว่ายากเกินไปเว้นเสียแต่ว่าจะมีใครได้กินยาบำรุงมาตั้งแต่เกิด ไม่เช่นนั้นก็ยากจะทำสำเร็จได้ส่วนการเป็นผู้ควบคุมจิตอสูรคนผู้นั้นจะต้องดูดซับพลังวิญญาณจำนวนมากเข้าสู่ร่างกาย สิ่งนี้ยังยากที่จะสำเร็จได้ยิ่งกว่าการเป็นนักสู้เสียอีก

            อาณาเขตวิญญาณแบ่งออกเป็นเจ็ดสี แดงส้ม เหลือง เขียว ฟ้า คราม ม่วง คนทั่วไปมีอาณาเขตวิญญาณสีแดง สำหรับพวกเขาการจะกลายเป็นผู้ควบคุมจิตอสูรได้นั้นแทบเป็นไปไม่ได้เลยพวกเขาย่อมต้องเลือกที่จะเป็นนักสู้แทน ส่วนคนที่มีอาณาเขตวิญญาณสีส้มและสีเหลืองพวกเขามีความเหมาะสมที่จะฝึกพลังวิญญาณมากกว่าส่วนคนที่มีอาณาเขตวิญญาณสีเขียวหรือสีฟ้านับว่าเป็นผู้มีพรสวรรค์อันโดดเด่น

            นักเรียนในชั้นทุกคนหันไปมองเยี่ยจื่ออวิ๋นเสิ่นเยวี่ยและเซียวหนิงเอ๋อ พวกเขาอิจฉาคนทั้งสามเพราะทั้งสามเป็นคนกลุ่มเดียวที่สามารถกลายเป็นผู้ควบคุมจิตอสูรระดับทองแดงหนึ่งดาวได้ภายในเวลาไม่ถึงครึ่งปี

            เมื่อกลายเป็นผู้ควบคุมจิตอสูรระดับทองแดงหนึ่งดาวแล้วพวกเขาจึงสามารถเลื่อนขั้นไปเรียนในชั้นเรียนการต่อสู้หรือชั้นเรียนการควบคุมจิตอสูรอย่างเป็นทางการถึงเวลานั้น พวกเขาก็จะไม่อยู่ในชั้นเรียนเดียวกันอีกต่อไป

            รับรู้ได้ถึงสายตาของนักเรียนคนอื่นๆเสิ่นเยวี่ยรีบยืดอกด้วยความภาคภูมิใจในฐานะที่เป็นสมาชิกคนหนึ่งจากตระกูลเสินเซิ่งเขาย่อมมียาบำรุงชั้นดีมากมายให้กินมาตั้งแต่เด็กตัวเขาจึงล้ำหน้าเพื่อนวัยเดียวกันมานานมากแล้ว การจะฝึกจนมีพลังวิญญาณถึงร้อยจุดภายในเวลาสองเดือนข้างหน้านั้นจึงเป็นเรื่องที่ง่ายดายยิ่งนักเขาจึงตั้งตารอคอยการทดสอบที่จะมีขึ้นในอีกสองเดือนข้างหน้า

            เสิ่นเยวี่ยจ้องมองเยี่ยจื่ออวิ๋นผู้งดงามที่อยู่ข้างๆกายตน มีแต่เขาเท่านั้นที่คู่ควรกับนาง เนี่ยหลีหรือจะนับเป็นสู้ได้! มันกลับกล้าพนันกับน้าของเขาว่าจะก้าวหน้าขึ้นเป็นผู้ฝึกตนระดับทองแดงหนึ่งดาวภายในเวลาสองเดือนช่างโง่เง่าอวดดีนัก! เนี่ยหลีคิดว่ามันง่ายนักหรือที่จะได้เป็นผู้ฝึกตนระดับทองแดงหนึ่งดาว?อาณาเขตวิญญาณสีแดงขยะผู้หนึ่งกล้าคุยโม้ท้าพนันเช่นนี้?

