บทที่ 18 การจากลากันชั่วคราว
"แต่ถ้าบิดามารดาเป็ฝ่ายผิดั้แ่แรก แล้วท่านยังคงทำตามคำสั่งของพวกเขา นี่ไม่เพียงแต่จะทำร้ายตัวท่านเอง แต่ยังจะทำร้ายบิดามารดาของท่านด้วย พี่หลิน เหตุใดต้องแต่งงานกับคนที่ตัวเองไม่ได้รัก ทั้งยังเป็คนที่ไม่เคยพบหน้ากันมาก่อนเล่า" ขณะที่หลี่เก๋อเฟยพูดประโยคนี้ นางก็จับมือของหลินหวั่นเฉินไว้เบา ๆ ใบหน้าเต็มไปด้วยความกังวล ขมวดคิ้ว และเม้มปากแน่น ปล่อยให้หลินหวั่นเฉินพูด
"น้องหลี่ เช่นนั้นคงไม่ดี?" แม้ว่าหลินหวั่นเฉินจะพูดเพียงประโยคเดียว แต่ในประโยคนี้มีความหมายแฝงไปด้วยความสงสัยและความระมัดระวังมากมาย
หลี่เก๋อเฟยรู้ว่าคำพูดของหลินหวั่นเฉินมีนัยแฝงอยู่ นางจึงอยากฉวยโอกาสช่วยหลินหวั่นเฉินให้พ้นจากสถานการณ์นี้ไปให้ได้ ก่อนที่เวลาจะผ่านไปนานเกินไป และหลินหวั่นเฉินจะถูกน้องชายไร้ยางอายของนางทำร้ายอีก
"ไม่มีอะไรดีไม่ดีหรอก พี่หลิน ตราบใดสิ่งที่เราทำไม่ผิดต่อ์ ไม่ผิดต่อแผ่นดิน ก็เพียงพอแล้ว...เอ๊ะ"
"โอ๊ย"
ขณะที่กำลังพูดถึงตรงนี้ รถม้าก็หยุดลงกะทันหัน เพราะรถม้าสั่นะเือย่างรุนแรงครั้งหนึ่ง
สองคนที่กำลังคุยกันอยู่ในรถไม่ทันตั้งตัว จึงชนกันโดยไม่ได้ตั้งใจ และต่างก็ร้องออกมาพร้อมกัน
บทสนทนาจึงถูกขัดจังหวะไป
เมื่อหวังจั่งซื่อและซูจิ่งหยางที่อยู่นอกรถได้ยินเสียงจากในรถม้า ก็รู้ว่าไม่ดีแน่ เจอปัญหาแล้ว ทั้งสองคนต่างตื่นตระหนก รีบลงจากม้า แล้วเปิดม่านรถม้าขึ้น
ชายใหญ่ทั้งสองมีสีหน้ากังวลใจ และเอ่ยปากถามออกมาพร้อมกัน
"เกิดอะไรขึ้น?"
"อ๋อ ไม่มีอะไรหรอก แค่รถม้าหยุดกะทันหัน เลยชนกันนิดหน่อย โชคดีที่ไม่เป็อะไร"
คนที่พูดก่อนก็คือหลี่เก๋อเฟยอย่างแน่นอน เมื่อเห็นสามีของตัวเองเป็ห่วงนางขนาดนี้ หลี่เก๋อเฟยก็รู้สึกว่าการเดินทางครั้งนี้ไม่เสียเที่ยว ได้สามีที่หล่อเหลาขนาดนี้ และยังเป็ห่วงนางมากขนาดนี้อีกด้วย
หลี่เก๋อเฟยดีใจจนแทบจะะโโลดเต้นเลยทีเดียว
หลินหวั่นเฉินรู้สึกอึดอัดใจอยู่บ้าง เมื่อต่อหน้าผู้คนมากมาย หวังจั่งซื่อแสดงความห่วงใยออกมาเช่นนี้ ก็อดไม่ได้ที่จะทำให้บ่าวรับใช้หลายคนเกิดความสงสัย ว่าเขามีเื้ัอะไรกับนาง
แน่นอนว่าหวังจั่งซื่อเองก็รู้สึกว่าการกระทำใจร้อนเมื่อครู่ของตนนั้นไม่สมควร ตอนนี้เขารู้สึกเพียงว่าใบหน้ากำลังร้อนผ่าว ่นี้ก็ไม่ค่อยดีนัก ถึงกับห่วงใยหลินหวั่นเฉินต่อหน้าผู้คนหลายครั้ง
โชคดีที่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ความกังวลของเขาเป็เื่เกินจำเป็ บุรุษทั้งสองจึงคลายความกังวลลง
"ไม่เป็ไรก็ดีแล้ว มาสิ ลงมาเถอะ ถึงแล้ว" พูดพลาง ซูจิ่งหยางก็ยื่นมือออกมาเตรียมประคองหลี่เก๋อเฟย
