“...พวกเขาน่าหงุดหงิดเสียจริง”
ในที่สุดเก๋อจือที่อ่านบรรยากาศมิออกมาแต่ไหนแต่ไรพลันอดมิได้และเริ่มบ่นกับลาถีเท่อ
“หากมีความขัดแย้งอันใดที่จัดการมิได้ก็แยกย้ายกันไปด้วยดีเป็นพอ ยามนี้จะเอาอย่างไรกันแน่”
“เห็นได้ชัดว่าเกิดความขัดแย้งเล็กน้อย คนทั้งสองกำลังเง้างอน”
ลาถีเท่อย่อกายลงหน้ารั้วประกาศ มือถือพู่กันและสมุดเล่มเล็กพลางกวาดตาเลือกภารกิจ
“ด้วยนิสัยของโม่เจ๋อเอ่อร์ หากเจียนั่วเป็นผู้ทำสิ่งใดให้เขาโมโหย่อมมิอาจคลี่คลายด้วยการเง้างอน”
เก๋อจือร้อนใจมิเป็นสุข “เช่นนั้นควรจะทำอย่างไรดี เห็นคนทั้งสองทำหน้านิ่งเช่นนั้นทุกวัน อารมณ์ของข้าก็พลอยมิดีไปด้วยเสียแล้ว”
“เรื่องเพียงเท่านี้ก็ทำให้เจ้าอารมณ์มิดีได้แล้วหรือ?” ลาถีเท่อหัวเราะออกเสียง เขียนตัวอักษรลงในสมุดเล่มเล็กไม่กี่บรรทัดก่อนส่งให้เก๋อจือ “เบื่อทำภารกิจเล็กๆ แล้วใช่หรือไม่? นี่”
เก๋อจือกวาดสายตาอ่าน ครั้นเห็นคำไม่กี่คำที่คุ้นเคยพลันเผยสีหน้ามิอยากจะเชื่อ “...เจ้ามั่นใจ?”
“แน่นอนว่ามั่นใจ มิสู้เอ่ยว่าข้าอยากจะดูว่าแท้จริงแล้วกลุ่มเล็กของพวกเราแข็งแกร่งมากเพียงใดกันแน่”
ลาถีเท่อเผยกล้ามลูกหนูบนท่อนแขนให้เก๋อจือดู ทว่ากลับถูกเก๋อจือที่กระโจนเข้ามากะทันหันกัดเข้าหนึ่งคำ ทิ้งรอยฟันสองแถวไว้บนต้นแขนแกร่ง ลาถีเท่อจึงคว้าหูเก๋อจือดึงไปด้านข้าง กระทั่งเด็กหนุ่มผมแดงร้อง 'โอ๊ยๆ' ด้วยความเจ็บจึงยอมหยุดมือ
“การฝึกฝนที่ทรหดเพียงนั้น นึกมิถึงว่าเจ้าจะอดทนไหว” เก๋อจือนั่งลงบนพื้น มองร่างกายที่เริ่มแข็งแรงกำยำยิ่งกว่าเก่าของลาถีเท่อพลางเผยสีหน้าซับซ้อนออกมา
“นั่นเป็นเพราะเจ้ายังมิทันได้เห็นเจียนั่วกับโม่จ้าน การฝึกฝนของพวกเขาเรียกได้ว่าเป็นการประลองของคนเสียสติ ข้ายอมแพ้”
ลาถีเท่ออุทานด้วยความชื่นชมจากใจจริง โดยเฉพาะโม่เจ๋อเอ่อร์ มิเคยหยุดพักแม้ยามพายุเข้าหรือฝนตกหนัก ไม่มียามใดที่ไม่ฝึกฝนตนเอง
“พวกเขาฝึกมาแต่เด็ก หากความแข็งแรงของร่างกายจะดีก็นับว่าสมควร ทุกคราที่เห็นเจ้าเหนื่อยจนต้องหมอบกับพื้นเพราะลุกมิขึ้น ข้าก็…”
