ตอน 7 เสกสรรให้เป็ไป
ท้ายที่สุดแล้วฉงเฉิงเหลียง เป็ผู้รอดชีวิตเพียงผู้เดียวในสนาม บนใบหน้าของเขาเคร่งขรึม ไม่แสดงออกถึงสีหน้าดีอกดีใจแม้แต่น้อย แม้แต่เสียงโห่ร้องยินดีให้กับตนเองสักท่อนยังไม่มี
สวีอิ๋นตงถึงขั้นยอมลุกจากแท่นบัลลังก์ทอง ปรบมือให้
"อืม… ผู้กล้าที่ไม่ทะนงตน แววตาทะเยอทะยาน เด็ดเดี่ยว ไร้ใจ ฉลาดดั่งลมกรด ลื่นไหลเอาตัวรอดได้ทุกสถานการณ์เป็เลิศ"
"ดีนี่ น่าสนใจนัก หากได้มาเป็นักฆ่าข้างกาย บารมีของข้าคงน่าเกรงขามไม่น้อย"
"วิธีสังหารคนของข้าผู้ใดต่างพูดเป็เสียงเดียวกันว่า แสนเหี้ยมโหด ไม่คิดเลยว่าวิธีสังหารคนของเขาจะแยบยลกว่าข้าเป็ร้อยเท่า"
"ข้าจะคอยดู… ด่านสุดท้ายนี้ เ้าจะผ่านมันไปได้อย่างไร"
อิ๋นตงชูมือขึ้น ส่งสัญญาณให้แตรพิฆาตดังหวูดเป็ครั้งที่สาม
ครั้งนี้ประตู เปิดออกทั้ง 10 ทิศ เดาไม่ออกเลยว่า สิ่งใดหลบซ่อนอยู่หลังประตูทั้งสิบบาน เสียงคำรามฟึดฟัดดังลั่น เสียงฝีเท้ากระทบพื้นสั่นะเืกึกก้อง ลานสังหารที่เปียกโชกด้วยเืเนืองนองเป็สาย กะเพือมขึ้นลงตามจังหวะฝีเท้า… ทำเอาเฉิงเหลียงหวาดหวั่นไม่น้อย… และแล้วสิ่งที่อยู่หลังประตูนั่นคือกระทิงดำตัวใหญ่ ท่าทีของมันดุร้ายไร้ที่ติ ร่างกายของเขาเปียกโชกด้วยเืแดงฉาน แสดงว่าจุดจบของผู้ชนะนั้นเดาได้ไม่ยากเสียแล้ว
"ฮ่าๆ ดูท่าทีลุกลี้ลุกลนกลัวตายนั่นสิ พอรู้ว่าตนเองเป็ดั่งเป้าตายล่อกระทิง ถึงขั้นทำตัวไม่ถูกเชียวหรือ "
"ต่อให้เฉลียวฉลาด เ้าเล่ห์เพียงใด ท้ายที่สุดต้องพ่ายให้กับความดุร้ายไร้เมตตาของสัตว์ป่าอยู่ดี"
ผ่านไปเพียงชั่วพริบตา… เฉิงเหลียงไม่มีท่าทีหลบหลีกกระทิงดำแม้แต่ก้าวเดียว ถึงแม้ในใจเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น เขาคว้าโซ่ตรวนที่อยู่เบื้องหน้าจากซากศพ ออกแรงควงเป็วงกลม หมุนเร็วดั่งแรงลมพายุมฤตยู ทันทีที่กระทิงดำเข้าใกล้ เขาชิงะโขึ้นคร่อมบนหลังของมัน เมื่อกระทิงดำไม่เห็นเป้าหมาย ั์ตาของมันมองเห็นเพียงทะเลเืแดงฉานสุดลูกหูลูกตา มันคลั่งพุ่งชนซากศพ วิ่งตวัดสับส่ายเขาอันแหลมคมไปทั่ว เฉิงเหลียงหวังปราบปรามความคลุ้มคลั่งนี้ให้อยู่หมัด แทนที่จะสังหารมันทิ้งซะ เลือกใช้โซ่ตรวนผูกรัดคอกระทิงคลั่ง ก่อนใช้หอกในมือทิ่มแทงขาหน้าให้อ่อนแรง ยิ่งวิ่งไปข้างหน้า ยิ่งออกแรงดื้อดึง โซ่ตรวนนั่นจะรัดตึงขึ้นเรื่อยๆ ในที่สุดสัตว์ป่าที่ดุร้ายต้องหยุดนิ่งอยู่กับที่ เป็ฉงเฉิงเหลียงที่ควบคุมกระทิงคลั่งได้เพียงผู้เดียว
