บทที่ 27 งานแต่งงาน
่เวลา 2สัปดาห์ ก่อนการดำเนินการสมรสระหว่างเซวียนเฟยหรง และจิวฮวาผ่านไปอย่างรวดเร็ว เนื่องด้วยงานแต่งนี้เป็งานแต่งของเชื้อพระวงศ์ทำให้ไม่สามารถข้ามขั้นตอนสำคัญอย่างการมอบ 3 หนังสือ และ 6 พิธีการได้เลย เนื่องจากตามความเชื่อของคนที่นี่ หากทำไม่ครบจะถือว่าไม่เป็มงคลแก่คู่บ่าวสาว
่เวลา 2 สัปดาห์นอกจากที่จิวฮวาจะต้องเรียนมารยาท และปักผ้าแล้ว ทั้งหมดจึงหมดไปกับพิธีการต่างๆ ถึงบางพิธีการจะมีการข้ามขั้นตอนทำไปก่อนหน้าแล้ว เช่นการ การสู่ขอ ขอวันเดือนปีเกิด มอบสินสอด ขอฤกษ์ แต่สิ่งเ่าั้ก็ล้วนถูกนำมาจัดอีกครั้ง เพื่อให้ครบถ้วนกระบวนการ
และเนื่องจากจิวฮวาไม่มีแม่ อีกทั้งพ่อก็ตัดขาดกันไปแล้ว ทำให้ญาติผู้ใหญ่ที่ทำหน้าที่แทนในส่วนของพ่อแม่ จึงเป็นายท่านผู้เฒ่าสี และฮูหยินผู้เฒ่าสี ในตอนแรกลุงใหญ่ และป้าสะใภ้ใหญ่นั้นอาสาจะเป็พ่อ และแม่ให้ แต่สุดท้ายก็คัดค้านผู้เฒ่าทั้งสองไม่ไหว จึงจำต้องยอม
ฮูหยินผู้เฒ่าสีมีสีหน้าเปี่ยมสุข ยิ้มแก้มปริทุกวันในวันที่ยุ่งยาก การเตรียมงานแต่งให้จิวฮวา ฮูหยินผู้เฒ่าสีรู้สึกเปรียบเสมือนเธอได้ย้อนวันเวลากลับไปในวันที่ลูกสาวคนเล็กได้แต่งงานออกไปในแดนไกลอีกครั้ง หากแต่คราวนี้เ้าบ่าวนั้นอยู่ในเมือง และต้องเกรงใจตระกูลสี ทำให้ฮูหยินผู้เฒ่าสีมีความสุขยิ่งนัก
ในเช้าของวันมงคลสมรส จิวฮวาต้องตื่นมาอาบน้ำแต่งตัวแต่เช้า ในตอนนี้เธอกำลังสวมเอี้ยมมีกระเป๋าปักคำว่า “แป๊ะนี้ไห่เล่า” ที่แปลว่าอยู่กินกันจนแก่เฒ่าใบน้อยบรรจุเมล็ดพืช 5 ชนิด ตามความเชื่อของชาวฟู่หรง ที่ว่าจะช่วยให้เจริญรุ่งเรือง มีลูกมีหลานสืบต่อไป ก่อนที่จะสวมคลุมด้วยชุดสีแดง ปักลายหงส์โผลบินจากหมู่มวลดอกไม้ ที่เธอปักอย่างเร่งด่วนใน่ 2 สัปดาห์ก่อนงานแต่ง แม้บางส่วนจะเกิดจากเจียงมามา และสาวใช้ขั้น 1 ให้การช่วยเหลือ เนื่องจากเธอไม่สามารถทำเองได้ทันก็ตาม
ใบหน้าสวยหวานได้รูป ถูกตกแต่งด้วยเครื่องสำอางค์ หากแต่ไม่ได้เข้มจนเกินไป ส่งผลให้หน้าคมหวานสวยเด่นเป็สง่าเพิ่มขึ้นมา
ฮูหยินผู้เฒ่าสีหยิบปิ่นทองสลักคำว่า หยู่อี่ ที่แปลว่าสมปราถนาปักลงบนผมสีน้ำตาลทองเกล้าสูงของหลานสาว และนำใบทับทิมมาทัดไว้ตามความเชื่อที่ว่าจะทำให้ผู้ใหญ่ของบ้านฝ่ายชายเอ็นดู
สุดท้ายฮูหยินผู้เฒ่าสีก็รับมงกุฏประดับอัญมณีมาสวมทับลงบนผมของหลานสาว จิวฮวานั้นรู้อยู่ก่อนหน้าแล้วจากการอ่านนิยายมากมาย ว่ามงกุฏในงานแต่งของเ้าสาวนั้นหนักเพียงใด แต่เมื่อได้มาสวมใส่เองในวันมงคลของตนเองเช่นนี้ จิวฮวาก็บอกได้เพียงคำเดียวว่า คอแทบหัก
