ซูเจียวเจียวจ้องมองดวงตาของเซียวหยวนหมิงอย่างจริงจัง“อาหมิงคะ ช่วงก่อนฉันได้รับจดหมายจากทางบ้านเขาบอกว่าปีหน้าอาจจะมีการฟื้นฟูการสอบเข้ามหาวิทยาลัย ฉันเลยต้องทบทวนตำราเรียนแล้วก็ต้องช่วยคุณทบทวนบทเรียนไปพร้อมกับการทำงานด้วยนี่เลยเป็นเหตุผลว่าทำไมตอนนี้ฉันถึงยังไม่อยากมีลูกและบังเอิญคุณก็ไม่ได้เร่งรัดให้ฉันมีลูก งั้นพวกเราก็รอไปอีกสักสองสามปีนะคะ”
เมื่อพูดทุกอย่างออกมาอย่างเปิดอกซูเจียวเจียวก็รู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาก
เซียวหยวนหมิงได้ยินดังนั้นก็ตกใจเล็กน้อยฟื้นฟูการสอบเข้ามหาวิทยาลัยอย่างนั้นหรือ?
นั่นหมายความว่าหลังจากนั้นเจียวเจียวก็จะจากไป!
ถึงแม้ก่อนหน้านี้เจียวเจียวจะเคยบอกว่าจะพาเขาไปด้วยแต่เขาก็เป็นเพียงชาวนาที่มีความรู้น้อยนิด แล้วจะไปทำอะไรในเมืองได้เล่า?
จู่ๆเขาก็นึกถึงคำพูดที่ฮั่วเจี้ยนจงเคยกล่าวกับเขาที่บ้านพักยุวชน...“เซียวหยวนหมิง ผู้ชายที่ฉลาดจะไม่คิดหาวิธีผูกมัดผู้หญิงของตัวเองแต่จะคิดหาวิธีทำให้ตัวเองเก่งกาจขึ้น จากนั้นก็ยืนอยู่ข้างกายเธอ เคียงข้างเธอปกป้องเธอ และเป็นที่พึ่งให้เธอ!”
“ซูเจียวเจียวสวยฉลาด มีฐานะดี คุณคิดว่าเธอจะอยู่ที่นี่ไปอีกนานแค่ไหน?หากวันหนึ่งเธอต้องกลับเมือง คุณจะทำอย่างไร? ถ้าคุณตามไปในเมืองคุณจะเอาตัวรอดในเมืองได้ไหม? คุณจะสร้างครอบครัวที่อบอุ่นและมั่นคงให้เธอได้หรือเปล่า?คุณจะเลี้ยงดูเธอไหวหรือ?”
ดังนั้นฮั่วเจี้ยนจงก็รู้ล่วงหน้ามานานแล้วว่าปีหน้าอาจจะมีการฟื้นฟูการสอบเข้ามหาวิทยาลัยเขาจึงกล่าวคำเหล่านั้นเพื่อกระตุ้นให้เขาพยายามใช่หรือไม่?
และนั่นก็คือเหตุผลที่เจียวเจียวให้เขาอ่านหนังสือท่องจำ ทำบันทึก ทบทวน เขียนเรียงความ… มาตั้งแต่แต่งงานกัน!
ตอนนั้นเขายังคิดว่าเจียวเจียวแค่ชอบผู้ชายที่มีความรู้มีการศึกษาที่แท้มันเป็นอย่างนี้นี่เอง!
โชคดีที่เขาเชื่อฟังเจียวเจียวมาโดยตลอดหนังสือที่เจียวเจียวให้อ่าน เรียงความที่ให้เขียน แบบฝึกหัดที่ให้ทำไม่มีชิ้นไหนเลยที่เขาละเลย ทุกอย่างล้วนทำสำเร็จและมักจะทำเกินกว่าเกณฑ์ที่กำหนดเสมอ
แม้จะยุ่งวุ่นวายทุกวันเขาก็ยังหาเวลามาอ่านหนังสือ เพราะถูกฮั่วเจี้ยนจงกระตุ้นเขาเพียงแค่อยากเป็นผู้ชายที่สามารถยืนอยู่เคียงข้างเจียวเจียวและเป็นที่พึ่งให้เธอได้
ในขณะนี้เซียวหยวนหมิงถึงกับรู้สึกขอบคุณฮั่วเจี้ยนจงที่ได้เตือนสติเขาแล้วยังรู้สึกขอบคุณผู้หญิงข้างกายคนนี้มากขึ้นกว่าเดิมด้วย
เธอไม่เคยทอดทิ้งเขาสอนสั่งดูแลเขาอย่างพิถีพิถัน และให้เวลาเขาได้เติบโต!
