ตอนที่ 06 สายั้แ่ไปเรียนวันแรก
เช้าวันจันทร์
เวลา 8.00 น.
โรงเรียนใหม่ของฮารุเข้าเรียนเก้าโมงตรง
แต่เธอเพิ่งตื่น ถือว่ายังไม่สายสำหรับเธอ
ฮารุใช้เวลาอาบน้ำแต่งตัวไม่นาน เธอก็อยู่ในชุดยูนิฟอร์มของโรงเรียนเรียบร้อย
เธอเข้าเรียนที่โรงเรียนอินเตอร์ลั่วซินเฉิง
เป็โรงเรียนเอกชนที่อยู่แต่อันดับสองของเมืองมาตลอดกว่า 20 ปี ถูกโรงเรียนมัธยมปลายอันดับหนึ่งของเมืองลั่วกดหัวไว้จนมิด
เหตุนี้จึงได้ทำให้นักเรียนของสองโรงเรียนนี้เป็อริกันไปด้วย
ถ้านักเรียนโรงเรียนอินเตอร์ลั่วซินเฉิงเห็นนักเรียนโรงเรียนมัธยมปลายอันดับหนึ่งของเมืองลั่ว น้อยสุดก็ต้องเกิดการแขวะกันไปมา
มากสุดก็ตีกัน
หลังจากนั้นนักเรียนทั้งสองโรงเรียนก็ไปจบที่สถานีตำรวจ
ทุกครั้งที่ตำรวจเรียกคุณครูของโรงเรียนทั้งสองฝ่ายมาที่สถานีตำรวจ
คุณครูทั้งสองฝ่ายก็แขวะกันไปมา และโยนความผิดให้กันและกันไปมา พอตกลงกันไม่ได้ คุณครูทั้งสองก็จะลงมือกันแทบทุกครั้ง
ภาพเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นบ่อย จนทำให้เ้าหน้าที่ตำรวจสถานีที่อยู่ใกล้โรงเรียนทั้งสองชินชาไปเสียแล้ว
ชุดยูนิฟอร์มของโรงเรียนอินเตอร์ลั่วซินเฉิง เป็ชุดพละ เสื้อฮู้ดแขนยาวสีดำตรงอกมีสีขาวคาดเป็แถบแนวนอนคาดไปจนถึงแขนด้านซ้าย มีซิปสีดำด้านหน้า ตรงแขนทั้งสองข้างของเสื้อมีตราสัญลักษณ์ของโรงเรียนติดอยู่ ตราสัญลักษณ์ทางด้านซ้ายเป็สีดำ ทางด้านขวาเป็สีขาว
ส่วนกางเกงเป็กางเกงขายาวสีดำ มีแถบสีขาวแนวนอนเฉียง ๆ คาดไว้สามแถบทางด้านหน้าตรงหัวเข่าของกางเกงข้างซ้าย
ฮารุมองตัวเองที่อยู่ในชุดพละของโรงเรียนในกระจกนั้น ทำหน้าครุ่นคิด มือก็ถือหวีหวีผมไปพลาง ๆ หวีผมเสร็จ เธอหยิบหนังยางขึ้นมามัดผมเป็ทรงหางม้า ปลายผมของเธอค่อนข้างหยักศกเป็คลื่นลอน ๆเหมือนใช้ที่หนีบลอนผมทำขึ้นมา ลูกผมของเธอก็ดกหนา ตกมาปรกหน้าผากให้ความรู้สึกยุ่งเหยิง แต่ทั้งหมดธรรมชาติไม่ได้ปรุงแต่งเสริมอะไรทั้งสิ้น
ยูนิฟอร์มของโรงเรียนนี้มองไปมองมาก็ดูดีอยู่เหมือนกัน
ชุดจะดูดีขนาดไหน แต่ถ้าไม่แขวนไม่ดี ใส่ชุดไหนก็บ้ง…
แน่นอนว่าไม้แขวนนั่นไม่ใช่เธออยู่แล้ว
เธอสวยขนาดนี้ ใส่ชุดไหนก็สวยน่ารักขนาดนี้
ถึงแม้จะใส่ผ้าขี้ริ้วฮารุก็ยังคงความสง่ามของตนเอาไว้ได้ ฮี่ ๆ
สรุปก็คือ มันอยู่ที่ไม้แขวนต่างหาก
ฮารุผู้หลงตัวเอง ส่องกระจกหมุนซ้ายหมุนขวาสำรวจชุดเรียบร้อย เธอก็ทำการหมุนกายเดินเข้าไปในห้องรองเท้า+กระเป๋า ที่ติดอยู่กับห้องเสื้อผ้าของตัวเอง