ฮูหยินผู้เฒ่าสียกมือขึ้นจับไหล่หลานสาว ก่อนสองยายหลานจะมองสบตากันผ่านกระจกทองเหลืองบานใหญ่ “จิวเอ๋อร์หลานกลับมาอยู่กับเราได้ไม่ถึงปี ก็ต้องจากไปอีกเสียแล้ว” ฮูหยินผู้เฒ่าสีกล่าวเสียงสั่นเครือ
จิวฮวายกมือขึ้นลูบมือนุ่มของผู้เป็ยายก่อนที่จะกล่าวปลอบ “ท่านยายเ้าคะ วังองค์ชายรองห่างจากจวนตระกูลเราเพียงนั่งรถม้าไม่ถึงเค่อดี ถ้าท่านยายคิดถึงหลานก็ไปเยี่ยมหลานที่วังองค์ชายรองบ่อยๆนะเ้าคะ”
ฮูหยินผู้เฒ่าสียิ้มกลับวาจาออดอ้อนของหลานสาวอย่างเอ็นดู “เ้าแต่งงานแล้วก็เหมือนน้ำที่สาดออกจากบ้าน ยายจะไปมาหาสู่เ้าบ่อยๆเยี่ยงนี้ได้อย่างไร ไปอยู่ทางนั้นก็รักษาเนื้อรักษาตัวให้ดีนะลูก ถึงองค์ชายรองจะยังเด็กไปบ้าง จิวเอ๋อร์ก็ต้องเรียนรู้ที่จะให้อภัย ถ้อยทีถ้อยอาศัยกันไป หนักนิด เบาหน่อย ให้เรียนรู้ที่จะใจเย็น จงทำบ้านให้ร่มเย็นน่าอยู่เสมอ”
จิวฮวาฟังคำสอนของฮูหยินผู้เฒ่าสีด้วยความตื้นตันใจ เธอนั้นในชาติก่อนได้ััการมีครอบครัวเพียง 13 ปี จากนั้นก็ต้องอยู่อย่างเดียวดาย แม้จะได้ข้ามโลกมายังที่แห่งนี้ ก็ยังต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว และลำบาก ถึงแม้จะมีพี่ชายที่คอยแอบช่วยเหลือ และเจียงมามา แต่เมื่อได้มาอยู่ในครอบครัวใหญ่ที่รักใคร่สามัคคีอย่างเช่นตระกูลสี นี่ก็เป็ครั้งแรกที่จิวฮวานั้นได้เข้าใจคำว่าครอบครัวอย่างแท้จริง
“เ้าค่ะท่านยาย” จิวฮวารับคำเสียงสะอื้น
หากแต่น้ำตารินไหลได้ไม่นานก็ถูกฮูหยินผู้เฒ่าสีดุเสียก่อน “ดูเ้าวันแต่งงานทั้งทีเขาห้ามร้องไห้รู้หรือไม่” ถึงจะดุว่าหลานสาวเช่นนั้น แต่ฮูหยินผู้เฒ่าสีก็ยังอดที่จะน้ำตาคลอไม่ได้
สักพักเจียงมามาก็เดินเข้ามาภายในห้อง “ใกล้ถึงฤกษ์แล้วเ้าค่ะ ตอนนี้โต๊ะอาหารถูกจัดเสร็จแล้ว” เจียงมามากล่าว
ตามพิธีแล้ว เมื่อใกล้ถึงฤกษ์ที่ฝ่ายเ้าบ่าวจะเดินทางมารับเ้าสาว เ้าสาวจะต้องร่วมรับประทานอาหารกับคนในครอบครัวเป็ครั้งสุดท้ายในฐานะคนตระกูลสี ก่อนที่จะกลายเป็คนนอกตระกูลแล้ว
จากนั้นไม่นาน จิวฮวาก็ได้ยินเสียงประทัดดังลั่น เสียงดนตรีบรรเลงอย่างครื้นเครง เป็สัญญาณบ่งบอกว่าในขณะนี้เ้าบ่าวได้เดินทางมาถึงจวนเ้าสาวแล้ว จิวฮวาถูกพาตัวไปนั่งรอในห้องห้องหนึ่ง หญิงสาวมีผ้าสีแดงผืนหนาคลุมใบหน้าไว้อีกที
ทางด้านนอกเซวียนเฟยหรงอยู่ในชุดแต่งงานสีแดง เขานั่งเป็สง่าอยู่บนหลังม้าสีน้ำตาลเข้ม ร่างสูงะโลงจากหลังม้า รอบกายของเขามีแม่สื่อ และญาติสนิทซึ่งก็คือเซวียนเฟยหลินที่นั่งไอโขลกอยู่บนรถเข็น