ลาถีเท่อชะงัก เมื่อเห็นว่าจู่ๆ เก๋อจือหันหน้าหนีไปทางอื่นก็มิอาจซ่อนรอยยิ้มบนมุมปากและทำการดึงเก๋อจือเข้าสู่อ้อมกอด
“นี่ ที่นี่คือห้องโถงใหญ่ในกิลด์ เจ้าจะทำ---”
ครั้นเห็นลาถีเท่อทำมือส่งสัญญาณ 'เงียบเสียง' เก๋อจือจึงปิดปากทันที ไม่ไกลจากด้านหลังนัก ซีนั่วที่เดินเข้ามาในโถงใหญ่ยกยิ้มเช่นมืออาชีพ เดินมายังรั้วประกาศสาธารณะอย่างไม่ช้าไม่เร็ว
“อรุณสวัสดิ์ ท่านหนุ่มน้อยทั้งสอง พบกันอีกครา” ซีนั่วมองพิจารณาเด็กหนุ่มทั้งสอง สายตากวาดผ่านสมุดที่เปิดค้างไว้ในมือของลาถีเท่อ
“อรุณสวัสดิ์ท่านหัวหน้ากิลด์” ลาถีเท่อขมวดคิ้วก่อนปิดสมุดเข้าหากัน “การแอบดูมิใช่การกระทำที่มีมารยาท”
“ขออภัย ข้าเพียงแต่ใคร่รู้เท่านั้น” ซีนั่วกุมปลายคาง สายตาหรี่ลงตามความเคยชิน ทำให้ผู้อื่นมิอาจมองออกว่าเขากำลังคิดสิ่งใด
“ท่านรับภารกิจเช่นนี้โดยที่อัศวินอีกสองท่านไม่รับรู้ คล้ายจะมิค่อยดีนักกระมัง”
“มิค่อยดี? ใช่ว่าจะ---”
“อะแฮ่ม!!”
เก๋อจือไม่พอใจ คิดอยากจะโต้เถียงสักไม่กี่ประโยค ทว่ากลับถูกเสียงที่จงใจไอออกมาเสียงดังขัดจังหวะเสียก่อน
โม่จ้านแสร้งทำเป็นลูบจมูกก่อนเดินมาตรงหน้าลาถีเท่ออย่างวางมาด
“หืม คันจมูกยิ่งนัก เมื่อครู่มีผู้ใดเพิ่งจะนินทาข้าใช่หรือไม่?”
ลาถีเท่อยักไหล่พลางส่งสมุดเล่มเล็กให้โม่จ้าน “พวกเราจะกล้าได้อย่างไร ท่านหัวหน้าผู้องอาจห้าวหาญไร้เทียบเทียม”
โม่จ้านกวาดสายตาพลิกอ่านสมุดเล่มเล็กไม่กี่ครา สายตาหยุดชะงักบนอักษรไม่กี่ตัวเพียงชั่วเสี้ยววินาทีก่อนจะปิดสมุดเล่มเล็กเข้าหากันด้วยสีหน้าไร้ซึ่งความรู้สึกใด มองเก๋อจือที่ทำสีหน้ากล้ำกลืนความไม่เป็นธรรมพลางส่ายหน้า ก่อนจะโอบไหล่เด็กหนุ่มผมแดงเข้าหาตน
“ไปกัน มื้อกลางวันนี้ไปกินลูกหมูย่าง ข้าเข้าครัวเอง”
“จริงหรือ?!” ทันทีที่ได้ยินชื่อของกิน ดวงตาของเก๋อจือเป็นประกายทันใด
“แน่นอน รับภารกิจที่น่าสนุกมา กินของแพงเพื่อเฉลิมฉลองล่วงหน้าสักหน่อยก็แล้วกัน” มือซ้ายของโม่จ้านโอบไหล่เก๋อจือ ส่วนมือขวาล้วงหยิบเหรียญเงินไม่กี่เหรียญโยนไปทางลาถีเท่อ “ไปซื้อสุราชั้นดีมาด้วย คืนนี้จะดื่มมันให้สาแก่ใจ”