พอเข้าในห้องรองเท้า+กระเป๋า ฮารุก็เดินไปโซนรองเท้าผ้าใบที่วางเรียงรายเป็ร้อยคู่ในตู้กระจกใส เธอวาดสายตามองรอบ ๆ เธอก็เปิดตู้กระจกตรงหน้าไปหยิบรองเท้าผ้าใบสีดำหุ้มข้อสูงแบรนด์ balenciaga (บาล็องเซียก้า) มาสวมใส่
หลังจากเลือกรองเท้าแล้ว ฮารุก็เดินไปที่ตู้กระจกใสข้าง ๆ กันที่มีกระเป๋าสะพายหลังเรียงรายแน่นตู้
จากนั้นก็ทำการเลื่อนประตูกระจกเอื้อมมือเขย่งเท้าไปหยิบกระเป๋าสะพายหลังสีดำแบรนด์เดียวกันกับรองเท้าออกมาถือไว้
พอเลือกรองเท้ากับกระเป๋าเรียบร้อยหมดแล้ว ฮารุก็หันกายเดินออกจากห้องไปที่เตียงนอนหยิบสัมภาระที่วางไว้บนเตียงขึ้นมาใส่กระเป๋า
หลังจากนั้นก็หมุนตัวเดินออกจากห้องไปขึ้นลิฟต์ลงชั้นจอดรถใต้ดินของคฤหาสน์
ทุกคนรู้ว่าเธอตื่นสาย และไม่ชอบอ่อยอิ่งทานอาหารเช้าที่โต๊ะอาหาร
ฮารุชอบทานในรถเพราะมันสะดวกสำหรับเธอ แม่บ้านรับรู้ข้อนี้ของเธอดี จึงได้จัดเตรียมอาหารเช้าทำเป็กล่องไว้วางในรถให้เธอเรียบร้อย
โรงจอดรถชั้นใต้ดิน
ติ๊ง!
ประตูลิฟต์เปิดออก เธอก็เจอกับตาเฒ่าน่าหลานเฉิงเดินไปเดินมาเหมือนหนูติดจั่น
ฮารุขมวดคิ้วมุ่น แล้วย่างกายตรงไปที่รถหรูยี่ห้อเมอร์เซเดส-ไมบัคที่เตรียมไว้สำหรับเธอทันที
ไม่อยากจะเสวนากับตาเฒ่าเ้าเล่ห์คนนี้
พอน่าหลานเฉิงเห็นบรรพบุรุษน้อยเดินตรงไปที่รถ ไม่สนใจตัวเอง เขาก็ทำหน้าไม่ถูกเดินตามหลังบรรพบุรุษน้อยไป แล้วเอ่ยพูดขึ้นพลางบ่นเสียงอ่อย ๆ “คุณหนู คุณหนูดีของผม เหลือเวลาอีกไม่ถึงครึ่งชั่วโมง จะเข้าเรียนแล้วนะครับ ทำเวลาหน่อย อย่าให้สายั้แ่วันแรกซี เดี๋ยวจะฤกษ์ไม่ดีเอา”
ฮารุไม่ได้ฟังที่น่าหลานเฉิงบ่นกระปอดกระแปด เธอเปิดประตูหลังรถเข้าไปนั่งที่ของตัวเองเรียบร้อย จากนั้นก็กดเปิดกระจกรถเอ่ยตอกกลับอีกฝ่าย “ถ้ายังบ่นอยู่อย่างนั้น ฉันก็ได้ไปโรงเรียนสายจริง ๆ แล้ว! รีบๆ ขึ้นมาขับรถเร็ว ๆ”
“ครับ ๆ” น่าหลานเฉิงกระวีกระวาดเปิดประตูด้านหน้านั่งลงประจำตำแหน่งคนขับรถทันที
วันนี้ทุกคนในบ้านไปทำงานแต่เช้ากันหมด เหลือแต่เขาคนเดียวที่ว่าง
ไม่ใช่
จะบอกแบบนั้นไม่ได้…
ต้องบอกว่าเหลือแค่เขาเพียงผู้เดียวที่สายกว่าใคร
จำต้องกลายมาเป็คนขับรถจำเป็ไปส่งบรรพบุรุษน้อยไปเรียน
และบรรพบุรุษน้อย ก็ไม่เคยทำให้ใครต้องผิดหวัง
สายั้แ่วันแรกที่ไป…
น่าหลานเฉิงได้แต่ทำหน้าหัวเราะก็ไม่ได้ ร้องไห้ก็ไม่ออก
เขาสตาร์ทรถขับออกไปทันที
ฮารุก็ไม่ได้ให้ความสนใจกับน่าหลานเฉิงที่สีหน้าตอนนี้เหมือนเธอบังคับให้กลืนลูกปืนลงไปในท้องเลยสักนิด