            เยี่ยจื่ออวิ๋นและเซียวหนิงเอ๋อสบตากันพวกนางต่างมีฐานะที่มาสูงส่ง เยี่ยจื่ออวิ๋นอยากเป็นเพื่อนกับเซียวหนิงเอ๋อเสมอมาทว่าเซียวหนิงเอ๋อกลับมองนางเป็นคู่แข่ง นางถือว่าเยี่ยจื่ออวิ๋นเป็นเป้าหมายและฝึกตนอย่างหนักเพื่อให้ทัดเทียมนาง

            “ส่วนพวกที่คุยโวว่าจะก้าวขั้นไปถึงระดับทองแดงหนึ่งดาวได้ภายในสองเดือนข้างหน้านั้นข้าอยากจะเห็นนักเชียวว่าพวกมันจะไปได้ไกลสักแค่ไหน!” เสิ่นซิ่วชำเลืองมองเนี่ยหลีด้วยสายตาดูแคลนและเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหยามเหยียด

            อาณาเขตวิญญาณและพื้นฐานร่างกายถือเป็นตัวตัดสินความเร็วในการฝึกตนของผู้คนสำหรับสภาพของเนี่ยหลี ตามความเห็นโดยทั่วไปมันต้องใช้เวลาอย่างน้อยสามปีหรือห้าปีจึงจะก้าวเข้าสู่ขั้นแรกได้สำเร็จต่อให้ก้าวขึ้นเป็นนักสู้ระดับทองแดงหนึ่งดาวได้สำเร็จนั้น การกลายเป็นผู้ควบคุมจิตอสูรพร้อมทั้งอาณาเขตวิญญาณสีแดงก็ยังถือว่าเป็นเพียงความฝันเท่านั้น

            เนี่ยหลีไม่เก็บคำพูดของเสิ่นซิ่วมาใส่ใจ

            “สองเดือนใช่หรือไม่? มีเวลาเหลือเฟือ” เนี่ยหลีพูดพร้อมมุมปากขยับยกสูงขึ้นกลายเป็นรอยยิ้มมั่นใจบางๆ คอยดูว่าข้าจะกลายเป็นผู้ฝึกตนระดับทองแดงหนึ่งดาวภายในสองเดือนได้อย่างไร!

            เนี่ยหลีลู่เพียวและตู้เจ๋อกำลังพูดคุยกัน

            “เนี่ยหลีเจ้าชอบเยี่ยจื่ออวิ๋นหรือ?” ลู่เพียวมองหน้าเนี่ยหลีพร้อมเอ่ยถาม

            “ใช่แล้ว!” เนี่ยหลีเอ่ยตอบตามจริง

            ลู่เพียวมองลึกเข้าไปในดวงตาของเนี่ยหลีผ่านไปครู่หนึ่งเขาจึงทอดถอนใจ “เยี่ยจื่ออวิ๋นเป็นคนสวยจริงๆและเห็นแก่ที่เจ้าเป็นพี่น้องของข้า ข้าไม่ควรแข่งกับเจ้า แต่ในฐานะพี่น้องข้าจำต้องเตือนเจ้า ฐานะของเยี่ยจื่ออวิ๋นสูงส่งเกินไปนางไม่ใช่คนที่พวกเราจะคู่ควร” แม้ครอบครัวของเนี่ยหลีจะเป็นหนึ่งในตระกูลขุนนางฐานะของเยี่ยจื่ออวิ๋นเมื่อเทียบกับของเขาแล้วย่อมถือว่าสูงส่งเกินไป

            “พวกเจ้าสองคนช่วยมองความเป็นจริงกันให้มากสักหน่อยจะได้หรือไม่?เยี่ยจื่ออวิ๋นเป็นผู้มีพรสวรรค์โดดเด่นพร้อมอาณาเขตวิญญาณสีเขียวเชียวนะ! ไม่นานนางก็จะกลายเป็นผู้ควบคุมจิตอสูรระดับทองแดงหนึ่งดาวแล้วข้าคำนวณแล้วว่าภายในเวลาสองเดือนนี้นางจะสามารถก้าวขั้นไปเรียนที่ชั้นผู้ฝึกควบคุมจิตอสูรได้อย่างแน่นอนเมื่อไปเรียนที่ชั้นนั้นแล้ว ฝีมือของนางก็คงต้องยิ่งก้าวหน้าขึ้นไปอีกนางจะยังจำเจ้าได้หรือไม่ก็ยังไม่รู้สิ่งที่ข้าเกลียดพวกลูกหลานชนชั้นสูงเช่นเจ้าที่สุดก็คือวันๆเอาแต่คิดหาวิธีไล่ตามก้นสาวๆในขณะที่พวกเจ้ายังไม่รู้จักทำงานทำการหรือฝึกตนกันให้จริงจัง!” ตู้เจ๋อทำเสียงขึ้นจมูกเสียงกระด้าง