“เจียวเจียว”
จู่ๆเสียงทุ้มลึกเต็มไปด้วยความรักของชายหนุ่มก็ดังขึ้นข้างหู ทำให้หัวใจสั่นสะท้าน
“หืม”
ซูเจียวเจียวเงยหน้ามองเขาด้วยความสงสัย“เป็นอะไรไปคะ? ดูคุณเหมือนจะซาบซึ้งใจอะไรสักอย่างอยู่เลย”
เซียวหยวนหมิงจู่ๆก็ดึงเธอเข้ามากอดแน่น “เจียวเจียว ขอบคุณนะครับผมโชคดีจริงๆ ที่มีคุณ!”
“ผมจะพยายามให้เต็มที่! จะไม่ทำให้คุณผิดหวังกับความคาดหวังที่มีต่อผมและจะไม่ทำให้คุณเสียใจอย่างแน่นอน! เชื่อผมนะครับผมจะต้องทำให้คุณมีชีวิตที่ดีให้ได้!”
เสียงของชายหนุ่มหนักแน่นและเปี่ยมด้วยความตั้งใจดังขึ้นข้างหู
ซูเจียวเจียวเผยรอยยิ้มที่มุมปาก“ฉันรู้ค่ะ”
เธอจะไม่รู้ได้อย่างไรผู้ชายที่แสนซื่อคนนี้ ชาติที่แล้วก็ทุ่มเทให้เธออย่างเงียบๆ มาตลอดพยายามมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้เธอเสมอ ส่วนตัวเองจะเหน็ดเหนื่อย กระหาย หิว โศกเศร้าหรือหนาวเย็น ก็ไม่เคยปริปากบ่นสักคำ
...
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วชั่วพริบตาฤดูร้อนก็ผ่านพ้น ฤดูใบไม้ร่วงก็มาเยือน
ซูเจียวเจียวได้คัดเลือกเด็กฝึกงานอีกสิบคนเดิมทีเธอตั้งใจจะรับแค่ห้าคนแต่เมื่อเห็นสายตาที่เปี่ยมด้วยความคาดหวังของเลขาธิการเจียงและทุกคนเธอก็จำต้องรับเพิ่ม
อย่างไรก็ตามซูเจียวเจียวก็มีเงื่อนไข หากจะรับเด็กฝึกงานเพิ่มอีกเธอก็จะยุ่งกับการสอนเย็บผ้าทุกวัน ดังนั้นงานของเธอจึงต้องลดลงครึ่งหนึ่งไม่ต้องทำงานมากมายเหมือนเมื่อก่อน แค่ทำเป็นครั้งคราวก็พอส่วนค่าจ้างก็ยังคงเท่าเดิม
ตอนนี้สิ่งสำคัญหลักๆคือเธอต้องสอนให้ทุกคนเป็น
เมื่อทุกคนเรียนรู้แล้วกองผลิตก็จะสามารถก่อตั้งโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าขนาดเล็กได้ซึ่งจะเป็นผลดีต่อทั้งเลขาธิการเจียงและหลี่เกินเซิงเพราะจะช่วยสร้างผลงานให้พวกเขานั่นเอง
เมื่อปริมาณงานลดลงซูเจียวเจียวก็รู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาก
การสอนก็ง่ายมากทุกเช้าจะมีการเรียนทฤษฎีหนึ่งชั่วโมง จากนั้นก็เป็นการฝึกปฏิบัติหากไม่เข้าใจก็ให้มาถามเธอ
ส่วนตอนบ่ายก็ทำเช่นเดียวกัน
นอกจากนี้เซียวหยวนซินก็ใกล้จะฝึกงานจบแล้วเธอจะสามารถช่วยแบ่งเบาภาระได้มาก ทำให้ซูเจียวเจียวสบายขึ้นเยอะ
อีกทั้งหลี่จิ้งเซียนก็มีพื้นฐานอยู่แล้วจึงเรียนรู้เร็วกว่าคนอื่น และสามารถลงมือปฏิบัติได้ง่ายกว่าคนอื่นๆ มาก
นอกจากหลี่จิ้งเซียนแล้วเฉิงติ้งผิงและจ้าวอวี้เฟินก็มาเรียนด้วย
ซูเจียวเจียวรู้สึกยินดีอย่างยิ่งที่จ้าวอวี้เฟินต้องการมาเรียนเพราะอุตสาหกรรมเสื้อผ้าจะเติบโตอย่างแข็งแกร่งในอนาคต