หลี่เก๋อเฟยเห็นดังนั้นก็ดีใจที่ได้อยู่กับซูจิ่งหยาง
อีกคู่หนึ่งมองดูทั้งสองคนที่ไม่สนใจใครรอบข้าง โอ้อวดความรักของตนเอง ในใจก็รู้สึกหลากหลาย
คนหนึ่งรู้สึกเสียดายที่ตนเองเกิดมาไม่ดี ดันมาเกิดในครอบครัวที่ให้ความสำคัญกับบุรุษมากกว่าสตรีเช่นนี้
อีกคนรู้สึกเสียดายที่ตนเองโชคร้าย หากปีนั้นตั้งใจมากกว่านี้ สอบเป็ซิ่วไฉได้ ก็จะได้เข้าเมืองหลวงไปสอบในรอบต่อไป ไม่ต้องพูดถึงว่าจะได้เป็จอหงวนหรือไม่ อย่างน้อยก็ได้เป็ก่งเซิง*[1] ทนสองสามปีก็ยังมีตำแหน่งให้ทำ แล้วค่อยมาสู่ขอคุณหนูหลิน ทว่าการพูดนั้นช่างง่ายดายนัก
แต่หากไม่ใช่เพราะบิดาป่วยหนัก ทำให้พลาดการสอบที่เมืองหลวง เขาเองจะมาทำงานที่ตระกูลหลินได้อย่างไร เขาเองจะได้พบกับคุณหนูหลินที่เข้าใจผู้อื่น อ่อนโยน และใจดีเช่นนี้ได้อย่างไร
โอ้... ทั้งสองคนมีใจให้กันจริง ๆ ต่างก็ถอนหายใจในใจพร้อมกัน
หวังจั่งซื่อคิดจบก็ได้สติ คุณหนูยังไม่ได้ลงมาเลย เขาจึงยื่นมือออกไปประคองหลินหวั่นเฉิน
หลินหวั่นเฉินรู้สึกอึดอัด ก็ยังคงก้าวลงจากรถอย่างระมัดระวัง
ทุกคนต่างมีความคิดในใจ แต่ก็ยังต้องพูดจาไปตามมารยาท
"เช่นนั้นพวกเราก็ขอลาตรงนี้ หากโชคชะตาลิขิต คงได้พบกันใหม่"
พูดจบหวังจั่งซื่อก็คำนับพวกเขาทั้งสอง เตรียมจากไปตรงนี้
"อื้ม ผู้ดูแลหวัง ขอบคุณสำหรับน้ำใจ ่นี้ต้องรบกวนหลายอย่าง หากมีข้อขัดแย้งใดก็ขออภัยด้วย อย่าได้ถือสา วันหน้าหากมีโอกาส พวกเราคงได้พบกันอีก"
ซูจิ่งหยางรู้สึกว่าถึงเวลาต้องไปแล้ว ต้องรีบไปหาร้านขายยาในเมืองโดยเร็ว อาการป่วยของบิดานั้นรอไม่ได้แล้ว
หลี่เก๋อเฟยกำลังจะกล่าวคำอำลากับหลินหวั่นเฉิน แต่กลับเห็นหลินหวั่นเฉินยื่นมือออกมาส่งสัญญาณ...
"เอ่อ รอก่อน คุณชายซู"
หลินหวั่นเฉินเรียกสามีภรรยาที่กำลังจะจากไป
หลี่เก๋อเฟยใ ถึงตอนนี้แล้ว ยังจะมีเื่อะไรอีกกัน
"ข้าเห็นว่าพวกท่านก็มาถึงเมืองหลวงเป็ครั้งแรก พวกเราเป็พ่อค้า จึงคุ้นเคยกับร้านค้าในเมืองหลวงพอสมควร ถึงแม้จะเจอกันระหว่างทาง ข้าเห็นว่าพวกท่านสามีภรรยาก็ไม่ใช่คนไม่ดี อีกทั้ง หลี่เก๋อเฟยกับข้าก็ได้ทำพิธีเป็พี่น้องร่วมสาบานแล้ว"
"อย่างนี้แล้วกัน นี่คือร้านเล็ก ๆ ที่พวกเราพักประจำเวลามาเมืองหลวง หากวันนี้ท่านทั้งสองไม่ได้อะไรติดไม้ติดมือกลับไป ก็มาหาพวกเราที่นี่ได้ เวลานั้นหากมีอะไรไม่เข้าใจ ถ้าพวกเรารู้ก็จะบอกทุกอย่างไม่มีปิดบัง หากมีอะไรที่ช่วยได้ พวกเราก็จะช่วยเต็มที่ น้องหลี่ ไม่ว่าจะเจออุปสรรคอะไร หรือมีอะไรไม่เข้าใจ ก็มาหาข้าได้เลย"
ที่จริงแล้วหลินหวั่นเฉินเห็นว่าหลี่เก๋อเฟยให้คำแนะนำตนมากมายในตลอดทาง เห็นว่าหลี่เก๋อเฟยห่วงใยตนมาก อยากจะปฏิบัติต่อหลี่เก๋อเฟยเหมือนคนในครอบครัว จึงพูดประโยคนี้ออกมา