            “เจ้าหมายความว่าอย่างไรที่ว่าพวกชนชั้นสูงชอบวิ่งไล่ตามก้นสาวๆ?ใส่ร้ายกันเกินไปแล้ว! ข้าขยันขันแข็งฝึกตนอยู่เสมอ ข้าเพียงแค่ใช้เวลาครึ่งวันสนใจเรื่องสาวๆเท่านั้นเอง!” ลู่เพียวยักไหล่

            “พระเจ้าช่วย! ข้ามารู้จักกับคนประเภทไหนกันนี่?”ตู้เจ๋อพูดพร้อมกลอกตาไปมา

            พรสวรรค์ของตู้เจ๋อนั้นไม่เลวเขามีอาณาเขตวิญญาณสีเหลืองและตั้งใจขยันหมั่นเพียรฝึกตน ทั้งต่อไปเขายังจะได้พบกับความลึกลับพิสดารอย่างหนึ่งซึ่งช่วยให้เขาก้าวขึ้นไปเป็นถึงผู้ควบคุมจิตอสูรระดับทองหนึ่งดาวผู้หนึ่งเขาจะนำพาครอบครัวก้าวขึ้นเป็นครอบครัวชนชั้นสูง นี่เป็นความสำเร็จที่น่าอัศจรรย์ใจ

            ตู้เจ๋อเป็นคนที่ซื่อสัตย์อย่างยิ่งทว่าค่อนข้างคร่ำครึและเห็นทุกอย่างเป็นเรื่องจริงจังไปเสียหมด ตรงกันข้ามลู่เพียวเป็นคุณชายสะเพร่าผู้หนึ่ง แม้มีจะมีอาณาเขตวิญญาณสีแดงแต่เขามีพรสวรรค์ที่จะเป็นนักสู้ระดับสูง หากเขามีความพยายามและขยันหมั่นเพียรผลการฝึกตนของเขาย่อมต้องก้าวหน้า เสียแต่เขาขี้เกียจเกินไปในชีวิตหนก่อนของเนี่ยหลี เขาเพียงก้าวถึงระดับเงินเท่านั้นแตกต่างจากตู้เจ๋อมากมาย

            แต่ชีวิตก็แสนประหลาด แม้ทั้งสองจะต่างกันโดยสิ้นเชิงแต่ยังคงกลายเป็นพี่น้องกันได้ในชีวิตหนก่อน

            ฟังลู่เพียงกับตู้เจ๋อถกเถียงกันเนี่ยหลีในชีวิตหนก่อนเคยรู้สึกแสลงหู แต่มาเวลานี้หัวใจของเนี่ยหลีกลับรู้สึกประทับใจอย่างยิ่งเขามีพี่น้องเช่นนี้ ช่างวิเศษนัก!

            “เนี่ยหลี ข้าขอเตือนเจ้าจงยอมแพ้เสียเถอะตั้งใจฝึกวิทยายุทธ์ของเจ้าจะดีกว่า” ตู่เจ๋อพูดโน้มน้าวเนี่ยหลีอย่างจริงจังหากเนี่ยหลีชอบนางจริงๆ นั้นก็คงต้องกลายเป็นเรื่องที่น่าเศร้าสุดแสนแน่แท้

            ในชีวิตหนก่อนเนี่ยหลีไม่อาจตัดใจจากนางได้หลังจากที่ได้รู้ข่าวการหมั้นหมายของเสิ่นเยวี่ยกับเยี่ยจื่ออวิ๋นใจเขาปวดร้าวยิ่งนัก แต่ในชีวิตนี้ หากเขายังจะเป็นท่อนไม้ไร้ประโยชน์เช่นเดิมก็คงต้องฆ่าตัวตายแล้ว