เซวียนเฟยหรงเมื่อเห็นสภาพน้องชายฝาแฝดที่แสร้งป่วยใกล้ตายแต่ก็ยังจะมาร่วมรับเ้าสาวกับเขาแล้วอดคิ้วกระตุกไม่ได้ ก็ถ้าจะแสดงว่าใกล้ตายขนาดนี้ อยู่รอที่วังข้าก็ได้ ไม่รู้ว่าเ้ามาร่วมยินดีกับข้า หรือมาแช่งการแต่งงานของข้ากันแน่ เซวียนเฟยหรงบ่นเซวียนเฟยหลินในใจ
นอกจากนั้นเพื่อนสนิทของเขาก็เป็คนที่เขาไม่เคยจะสนิท หรือสนทนาอย่างใกล้ชิดมาก่อนเลยในชีวิตที่ร่วมขบวนมาด้วย เพราะตามพิธีมันจำเป็ต้องมี ทางแม่สื่อ และคนจัดงานจึงจัดเตรียมเอาไว้ให้ และด้วยความที่เซวียนเฟยหรงต้องสวมหน้ากากเป็คนปัญญาอ่อน เขาจึงทำตัวรื่นเริง และเต้นรำไปกับเสียงดนตรี และการเชิดสิงโตอย่างสนุกสนาน
จากนั้นร่างสูงก็ค่อยๆถูกจับจูงเข้าไปด้านใน สิ่งแรกที่เขาต้องกระทำคือการไปไหว้ศาลบรรพชนของจิวฮวา เมื่อเสร็จแล้ว เซวียนเฟยหรงก็ออกไปรอจิวฮซาข้างนอก ข้างเกี้ยวมงคล ที่ต้องใช้คนแปดคนหาม
ไม่นานเกินรอ จิวฮวาในชุดแต่งงานสีแดง ปักลายสวยงาม มีผ้าสีแดงคลุมหน้า ก็ขี่หลังสีจิ้นเหอออกมาจากจวน ชายหนุ่มส่งน้องสาวขึ้นเกี้ยว ก่อนที่ขบวนจะเคลื่อนออกจากจวนตระกูลสีไป
ความเป็จริงแล้วตระกูลสีต้องมีคนคอยสาดน้ำสะอาดตามเกี้ยวของจิวฮวาออกไปด้วย ตามความเชื่อที่ว่าลูกสาวแต่งงานไปแล้ว ก็ถือว่าเป็สมาชิกครอบครัวของฝ่ายชาย เหมือนดังน้ำที่ถูกสาดออกไป แต่นายท่านผู้เฒ่าสีไม่ยินยอม หลังจากข่มขู่ด้วยการหักเงินช่วยเหลือในโครงการต่างๆไปสักพัก สุดท้ายแม่สื่อก็จำยอมตัดพิธีการในส่วนนี้ออกไป
เมื่อเดินทางมาถึงวังองค์ชายรอง ผ้าม่านของเกี้ยวแปดคนหามถูกเปิดออก มือหนาถูกยื่นมารอไว้ตรงหน้าจิวฮวา
จิวฮวาจ้องมองมือหนานั้น ก่อนที่จะยื่นมือของตนวางลงไปบนมือของเซวียนเฟยหรง ่เวลาที่มือทั้งสองได้ัักันนั้นราวกับมีกระแสไฟแล่นผ่าน ความรู้สึกนั้นช่างคล้ายคลึงกับวันที่จิวฮวาได้ััมือใต้เท้าหรงที่จวนภายใต้เงาเหมยเหลือเกิน
เมื่อสองเท้าก้าวผ่านจากตัวเกี้ยวมา เซวียนเฟยหรงก็อุ้มจิวฮวาขึ้นมาไว้ในอ้อมแขนในท่าอุ้มเ้าสาวทันที ร่างหนาเดินก้าวผ่านข้ามธรณีประตูตามพิธีการ หลังจากก้าวผ่านประตูแล้ว เซวียนเฟยหรงจึงวางจิวฮวาลง แล้วประคองร่างบางก้าวเข้าสู่พิธีกราบไหว้ฟ้าดิน
เซวียนเฟยหรงประคองจิวฮวาทำพิธีกราบไว้ฟ้าดิน ไหว้เ้าที่ รวมถึงกราบไหว้เทพเ้าเตาไฟ ก่อนที่จะประครองร่างบางทำพิธีกราบไหว้บรรพบุรุษของฝ่ายเ้าบ่าว