"ทำได้ยังไง เป็ไปได้ยังไงกัน… ข้าไม่เคยพบผู้ใดห้าวหาญเช่นนี้มาก่อน "
เขาอยู่บนหลังกระทิงอย่างองอาจ หยุดจ้องมองนายเหนือหัว ตาต่อตาฟันต่อฟัน ไม่มีท่าทีหวาดกลัว มิหนำซ้ำยังยอมไม่ก้มหัวให้อีกต่างหาก ก่อนจะเอื่อนเอ่ยถ้อยคำสุดแสนกินใจ
"นายท่าน… อยากรู้หรือไม่ การแก้แค้นที่น่าสะพรึงกลัวที่สุด ควรทำอย่างไร… "
"หากเป็เ้า การแก้แค้นผู้ที่เคียดแค้นมากที่สุด มีวิธีสังหารอย่างไร ว่ามาเถอะ ข้าสนใจวิธีสังหารคนของเ้ายิ่งนัก"
"นายท่าน โปรดปรานเพียงแต่เห็นคนกลายเป็ซากศพ …โดยหารู้ไม่ ว่าการสังหารคนที่ทรมานที่สุด คือการที่คนอย่างข้า กำราบมันได้อยู่หมัด กำราบมันตลอดไป เหยียบให้มิดจมดิน กระทั่งมันผู้นั้นไม่กล้ามีปากเสียง มีชีวิตเหลือรอดอยู่ ก็เหมือนตายทั้งเป็"
"วิธีนี้เ็ป ทรมาน กว่าตัวตายเป็ร้อยเป็พันเท่า "
"ฮะฮ่าาาาา วิธีของเ้า ข้าคิดไม่ถึง มันช่างโเี้นัก ในเมื่อเ้าทะเยอทะยานถึงเพียงนี้ "
"ตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ ผู้บัญชาขุนพลหกทัพของขัา คงหนีไม่พ้นเงื่อมมือเ้าแล้วสินะ "
"พวกเ้า… เปิดประตูหลวงให้เขาก้าวขึ้นมาพบข้าที่นี่"
ท้ายที่สุด ฉงเฉิงเหลียง เด็กน้อยกำพร้าเร่ร่อนผู้หนึ่งที่มีปณิธานก้าวไกล แน่วแน่ ทำสิ่งที่มุ่งหวังได้สำเร็จ
เขาก้าวเท้าสู่ประตูหลวง เบิกตามองไปยังเบื้องล่าง ขุนพลนับแสนนาย ต่างก้มหัวโค้งคำนับอย่างไร้ท่าทีครหา
…ั้แ่นั้นเป็ต้นมา เฉิงเหลียงคิดในใจเสมอว่า ทำการใหญ่ใจต้องนิ่ง
เขาไม่ติดต่อกับคนภายนอกแม้กระทั่งหรงอิ่งเจา เขาต้องแกล้งทำเป็ไม่รู้จักนาง เพื่อปกป้องความปลอดภัยของฉงอันเล่อ
"ข้าจะให้ตัวตนของนางเปิดเผยก่อนเวลาอันควรมิได้ "
5 ปีผ่านไป ที่ไร้การติดต่อโลกภายนอก
แม้ในลานสังหารครั้งนั้น ฉงเฉิงเหลียงเป็ผู้ได้รับชัยชนะ กลับไม่มีการป่าวประกาศใดๆ
อันเล่อและอิ่งเจา ต่างคิดว่าเฉิงเหลียงไม่รอดแน่ หารู้ไม่ เฉียงเหลียงได้รับความโปรดปรานเสียยิ่งกว่าผู้ใด
ความทะเยอะทะยานของเขา เอาชนะใจชายโฉดอย่างสวีอิ๋นตงราบคาบ