            “อย่าห่วงไป ข้ารู้ดีว่าตนต้องการสิ่งใดและมันก็จะต้องสำเร็จ!” เนี่ยหลีพูดด้วยความมั่นใจ

            ฟังคำพูดของเนี่ยหลีแล้วตู้เจ๋อกับลู่เพียวก็ได้แต่ยักไหล่ครู่หนึ่งพวกเขาคิดไม่ออกว่าเนี่ยหลีไปเอาความมั่นใจเช่นนี้มาจากไหนเมื่อเห็นสีหน้าของเนี่ยหลี พวกเขากลับบังเกิดความรู้สึกว่ามันจะต้องทำได้สำเร็จอดไม่ได้ที่จะถูกอารมณ์ของเนี่ยหลีชักจูงไป

            “เอาเถอะ ไม่ว่าเจ้าจะทำอะไรพวกเราล้วนสนับสนุนเจ้า!” ตู้เจ่อครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงพูด

            ถูกทำโทษยืนอยู่ด้วยกัน ทำให้พวกเขาได้สานสายใยพี่น้องให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

            “ตู้เจ๋อ ลู่เพียวข้าจะทำให้พวกเจ้าทั้งสองกลายเป็นผู้ควบคุมจิตอสูรที่แข็งแกร่งที่สุด!” เนี่ยหลีพูดอย่างหนักแน่นในชีวิตหนก่อน ตู้เจ๋อกับลู่เพียวร่วมเป็นร่วมตายกับเขา พวกเขาต่อสู้และปกป้องชีวิตเขาอยู่หลายครั้งบัดนี้เมื่อเขาได้กลับมาแล้ว ย่อมต้องช่วยตู้เจ๋อกับลู่เพียวเติมเต็มความฝันของพวกเขา

            “ข้าลืมมันไปเสียแล้ว ข้ามีเพียงอาณาเขตวิญญาณสีแดงด้วยยาบำรุงที่บ้านข้าคอยส่งเสริม จะกลายเป็นนักสู้คนหนึ่งมิใช่เรื่องยากแต่หากจะเลื่อนเป็นผู้ควบคุมจิตอสูรกลับยากเกินไป!” ลู่เพียวเริ่มเปลี่ยนใจ

            “เป็นนักสู้จะมีประโยชน์อันใด?ยิ่งเจ้าปีนได้สูงเท่าไหร่ก็ยิ่งยากขึ้นเท่านั้นแถมนักสู้ก็ไม่อาจเทียบกับผู้ควบคุมจิตอสูรได้ ในสนามรบนักสู้ระดับตำนานผู้หนึ่งก็ยังสู้ผู้ควบคุมจิตอสูรระดับทองดำผู้หนึ่งไม่ได้เจ้าต้องรู้ว่าผู้ควบคุมจิตอสูรนั้นเป็นขุมกำลังที่แข็งแกร่งอย่างยิ่ง!” ตู้เจ๋อกลับเต็มไปด้วยความหวังที่จะได้เป็นผู้ควบคุมจิตอสูรหากเขาอยากทำสิ่งใด เขาจะทุ่มเทสุดตัว นี่คือหลักการที่เขายึดถือเอาไว้

            “ไม่จำเป็นต้องเป็นนักสู้ระดับตำนานหรอกหากข้าได้แค่ระดับทองก็พอใจแล้ว” ลู่เพียวพูดโดยไม่อ้อมค้อมไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อย

            ตู้เจ๋อพูดไม่ออกแล้ว ไม่รู้จะพูดอย่างไรกับคนที่ไร้จุดมุ่งหมายอย่างนี้ได้อีก

            “เจ้ามีอาณาเขตวิญญาณสีแดง แล้วอย่างไร?ข้าก็มีอาณาเขตวิญญาณสีแดง” เนี่ยหลีจ้องมองและพูดกับลู่เพียว

            ลู่เพียวกับตู้เจ๋อสงสัยเนี่ยหลีมีอาณาเขตวิญญาณสีแดง และเหตุใดยังมั่นใจที่จะพูดว่าตนจะก้าวขั้นเป็นผู้ฝึกตนระดับทองแดงหนึ่งดาวได้ภายในเวลาสองเดือนหรือเขาจะมีวิธีการพิเศษอันใด?”