หลี่เก๋อเฟยรู้สึกผิดที่เพิ่งเข้าใจผิดกับหลินหวั่นเฉิน แล้วยังเห็นหลินหวั่นเฉินมีสีหน้าเป็ห่วงและใส่ใจตน
หลี่เก๋อเฟยจึงพูดอย่างเปิดเผยว่า
"แน่นอน หากข้ามีเื่ยากลำบากอะไร ต้องขอให้พี่หลินช่วยแน่ ๆ บุญคุณเหล่านี้ หลี่เก๋อเฟยจดจำไว้แล้ว วันหน้าหากตอบแทนได้ หลี่เก๋อเฟยจะตอบแทนเป็สิบเท่า"
พูดอย่างตื่นเต้น หลี่เก๋อเฟยยังคำนับ กำลังจะโค้งตัวลง
หลินหวั่นเฉินเห็นดังนั้น รีบยื่นมือทั้งสองข้างออกไปประคอง จับมือหลี่เก๋อเฟยไว้แน่น แล้วพูดว่า
"ลุกขึ้นเร็วเข้า น้องหลี่ เราทั้งสองต่างก็ถูกชะตากันระหว่างทาง แล้วยังได้ทำพิธีเป็พี่น้องร่วสาบานกัน ข้าในฐานะพี่สาว จะรับคำนับใหญ่โตขนาดนี้ได้อย่างไร การช่วยเหลือเ้าเป็หน้าที่ของพี่สาวอยู่แล้ว"
"ไม่ว่าอย่างไร หลี่เก๋อเฟยก็ต้องขอบคุณพี่สาว"
หลี่เก๋อเฟยได้ยินคำพูดของหลินหวั่นเฉิน ยิ่งรู้สึกว่านางเป็สาวน้อยที่ดีหาได้ยาก เหตุใดถึงต้องมาเกิดในตระกูลเช่นนี้
ไม่ได้ นางจะไม่ยอมให้หลินหวั่นเฉินแต่งงานกับบุตรชายคนโตของตระกูลลู่เด็ดขาด สาวงามผู้แสนดีเช่นนี้ไม่อาจถูกทำลายไปได้
หวังจั่งซื่อเห็นพี่น้องทั้งสองสนิทสนมกัน ในใจรู้สึกยินดี การได้คบหากันมาหลายวันนี้ ทำให้เขารู้สึกว่าสามีภรรยาคู่นี้ไม่ใช่คนเลว ยิ่งทำให้อิจฉาที่คนทั้งสองที่รักกันสามารถแสดงความในใจของตนเองได้อย่างเปิดเผย และในที่สุดหลินหวั่นเฉินก็ไม่ได้โดดเดี่ยวอีกต่อไป นอกจากตัวเขาเองแล้ว ยังมีคนที่ห่วงใยหลินหวั่นเฉินจากใจจริง
ในตอนนี้ สีหน้าของซูจิ่งหยาง แม้จะไม่ถึงกับลำบากใจ แต่ก็ดูร้อนรนอยู่บ้าง
หวังจั่งซื่อเห็นแล้วจึงนึกขึ้นได้ พี่น้องทั้งสองคุยกันอย่างมีความสุข จนลืมเื่สำคัญไปเสียสนิท ตอนนี้สามีภรรยาทั้งสองกำลังร้อนใจที่จะไปหายารักษาบิดาที่ป่วยหนักอยู่ที่บ้าน
ฝ่ายเขาเองก็ยังมีสินค้าที่ยังไม่ได้จัดการ ต้องรีบเรียกหลินหวั่นเฉินและหลี่เก๋อเฟยให้หยุดคุยกันโดยเร็ว ถึงแม้จะเป็เื่ดี แต่ก็เป็การรบกวนธุระของกันและกันอยู่ไม่น้อย
"คุณหนู ปล่อยให้พวกเขาไปก่อนเถิด พวกเขายังร้อนใจที่จะไปหายา การอยู่ที่ชานเมืองแบบนี้ไม่ใช่เื่ดีนัก อีกอย่างสินค้าของพวกเราก็ยังไม่ได้ขนส่ง หากช้าไปกลัวว่าผู้ซื้อจะโกรธเอา"
หวังจั่งซื่อแทรกขึ้นมา เรียกให้หยุด
สองพี่น้องที่ยังห่วงหาอาลัยอยู่นั้น จึงได้สติกลับคืนมา ต่างฝ่ายต่างยังมีธุระสำคัญที่ยังไม่ได้ทำเลย
[1] ก่งเซิง (贡生) เป็การสอบรับราชการรอบสุดท้าย ผู้สอบการผ่านรอบนี้จะได้รับการขึ้นบัญชีเพื่อรอการเรียกบรรจุเข้ารับราชการ ทุกคนจะได้รับโอกาสให้เข้าสอบรอบสุดท้ายในพระราชวัง