เนื่องจากเสื้อผ้าในปัจจุบันนี้เรียบง่ายเกินไปทุกคนถูกกดขี่มานาน เมื่อนโยบายต่างๆ คลี่คลายลงเสื้อผ้าหลากหลายรูปแบบก็จะผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด
โจวเม่ยก็เข้ามาหาซูเจียวเจียวหน้าด้านๆโดยบอกว่าอยากเป็นเด็กฝึกงาน แต่ซูเจียวเจียวปฏิเสธอย่างเด็ดขาด
พูดเป็นเล่นไป!ต่อให้เธอรับคุณป้าวัยหกสิบมาเป็นเด็กฝึกงาน เธอก็ไม่มีทางรับโจวเม่ยเด็ดขาด
สิ่งนี้ทำให้โจวเม่ยโกรธแทบตาย
โจวเม่ยหน้าบูดบึ้งกล่าวหาซูเจียวเจียวว่าข้ามแม่น้ำแล้วทิ้งสะพานพอมีหน้ามีตาก็ลืมเลือนเพื่อนเก่าคนนี้เสียแล้วแสดงออกอย่างโจ่งแจ้งว่าดูแคลนผู้อื่น
ซูเจียวเจียวตอบโต้ทันทีโดยไม่รีรอ“โจวเม่ย เธอเคยเป็นพวกฉกฉวยโอกาส อีกทั้งสถานะของเธอตอนนี้ก็ไม่ดีฉันไม่กล้ารับเธอหรอก เธอลองไปปรึกษานายอำเภอและคนอื่นๆ ที่เมืองดูสิหากพวกเขาเห็นด้วยละก็ ฉันก็ไม่มีปัญหา”
คำพูดนี้ทำให้โจวเม่ยโมโหจนพูดไม่ออก
เดิมทีซูเจียวเจียวมีคำพูดเป็นกระบุงที่จะด่าโจวเม่ยให้ตายแต่ก็ไม่จำเป็นต้องทำ
แค่คำว่า‘เป็นพวกฉกฉวยโอกาส และสถานะก็ไม่ดี’ นี่เพียงพอที่จะทำให้โจวเม่ยโกรธจนขาดใจตายได้แล้ว
โจวเม่ยจากไปอย่างขุ่นเคือง
หลี่จิ้งเซียนกล่าวว่า“พี่เจียวเจียวคะเมื่อก่อนฉันได้ยินโจวเม่ยพูดกับคนอื่นอยู่เสมอว่าสถานะของพี่อาหมิงไม่ดีไม่คิดเลยว่าตอนนี้สถานะของพี่อาหมิงกลับดีขึ้น ส่วนสถานะของเธอเองกลับไม่ดีนี่แหละค่ะที่เรียกว่ากรรมตามสนอง”
เซียวหยวนซินก็ยิ้มแล้วพูดว่า“นี่แหละที่เรียกว่าฟ้ามีตา เรามาทำงานกันต่อเถอะ”
ซูเจียวเจียวสอนอย่างตั้งใจทุกคนก็เรียนรู้อย่างจริงจัง
สิ่งที่ทำให้ซูเจียวเจียวประหลาดใจคือในบรรดาเด็กฝึกงานที่รับมาใหม่ นอกจากหลี่จิ้งเซียนแล้วเฉิงติ้งผิงก็เรียนรู้ได้เร็วที่สุด
เธออุ้มท้องใหญ่โตแต่ก็ยังเรียนอย่างขยันขันแข็งและจริงจังมากทุกครั้งที่ซูเจียวเจียวเน้นย้ำประเด็นสำคัญ เธอก็จะจดบันทึกไว้และหากมีส่วนไหนที่ไม่เข้าใจ เธอก็จะถามซูเจียวเจียว หากซูเจียวเจียวไม่อยู่เธอก็จะถามเซียวหยวนซิน
เฉิงติ้งผิงเปรียบเสมือนฟองน้ำที่ดูดซับความรู้ได้อย่างรวดเร็ว
จ้าวอวี้เฟินก็เรียนได้ดีเช่นกันดูท่าทางถ่อมตนและเชื่อฟัง ซูเจียวเจียวพูดอะไร เธอก็ฟังตามและจดจำตามนั้น
กระทั่งในใจเธอก็ยังรู้สึกโชคดีที่ไม่ทำตัวเหมือนโจวเม่ยเมื่อก่อนที่ปากพล่อยพูดจาไม่ดีเกี่ยวกับซูเจียวเจียว และต่อต้านซูเจียวเจียว
ตราบใดที่เธอเรียนเย็บผ้าได้ดีเมื่อเรียนจบแล้วก็จะได้รับค่าจ้าง ไม่ต้องทำงานหนักในไร่นาอีกต่อไป!
ในโรงงานชั่วคราวท้ายหมู่บ้านนี้ก็ได้มีการติดตั้งหลอดไฟไว้แล้ว
เมื่อทุกคนเลิกงานซูเจียวเจียวก็ลงกลอนประตูห้อง และเห็นเซียวหยวนหมิงมารับเธอแล้ว
ภายใต้แสงจันทร์ที่สลัวใบหน้าหล่อเหลาของเขาเปี่ยมไปด้วยความอ่อนโยนที่ชวนให้น่าหลงใหล