ฮารุเปิดกล่องอาหารเช้าที่ป้าแม่บ้านเตรียมไว้ให้เธอ อาหารที่เธอทานตอนเช้าจำเป็ต้องครบห้าหมู่และหน้าตาอาหารต้องสวยรสชาติก็ต้องอร่อย ผลไม้ก็ต้องแกะสลักเป็รูปแมวเหมียวกับกระรอกน้อยที่เธอชอบอีกด้วย
เธอทานอาหารเช้าของตัวเองไป รถก็ค่อย ๆ เคลื่อนออกไปอย่างนิ่มนวล
1 ชั่วโมงต่อมา
ณ โรงเรียนอินเตอร์ลั่วซินเฉิง
เวลา 9:40 นาที
รถก็ถึงจุดหมายปลายทาง นั่นก็คือที่หน้าโรงเรียนอินเตอร์ลั่วซินเฉิง
มาถึงโรงเรียนวันแรกสายจริง ๆ ด้วย
เพราะในโรงเรียนได้เข้าเรียนไปแล้วกว่าเกือบชั่วโมง
ส่วนเธอก็เพิ่งมาถึงหน้าโรงเรียน
ตอนนี้หน้าโรงเรียนอินเตอร์ลั่วซินเฉิง เงียบสงัดไม่มีนักเรียนพลุกพล่านอย่างตอนเช้านี้แล้ว
ฮารุหยิบกระเป๋าสะพายมาสะพายข้างนึงที่ไหล่จากนั้นเปิดประตูก้าวเท้าลงรถไปด้วยท่าทสงสบาย ๆ
ถ้าจะเข้าโรงเรียนก็คงต้องไปผ่านรปภ.แหละมั้ง ฮารุคิดพลางยักไหล่เล็กน้อย มือก็ล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกงข้างนึง จากนั้นก็เดินตรงไปที่ป้อมยามของโรงเรียน
“โทษนะคะ ตึกมอปลายปี 1 ไปทางไหน” เธอเดินไปถึงป้อมยอมก็เอ่ยถามทันที
เ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของโรงเรียนเห็นว่าเธอใส่ชุดยูนิฟอร์มของโรงเรียนก็ไม่กล้าละเลย เขาเอ่ยปากตำหนิฮารุทันที “มาสายแบบนี้ต้องจดบันทึกลงในรายงานนี้นะ รู้หรือเปล่านักเรียน”
ฮารุได้ยินอีกฝ่ายตำหนิก็เลิกคิ้วยิ้มมุมปากน้อย ๆ ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงเอื่อย ๆ
“พอดีมาใหม่เลยไม่รู้ว่าทางที่จะมามันรถติด เลยไม่ได้เผื่อเวลา ตกลงคุณลุงจะบอกได้หรือยังคะว่าตึกมอปลายปีที่ 1 ไปทางไหน”
“อ๋อ ๆ มาใหม่เหรอ ลุงไม่รู้ แบบนั้นก็ไม่เป็ไร หนูต้องไปห้องวิชาการรายงานตัวก่อน จากนั้นก็ให้คุณครูพาหนูไปส่งที่ห้องเรียนนะ เห็นตึกชั้นเดียวที่แยกออกมามั้ย นั่นน่ะเป็ตึกวิชาการโดยเฉพาะ พึ่งสร้างเสร็จเมื่อปีที่แล้วนี้เอง เดินขึ้นบันไดไป เห็นประตูใหญ่ห้องแรกนั่นไหม นั่นน่ะเป็ห้องวิชาการ เข้าใจมั้ย ถ้าไม่เดี๋ยวลุงพาไปส่ง” ลุงรปภ.พูดอธิบายเป็ขั้นตอนให้เธอ แต่น้ำเสียงตอนที่พูดถึงตึกใหม่ติดจะโอ้อวดเล็กน้อยแต่ก็แฝงไปด้วยความภาคภูมิใจ จากนั้นชี้ไม้ชี้มือไปที่ตึกหลังที่ลุงรปภ.บอก ตบท้ายด้วยการมีน้ำใจจะพาเธอไปส่งอีกด้วย
ไม่รู้ว่าตึกนั้นเป็ใครกันสร้างให้ทางโรงเรียน
ลุงยามถึงได้พูดด้วยน้ำเสียงโอ้อวดกับเธอแบบนี้
“โอ๊ะโอ ขอบคุณค่ะ ไม่ต้องไปส่งหรอกนะคะ ลุงอธิบายได้ชัดเจนขนาดนี้ หนูไปไม่ถูกก็แย่แล้ว” เธอพูดรวดเดียว ตบท้ายด้วยการยกยออีกฝ่าย จากนั้นก็เดินเอ้อระเหยไปทิศทางที่ตึกวิชาการตั้งอยู่