เฉิงเหลียงพัฒนาตนเองก้าวะโ กระทั่งกลายเป็บริวาร เปรียบประดุจดั่งมือขวาของสวีอิ๋นตง
****************
แม้จะทำเป็ไม่แยแส แต่ปฏิเสธไม่ได้ที่จะไม่ห่วงหาฉงอันเล่อคนเดิม
" 5 ปีแล้วสินะ...ที่ข้าไม่ได้ข่าวคราวของนาง...ตอนนี้ข้าอำนาจบาตรใหญ่เกินกว่าผู้ใดจะขวาง...กองกำลังพลใต้บัญชาของข้าซุกซ่อนอยู่ทุกหัวมุมเมือง...อีกไม่นานเกินรอ...แค้นของข้าต้องได้ชำระ"
เฉิงเหลียงผู้กล้า ไม่ว่ากี่ความตายไม่เคยเกรงกลัว... กลับต้องแพ้ให้สาวงามผู้อยู่เบื้องหน้า...
เฉิงเหลียงตัดสินใจหวนคืนหอผกาพรรณ สวมหมวกคลุมสีดำทึบปกคลุมใบหน้า... ครั้งนี้เขาตั้งใจไม่เผยตัวตน....
ณ หอผกาพรรณ
"ท่านชายเชิญด้านในก่อน... หอผกาพรรณของข้ามีผ้าให้ท่านเลือกมากมาย... "
"ข้า้าผ้าที่ดีที่สุดในร้านของเ้า..."
"ท่านชายรอสักครู่... ข้าจะสั่งให้แม่นางน้อยหยิบผ้าที่ดีที่สุดให้ท่านเลือกชม"
"เ้า.... คงเป็นายหญิงหรงอิ่งเจา แห่งหอผกาพรรณสินะ"
"ท่านรู้ฐานะของข้าได้อย่างไร"
"ทั่วมหานครอันทรุดโทรมนี้ เห็นทีคงมีแต่หอผกาพรรณที่เฟื่องฟู...แน่นอนว่าชื่อเสียงของแม่นางนั้นเลื่องลือหนาหูไปไกลสิบลี้"
"ข้าเองเป็เพียงชายเร่ร่อนที่ผ่านมา"
"หวังซื้อสอยผ้าสักผืนตระเตรียมให้ภรรยาในอนาคต"
"ไอ๊หย๊า... ชายเช่นท่าน...แม้ข้าไม่ได้เห็นรูปโฉม กลับรู้สึกได้ว่า...ภายใต้ผ้าคลุมผืนนั้นซุกซ่อนรูปหน้าอันงดงามไว้"
"ได้พูดคุยกับท่านไม่กี่ประโยค...กลับทำให้ข้าฉุกหวนคิดถึงสหายที่จากไปนาน...ช่างน่าแปลกใจเสียจริง"
เฉิงเหลียงหัวเราะแห้งๆ พร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงเมินเฉย
"แม่นางงานการรัดตัว...อย่าได้เสียเวลาพูดคุยกับลูกค้าพเนจรอย่างข้านานนัก... ขอเพียงชาร้อนหนึ่งกา นั่งรอครึ่งค่อนวันย่อมได้"
"เช่นนั้นอิ่งเจาขอตัว หวังว่า...คุณชายจะได้ผ้าที่ถูกใจกลับไปตัดชุดให้ภรรยา"
เฉิงเหลียงเดินชมบรรยากาศภายในหอผกาพรรณจนทั่ว....
กระทั่งเห็นสาวงามผู้หนึ่งเดินออกมาจากหลังม่าน...ด้วยท่าทีสง่างดงาม... วินาทีนั้น ทำเอาสะกดทุกสายตา.... ท่วงทำนองห้วงเวลาราวหยุดชะงักไม่เวียนหมุน.. ความงามของนางในวัยแรกแย้มทำเอาหัวใจอันเ็าของฉงเฉิงเหลียงหวั่นไหวแทบบ้า อยู่ดีๆรู้สึกหึงหวงขึ้นมายังไงยังงั้น...
