ตอนที่ 17 เจ้าแน่มาก (1)
ที่ผ่านมาอันหยวนเฟิงถือตัวเหนือกว่าเพราะเป็นซิ่วไฉ ไม่เคยเห็นใครอยู่ในสายตา กับพี่น้องหลายคนในรถม้ายิ่งไม่เคยพูดดีด้วย
“พวกเจ้าเดี๋ยวนี้เอาใหญ่แล้วนะ ยังกล้าซื้อของพวกนี้ด้วยหรือ เอาเงินมาจากไหน ขโมยมาใช่หรือไม่”
“กลับไปข้าจะบอกท่านปู่ท่านย่า สั่งสอนพวกเจ้าให้ดี ตัวแค่นี้ก็หัดขโมยของแล้ว โตไปจะเป็นอย่างไร ตระกูลอันต้องขายหน้าผู้คนเพราะพวกเจ้าแล้ว”
อันเสี่ยวเย่ว์ตวัดตาค้อน เดิมทีนางยังเข้าใจว่าพี่ใหญ่ซิ่วไฉที่ฉลาดปานเทพตามที่เด็กๆ พูดถึงจะเป็นผู้เป็นคนกับเขาบ้าง! แต่พอเห็นเขาแอบไปเที่ยวหอนางโลมก็รู้ว่าเขาไม่ใช่คนดีอะไรนัก ไหนจะการวางตัวกร่างกับคำพูดให้ร้ายหน้าด้านๆ ตอนนี้ อันเสี่ยวเย่ว์ก็ดูแคลนเขายิ่งกว่าเดิม หากเป็นซิ่วไฉที่ศึกษาร่ำเรียนตำรามากมายจริง ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะเป็นเช่นนี้
เจ้าของที่ดินเกาทนดูไม่ได้ เอ่ยปากปกป้อง ช่วยไกล่เกลี่ยว่า “นี่เป็นของที่ข้าซื้อให้เพราะพวกเขาช่วยข้า หยวนเฟิงซิ่วไฉ อย่างไรพวกเขาก็เป็นน้องของเจ้า อย่าถือสาหาความกับเด็กเลย”
“ท่านลุงเกา ท่านคงไม่เห็นว่าซิ่วไฉเพียงคนเดียวของหมู่บ้านอย่างข้าจะหลอกง่ายเหมือนเด็กสามขวบใช่หรือไม่” อันหยวนเฟิงปรายหางตามองเจ้าของที่ดินเกาแวบหนึ่ง แม้จะขอติดรถผู้อื่นอยู่ แต่ก็ไม่ได้เกรงใจเลยสักนิด
อันเสี่ยวเย่ว์กระตุกยิ้มเย็นที่มุมปาก “พี่หยวนเฟิง หากข้าเดาไม่ผิด ท่านคิดจะกลับบ้านไปขอเงินท่านปู่ท่านย่ากระมัง! ค่าใช้จ่ายที่หอฮวาหม่านคงจะแพงไม่น้อย เงินเพียงหยิบมือที่ท่านได้จากการเป็นอาจารย์สอนหนังสือ คงไม่พอให้ไปดื่มสุราหาความสำราญสองสามครั้งหรอกกระมัง”
“เจ้า...เจ้า...” อันหยวนเฟิงกำหมัด “อันเสี่ยวเย่ว์ เจ้าหุบปาก! เจ้าทึ่มป่าเถื่อน เจ้าจะเข้าใจอะไร ถ้ายังกล้าพูดจาเหลวไหลอีก ข้าจะฉีกปากเจ้า”
“พี่หญิงรองข้าไม่ใช่เจ้าทึ่มป่าเถื่อน! ตอนนี้พี่หญิงรองข้าเป็นคนฉลาดที่สุดแล้ว” อันหยวนเซิงรีบสวนขึ้นมาทันควัน
อันเสี่ยวเย่ว์ลูบผมทรงลานบินของอันหยวนเซิงอย่างเอ็นดู นางรู้สึกดีมากที่มีน้องชายตัวน้อยเช่นนี้