“ยกให้เป็นหน้าที่ข้า” ลาถีเท่อโค้งคำนับเฉกเช่นพ่อบ้านอย่างได้มาตรฐาน โม่จ้านพยักหน้า พูดจาหยอกเย้ากับเก๋อจือขณะเดินออกจากโถงใหญ่
ซีนั่วที่ถูกหมางเมินเสียแต่ต้นจนจบมองโม่จ้านที่กำลังจากไปไกล ก่อนจะหันมองลาถีเท่อที่ยืนเล่นเหรียญเงินอยู่ด้านข้าง สีหน้าไม่พอใจเด่นชัดสุดบรรยาย
“หากพวกเจ้าคิดจะใช้วิธีเช่นนี้เรียกร้องความสนใจจากข้า ควรล้มเลิกเสียจะดีกว่า”
ลาถีเท่อหัวเราะอย่างแฝงความคลุมเครือหนึ่งเสียง นำเหรียญเงินใหม่เอี่ยมขึ้นมาคาบไว้ในปากพลางเดินออกไป ทิ้งเงาสง่าผ่าเผยของซีนั่วไว้เพียงลำพัง
“กลุ่มทหารรับจ้างราชาปีศาจวางตัวเงียบเชียบมาโดยตลอด ข้าขอวิงวอนท่านในนามตัวแทน อย่าได้เอาใจใส่พวกเรามากจนเกินไป ขอบพระคุณ”
แท้จริงแล้วสิ่งที่ลาถีเท่อคิดอยากเอ่ยมากกว่านั้นก็คือ “อย่าคิดเข้าข้างตนเองจะได้หรือไม่?”
ตนมองจ้องหน้าของท่านหัวหน้ากิลด์ไม่กี่ท่านมาตั้งแต่เด็กจนโต ท่านมาร์ควิสเคอซือที่พบหน้ากันบ่อยครั้งก็เป็นหัวหน้าสาขาย่อยกิลด์จอมเวทเช่นกัน ในกลุ่มยังมีอัศวินเวทหัวหน้ากองอัศวินรักษาการณ์ของท่านเจ้าเมืองกับจอมเวทผู้เป็นบุตรหลานตระกูลขุนนาง เจ้าเป็นเพียงหัวหน้าคนใหม่ของสาขาย่อย มีสิ่งใดให้พวกเราต้องเรียกร้องความสนใจจากเจ้า?
ลาถีเท่ออวดเบ่งโดยมิรู้ตัว
อาหารรสเลิศและสุรากลมกล่อม คนทั้งสี่กินอย่างอิ่มหนำสำราญยิ่งนัก ลาถีเท่อค้นพบโดยบังเอิญว่าเก๋อจือ 'แตะสุราเป็นสลบ' ส่วนโม่จ้านกลับค้นพบจุดน่าสนใจอย่างหนึ่งของเจียนั่ว --- ท่านั่งหลังตรง เคี้ยวช้าๆ อย่างพิถีพิถัน ยามใช้มือฉีกขาหมูสุภาพเรียบร้อย กินลูกหมูมิต่างกับกำลังกินสเต๊ก
ต่างกล่าวกันว่ายามคนเรากินข้าวคือช่วงที่น่าเกลียดที่สุด แต่คล้ายกับว่าผู้ที่อยู่ข้างกายจะต่างออกไป
ขนตาของเจียนั่วยาวมากหากแต่ไม่หนา มีสีอ่อนกว่าเส้นผมมากทีเดียว หากมิได้มองในระยะใกล้ก็ยากจะสังเกตเห็น นัยน์ตาสีน้ำตาลสะท้อนแสงสีเหลืองอ่อนเมื่ออยู่ใต้แสงตะวัน กระทั่งสายตาคมกริบยังอ่อนโยน ริมฝีปากสีอ่อนทอประกายจากความมันเผยประกายแวววาว ร่างกายสุขุมและผ่อนคลาย อบอวลไปด้วยบรรยากาศอันอบอุ่น