กล่าววาจาหนักแน่นดุดัน....
"สายตาพวกเ้า!!! สอดส่องอะไรนางเอาปานนั้น. ตาพวกเ้าปูดโปนจะถลนออกมาอยู่แล้ว... น้ำลายที่หยดย้อยน่ารังเกียจ...เช็ดมันเสีย แล้วไสหัวไปซะ!!!"
ทุกคนหนีตะเพิดออกไปเพราะความหวาดกลัว... แม้ใบหน้าของเขาปกคลุมด้วยผ้ามืดทึบ...แต่ทุกคนที่เขาจับจ้อง มิอาจหลบหลีกสายตาอันน่าเกรงขามนั่นได้...
อยู่ดีๆสาวงามผู้นั้นวางกาน้ำชาลงบนโต๊ะ...นั่งลงเงียบๆ...หากจ้องมองดีๆจะเห็นแววตาที่เอ่อล้นไปด้วยน้ำใสๆ
"แม่นาง เหตุใดสีหน้าของเ้าไม่สู้ดีนัก"
"ผู้ใดรังแกเ้าโปรดบอกข้า..."
"ไม่มีผู้ใดรังแกข้าทั้งนั้น.... ท่าทีของท่านเมื่อครู่...ทำให้ข้าฉุกคิดถึงชายผู้หนึ่ง.."
"ั้แ่เล็กจนโต... เป็เขาที่ปกป้องข้า เฉกเช่นที่ท่านทำเมื่อครู่... เขาอยู่เคียงข้างข้า ไม่แยกจาก... เขาคือคนที่ข้ารักมากที่สุด... "
เฉิงเหลียงรู้ดีแก่ใจ...ว่านางหมายถึงตน...
เฉิงเหลียงกำมือแน่น... ภายใต้ผ้าคลุมนั่นกัดฟันจนกรามแข็งเรียงเป็สัน
เขาทำได้เพียงนิ่งเฉย... พยายามไม่แสดงอาการใดๆออกมา ทั้งทีในใจเต้นแรงเป็บ้า แทบกระโจนเข้าหานาง... กระดิกหางเหมือนหมา....ว่าข้าคิดถึงเ้า
"ไม่เพียงเท่านั้น.... หากขอพรได้หนึ่งข้อจากทวยเทพ ข้าอยากขอให้เขากลับมาปกป้อง อยู่ข้างกายข้าอีกครั้ง"
"เอ๋.... ว่าแต่เหตุใด ท่านนั่งตัวแข็งทื่อเช่นนั้นล่ะ... "
"อ๋ะ...เอ่อ... ข้าไม่ค่อยสบายน่ะ....แม่นางวางใจได้..."
อันเล่อยกมือขึ้นปาดน้ำตา
นางเริ่มฉุกคิดในใจ....
"เหตุใดชายผู้นี้เอาแต่สวมผ้าคลุมไว้ตลอด...หรือว่าเขาจะเป็สายลับจากแดนเหนือ...แล้วข้าดันหลงกลนั่งพูดคุยด้วยเสียตั้งนาน... เล่อเอ่อร์เอ๋ย เล่อเอ่อร์!!! โง่เง้าอีกแล้วนะเรา"
อันเล่อเสียมารยาท....เอื้อมมือหวังดึงผ้าคลุมหน้าของเขาออก...
ถึงนักอ่านที่รักทุกท่าน... หากท่านใดชื่นชอบบิดาบุญธรรมสุดที่รัก อยากอ่านต่อ ช่วยกันกดหัวใจ กดคอมเม้นต์เป็กำลังใจให้ไรท์ด้วยน้า ทุกหัวใจทุกๆคอมเม้นต์สำคัญมากจริงๆ ขอบคุณล่วงหน้าที่ซับพอตนักเขียนคนนี้น้า????❣️❤️