อันเสี่ยวเย่ว์กล่าวกับอันหยวนเฟิงอีกว่า “พี่หยวนเฟิง ท่านเป็นซิ่วไฉเพียงหนึ่งเดียวของหมู่บ้าน เหตุใดจึงโง่จนเห็นพวกเราเป็นเพียงเด็กสามขวบเล่า ท่านไปหอฮวาหม่าน พวกเราเห็นมากับตาตัวเอง หากพวกเราเอาเรื่องที่ท่านเที่ยวหอนางโลมไปบอกท่านปู่ท่านย่า แม้ท่านปู่ท่านย่าจะรักใคร่ตามใจท่าน เกรงว่ากลับไปคราวนี้ท่านไม่เพียงขอเงินไม่ได้ ยังจะถูกท่านปู่ท่านย่าสั่งสอนอีก หากพวกเราป่าวประกาศให้ผู้คนรู้กันทั่ว เกรงว่าท่านจะถูกคนถ่มน้ำลายท่วมตายด้วยซ้ำ”
“เจ้า...” อันหยวนเฟิงชี้หน้าอันเสี่ยวเย่ว์ หน้าผากมีเส้นเอ็นเขียวปูดโปน ตลอดร่างสั่นระริก กลับไม่รู้ว่าควรพูดอย่างไรดี
เนิ่นนานให้หลัง อันหยวนเฟิงจึงกล่าวว่า “หึ ท่านปู่ท่านย่าไม่เชื่อคำพูดเหลวไหลของพวกเจ้าหรอก ขอเพียงข้าบอกว่าไม่ได้ทำ พวกเขาก็จะเชื่อข้า พวกเจ้ามีหลักฐานหรือ หากไม่มี ข้าว่าทางที่ดีพวกเจ้าควรหุบปากไปเสีย ไม่อย่างนั้น หากพวกเจ้าใส่ร้ายข้าโดยไร้หลักฐาน ต้องถูกฟาดอย่างหนักแน่”
“หอฮวาหม่านน่าจะพอมีชื่อเสียงในอำเภออยู่บ้างกระมัง วันนี้ตอนเห็นพี่หยวนเฟิงเดินเข้าไปอย่างคุ้นเคยลู่ทาง คงไม่ได้ไปครั้งแรก ขอเพียงไหว้วานท่านลุงเกาหาคนสอบถามสักหน่อย เรื่องนี้ก็กระจ่างโดยง่ายแล้ว ข้าคิดว่าท่านลุงเกาคงยินดีช่วยแน่” อันเสี่ยวเย่ว์พูดอย่างสบายๆ น้ำเสียงนางไม่หวาดหวั่น สีหน้าเรียบเฉย นางรู้สึกว่าอันหยวนเฟิงผู้นี้ไม่มีอะไรน่ากลัวเลยสักนิด
เจ้าของที่ดินเกาไม่รีรอ รับคำตามน้ำทันที “ได้ ได้! แค่เรื่องสอบถามไม่ยากหรอก ข้ารู้จักลูกค้ารายใหญ่ที่รับซื้อข้าวผู้หนึ่ง เขามีหุ้นส่วนในหอฮวาหม่านด้วย!”
“ท่านลุงเกา เรื่องนี้เกี่ยวกับท่านด้วยหรือ เหตุใดต้องคิดมีเรื่องกับข้าด้วย ไม่กลัวว่าสักวันหากข้าสอบติดขุนนางขึ้นมาแล้วจดจำเรื่องที่ท่านทำไว้ได้หรือ” อันหยวนเฟิงน้ำเสียงดุร้าย เขาข่มขู่เจ้าของที่ดินเกา ขอเพียงเจ้าของที่ดินเกาไม่เข้าร่วมด้วย เขาก็สามารถจัดการกับน้องชายและน้องสาวได้แล้ว
“พี่หยวนเฟิง ต่อให้ท่านลุงเกาไม่ไปสืบ ข้าก็ยังสามารถเปิดเผยเรื่องนี้กับบ้านคหบดีซูที่คิดจะแต่งกับท่าน ข้าคิดว่าพวกเขาน่าจะสนใจพฤติกรรมที่ต่างไปของท่านยิ่งนัก ไม่แน่ว่าพอข้าบอกเรื่องสำคัญเช่นนี้กับพวกเขา ข้าอาจได้รับเงินตกรางวัลด้วยนะ!” อันเสี่ยวเย่ว์ขึงตามองอันหยวนเฟิง นางไม่เชื่อว่าอันหยวนเฟิงจะไม่กลัว
“เจ้าคิดจะทำอะไร” อันหยวนเฟิงเห็นว่าหมดทางแล้ว เดิมทีก็ไม่มีเงินสินสอด หากยังเกิดเรื่องวุ่นวายพวกนี้ขึ้นอีก เกรงว่าเรื่องสู่ขอบุตรสาวคหบดีซูคงล้มเหลวเป็นแน่