            “เนี่ยหลีเจ้าจะใช้วิธีอะไรดูดซับพลังวิญญาณเพื่อยกระดับพลังควบคุมจิตอสูร?” ตู้เจ๋อเอ่ยถาม เขาสงสัยยิ่ง จากที่เขารู้มา ไม่มีผู้ใดค้นหาทางลัดสำหรับการฝึกพลังวิญญาณได้เลย

            “ฟังข้าก็พอ ตราบใดที่เจ้าไม่ยอมแพ้เจ้าสามารถเป็นผู้ควบคุมจิตอสูรที่แข็งแกร่งได้เสมอ”

            “ยอมแพ้หรือ? ไม่มีทาง!” ตู้เจ๋อยืนยันเขาจะต้องแข็งแกร่งขึ้นเพื่อเปลี่ยนโชคชะตาของครอบครัวเขาให้ได้ กับเรื่องนี้เขาไม่เคยคิดจะยอมแพ้

            หากมีความเป็นไปได้ที่จะกลายเป็นผู้ควบคุมจิตอสูรลู่เพียวย่อมต้องดีใจอย่างยิ่ง หากเขาสามารถกลายเป็นผู้ควบคุมจิตอสูรเขาก็จะไม่ถูกบิดาไล่ทุบตีเพราะหาว่าเขาเกียจคร้านลู่เพียวเป็นคนประเภทที่หากมีโอกาสให้เกียจคร้านมันก็จะไม่ยอมปล่อยให้โอกาสนั้นผ่านไป

            “นี่จะเป็นเรื่องยากหรือไม่?”ลู่เพียวพึมพำ

            ตู้เจ๋อเหลือบมอง เจ้านี่หมดหวังเสียแล้วมันอยากจะเป็นผู้ควบคุมจิตอสูรแต่กลับกลัวความลำบาก จะเป็นผู้ควบคุมจิตอสูร จะไม่ลำบากได้อย่างไร?หากเขาได้เป็นผู้ควบคุมจิตอสูร เขาจะยอมทำทุกอย่างไม่ว่าจะยากเย็นเพียงใด!”

            “ไม่ยากหรอก” เนี่ยหลีตอบพร้อมส่ายหัวสีหน้าธรรมดาขณะพูด “เราแค่ต้องการเงินเยอะๆ”

            “หากสามารถใช้เงินแก้ปัญหาได้ทุกอย่างก็ง่ายดายเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก”ลู่เพียวพูดขณะถอนลมหายใจ “เจ้าต้องการเท่าไหร่?ข้ามีเยอะ ข้าเก็บเงินไว้ได้สองพันเหรียญจิตอสูรหากสามารถเป็นผู้ควบคุมจิตอสูรได้ ข้ายอมจ่ายหมดเลย”

            หากเงินสองพันเหรียญจิตอสูรสามารถซื้อคำเรียกขานเจ้าเป็นผู้ควบคุมจิตอสูรได้นี่นับว่าวิเศษเกินไปแล้ว

            เนี่ยหลี่เหล่มองลู่เพียวลู่เพียวช่างกล้าคิดว่าสองพันเหรียญนี้นับว่ามากมาย

            เนี่ยหลีได้แต่พูด “สองพันเหรียญจิตอสูรจะทำการสิ่งใดได้? แน่นอนมันยังไม่พอ เจ้าจะต้องมีอย่างต่ำหนึ่งล้านเหรียญจิตอสูร หรืออาจจะเป็นสิบล้านเหรียญจิตอสูร!”

            สิบล้านเหรียญจิตอสูร? ทั้งตู้เจ๋อกับลู่เพียวสูดลมหายใจเข้าดังฟืด หนึ่งล้านเหรียญจิตอสูรนั่นเป็นจำนวนเงินเท่ากับรายได้ตลอดทั้งปีของครอบครัวชั้นสูงครอบครัวเลยทีเดียว! แล้วพวกเขาจะไปหาเงินจำนวนมากมายขนาดนี้มาจากที่ใดกัน?

    --------------------------------------

    *จินหน่วยน้ำหนักของจีน ๑ จินหนักครึ่งกิโลกรัม