สายตาของโม่จ้านร้อนแรงยิ่งนัก เจียนั่วขมวดคิ้วเข้าหากัน ท้ายที่สุดทำได้เพียงวางอาหารลงก่อนจดจ้องอีกฝ่ายด้วยสีหน้ามไม่เป็นมิตร
“...เจียนั่ว มีผู้ใดเคยบอกหรือไม่ว่าเจ้าหน้าตาดียิ่ง” กำปั้นทั้งสองข้างของโม่จ้านเท้าคาง มองพิจารณาเจียนั่วด้วยท่าทางคล้ายกำลังชมศิลปะ
“...ตัดสินคนด้วยภาพลักษณ์ภายนอกและการเลือกปฏิบัติเพราะรูปลักษณ์คือข้อห้ามของอัศวิน” เจียนั่วกำส้อมในมือแน่น เขาตอบกลับอย่างเอาจริงเอาจัง
“จะบอกว่าไม่มีงั้นหรือ? ช่างเสียดายเปล่าจริงๆ” โม่จ้านเผยรอยยิ้มเช่นคนเสเพล เลียริมฝีปากอย่างไม่ยำเกรงสักนิด “เห็นทีก่อนหน้านี้ข้าจะได้เปรียบครั้งใหญ่จริงเชียว”
เคร้งหนึ่งเสียง มีดกับส้อมร่วงลงในจาน เจียนั่วหยัดกายลุกขึ้นมองโม่จ้านด้วยแววตาขุ่นเคือง โม่จ้านหยัดกายลุกขึ้นเช่นกัน เขาจดจ้องเจียนั่วด้วยสีหน้าเอาจริงเอาจัง
“นี่ พวกเจ้าใจเย็นสักหน่อย...” การคุมเชิงที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันทำเอาลาถีเท่อกับเก๋อจือคลำหาสมองมิเจอ
แท้จริงแล้วสองคนนี้เป็นอันใด? จะทำอันใดกันอีก?
โม่จ้านถอนหายใจออกมา เดินเข้าไปหาเจียนั่วที่อยู่ฝั่งตรงข้าม เจียนั่วแตะมือลงบนด้ามกระบี่พก สีหน้าเตรียมป้องกันเด่นชัดเกินบรรยาย ทว่าโม่จ้านเพียงเดินตรงไปยังประตู ในเสี้ยววินาทีที่เดินเฉียดไหล่เจียนั่ว น้ำเสียงทุ้มต่ำระคนเอาจริงเอาจังดังขึ้นข้างหูเจียนั่ว
“ขออภัย วันนั้นข้าทำเกินไป”
ดวงตาของเจียนั่วเบิกกว้างทันใด เขาหันหลังกลับไปอย่างมิอยากจะเชื่อ ใบหูแดงระเรื่อกับสีหน้าแลดูรังเกียจช่างมิเข้ากันเสียเหลือเกิน
เก๋อจืออยากหัวเราะยิ่งนัก ทว่าลาถีเท่อกลับอุดปากของตนไว้แน่นจนเกือบจะหายใจมิออก
ด้านนอกห้อง โม่จ้านกำลังเอาหัวโขกต้นไม้เพื่อคลายสภาพกลืนมิเข้าคายมิออกที่เกิดจากความอับอายจนคันยุบยิบไปทั่วทั้งตัว รู้สึกมิ่ต่างกับอีคิวของตนถูกนำไปป้อนสุนัขจนหมดสิ้น หาเหตุผลที่จะพูดคุยแบบปกติมิได้แม้แต่น้อย ยามจนปัญญาก็ทำได้เพียงใช้วิธียั่วยุที่ไม่อยู่กับร่องกับรอยเช่นนี้ หวังว่าเขาจะไม่โกรธยิ่งกว่าเดิม