พฤติกรรมของเซวียนเฟยหรงวันนี้ หากมองผ่านมุมมองของผู้อื่นนั้นก็ดูจะสงบนิ่งกว่าทุกวัน เซวียนเฟยหรง้าให้เกรียติแก่จิวฮวา เพราะถึงแม้เื่ราวการแต่งงานครั้งนี้จะผิดแผนไปบ้าง หากแต่เขาก็ยังไม่มีหลักฐานอะไร ที่จะบอกได้ว่าจิวฮวาเป็พวกเดียวกับตงฟางชงหยวน เขาจึงไม่้าทำร้ายจิวฮวาต้องอับอาย
หากกลับกันวันนี้เป็เสิ่นิฮวาที่อยู่ข้างๆ เซวียนเฟยหรงก็ตั้งใจอย่างแรงกล้า ว่าจะต้องทำทุกวิถีทางให้เสิ่นิฮวาต้องอับอาย แม้จะต้องใช้ความปัญญาอ่อนของตัวเองเข้าช่วยก็ตาม
พิธีดำเนินไปอย่างเรียบง่าย เมื่อบ่าว สาว คำนับบรรพบุรุษครบ 3 ครั้ง ก็บังเกิดสิ่งอัศจรรย์เกิดขึ้น สำหรับผู้ที่เคยเข้าร่วมพิธีแต่งงานจนครบขั้นตอน สิ่งที่เกิดขึ้นนี้นั้นเป็เื่ปกติของโลกใบนี้
ที่เมื่อการคำนับบรรพบุรุษเสร็จสิ้น จะบังเกิดแสงสีทองล้อมรอบแก่คู่บ่าวสาว แสงนั้นจะพันเกี่ยวกลายเป็อักขระเวทย์มนต์ แล้วสลักล้อมรอบนิ้วนางข้างซ้ายของทั้งคู่ กลายเป็สัญลักษณ์ที่แสดงว่าบ่าวสาวนั้นเป็สามีภรรยากันแล้ว
เส้นล้อมรอบนี้เองที่จะทำให้ทั้งคู่ััถึงกันได้ตลอดเวลา แม้จะห่างไกลกัน หากลายเส้นนี้ยังอยู่ ก็แสดงว่าคู่ของตนนั้นยังมีชีวิตอยู่ หากแต่มันก็มีเวทย์มนต์บางอย่างที่ปิดบัง หรือหลอกลวงเส้นสมรสนี้ได้เช่นกัน
เมื่อเสร็จสิ้นพิธีการกราบไหว้ ก็เข้าสู่พิธีการยกน้ำชา เพื่อเคารพญาติผู้ใหญ่ของฝ่ายเ้าบ่าว ครั้งนี้ประธานในพิธี ญาติผู้ใหญ่ฝ่ายเ้าบ่าวก็ยังคงเป็องค์รัชทายาท และพระชายา เช่นเดียวกับงานสมรสขององค์ชายสาม
หลังจากที่ยกน้ำชาเสร็จแล้ว จิวฮวาก็ถูกแม่สื่อพาเข้าไปนั่งรอยังห้องหอ ที่ทุกอย่างถูกประดับประดาไปด้วยสีแดง ก่อนที่เซวียนเฟยหรงจะถูกพาเข้าไปยังงานเลี้ยง ตามธรรมเนียมส่วนมากเ้าบ่าวมักจะอยู่ร่วมงานเลี้ยงอย่างน้อย 1 ชั่วยามก่อนเข้าห้องหอ
ในงานเลี้ยงนี้เอง มักมีญาติฝ่ายชายของเ้าสาวที่เข้ามาร่วมงานด้วย ส่วนมากมักมาเพื่อกลั่นแกล้งเ้าบ่าวให้เข้าห้องหอได้ยากลำบากยิ่งขึ้น
ซึ่งในงานนี้ ตระกูลสีเองก็ไม่พลาดเช่นกัน นายท่านผู้เฒ่าสีตั้งใจแน่วแน่ว่าจะมอมเหล้าหลานเขยของตน เพื่อไม่ให้ทำรุ่มร่ามกับหลานสาวของตน นายท่านผู้เฒ่าสีมีความเชื่อว่าเซวียนเฟยหรงนั้นยังมีสติปัญญาที่ยังเป็เด็ก หากเมาเหล้าแล้วก็จะต้องสลบเหมือดอย่างแน่นอน ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนี้มีสีจิ้นเหอที่แสนหวงน้องสาวให้ความร่วมมืออย่างดี
ในมุมหนึ่งของงานเลี้ยง มีชายหนุ่มผู้หนึ่ง กระดกยกเหล้าขึ้นเข้าปาก เขากำลังมองนายท่านผู้เฒ่าสีบังคับเซวียนเฟยหรงให้ดื่มเหล้า ก่อนที่จะคลี่ยิ้มเย็นออกมา