ตอนที่ 8 อุปสรรคต่อเนื่อง แป้งสาลีราคาพุ่งพรวด
สะใภ้ทั้งสองกลับไปยืนอยู่ที่เดิมอย่างอับอาย มือก็บิดเสื้อผ้าไปมาไม่หยุด หลิงซานฉิงพ่นลมหายใจออกมาอย่างเ็า “ถ้ารู้ว่าเป็แบบนี้ คงไม่ทำมันั้แ่แรก”
ฉาจื่ออันขมวดคิ้วเข้าหากัน “ซานฉิง เ้าไม่ให้คนเป็แม่กินก็ไม่เป็ไร แต่ทำไมเ้าต้องทำให้เด็กเสียใจด้วย?”
หลิงซานฉิงนั่งลง และชี้ไปที่ผ้าพันรอบศีรษะของนาง “เมื่อสองวันก่อน เ้าออกไปดื่มเหล้า เจี่ยนเจี่ยนไปขอแป้งทอดจากแม่เ้า แต่แม่ของเ้ากลับทุบตีเขาจนเกือบตาย พี่สะใภ้ใหญ่กับพี่สะใภ้รองของเ้าพาลูกไปนั่งดูอยู่ข้าง ๆ อย่างสนุกสนาน ข้าขอความเมตตาจากแม่เ้า แต่แม่เ้ากลับผลักข้าล้มลงบนพื้นและเกือบจะตายไปแล้ว แต่เ้ากลับมาโทษข้า?!”
ยิ่งนางพูดมากเท่าไหร่ นางก็ยิ่งโกรธมากขึ้นเท่านั้น หลิงซานฉิงทุบมือลงบนโต๊ะ ทำให้เด็กทั้งสองใผงะถอยหลังไปหนึ่งก้าว
พี่สะใภ้ใหญ่และพี่สะใภ้รองลากเด็กทั้งสองออกไปด้านนอกอย่างเศร้าหมอง แต่ทว่าเด็กทั้งสองกลับยืนนิ่งอยู่ที่เดิมราวกับถูกตอกตะปู
หลิงซานฉิงคีบเนื้อไปวางในถ้วยของฉาจื่ออันกับเจี่ยนเจี่ยน จากนั้นก็ยื่นเนื้อที่เหลืออยู่ในชามให้เจี่ยนเจี่ยน “กินมากก็เบื่อ เจี่ยนเจี่ยน เ้าเอาไปให้เอ้อร์หยาที่บ้านข้าง ๆ นะ”
เมื่อเอ้อร์หยาเด็กข้างบ้านวัยหกขวบไปทำงานในทุ่งนากับพ่อแม่ของนาง นางมักจะเก็บผลไม้กลับมาให้เจี่ยนเจี่ยนเพื่อเป็อาหารว่าง
เด็กหญิงน่ารักผู้นั้นดีกับเจี่ยนเจี่ยน ดีกว่าสองพี่น้องแท้ ๆ ที่รู้เพียงวิธีรังแกคนอื่นตั้งหลายเท่า และเด็กหญิงคนนั้นกับเจี่ยนเจี่ยนก็เป็เหมือนพี่น้องกัน
เมื่อเจี่ยนเจี่ยนได้ยินว่าให้เอาไปให้เอ้อร์หยา เขาก็ตอบ อาอา ออกมาสองสามครั้ง และวิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว
หู่จื่อกับหมางจื่อเหลือบมองหน้ากัน พลางร้องไห้โฮออกมา
“น้องสะใภ้ เ้ายังมีมโนธรรมอยู่หรือไม่? ให้คนนอกแต่ไม่ให้หลานชายของตัวเอง” พี่สะใภ้ใหญ่เช็ดน้ำตาให้หมางจื่อ และเริ่มโมโหใส่หลิงซานฉิง
หลิงซานฉิงกระแทกชามข้าวของนางลงบนโต๊ะ “ใช่ ข้าไม่มีมโนธรรม มโนธรรมของข้ามีไว้ให้คนเห็น ไม่ใช่มีไว้ให้หมูหมาเห็น แล้วเ้าจะทำอย่างไรกับข้า?”
พี่สะใภ้ใหญ่เปิดปากกำลังจะด่า แต่พี่สะใภ้รองกระซิบข้างหูนางไม่กี่คำก็จ้องเขม็งไปที่หลิงซานฉิงอีกครั้ง และก็หัวเราะเยาะออกมา “ใจชั่วร้ายเช่นนี้ ก็สมควรแล้วที่จะมีลูกเป็ใบ้! และเมื่อจื่ออันไม่อยู่เมื่อไหร่ ก็อย่ามาพาดพิงถึงเราสองคน และก็อย่าได้คิดว่าเราจะช่วยเ้า!”
ก่อนเกิดเื่ ฉาจื่ออันจดจ่ออยู่กับการอ่านตำราเท่านั้น ไม่ดูแลเื่ของครอบครัวให้ดีเลย
หลังจากที่เกิดเื่ขึ้นมา เขาก็เหมือนถูกห่อหุ้มด้วยความรู้สึกอบอุ่น และเข้าใจโลกมากขึ้น
เมื่อได้ยินคำพูดของพี่สะใภ้ใหญ่กับพี่สะใภ้รอง เขาก็รู้สึกผิดหวังอย่างมาก และเอ่ยออกมาอย่างเสียอารมณ์ “ทำไม พี่สะใภ้ใหญ่กับพี่สะใภ้รองอยากให้ข้าติดคุกรึ?” สะใภ้ใหญ่กับสะใภ้รองหาเื่ให้ตัวเองลำบาก และทั้งสองก็ลากลูกของตัวเองกลับไปที่ห้องพลางด่าพึมพำไปด้วย
หลังจากหลิงซานฉิงทานข้าวเสร็จก็วุ่นอยู่ในห้องครัว นางต้มน้ำนวดแป้งและลงมือทำเองทั้งหมด ฉาจื่ออันได้รับคำสั่งให้วาดภาพต่อไปเรื่อย ๆ ทั้งสองต่างทำงานของตัวเอง เมื่อถึงเวลาพักก็ได้แต่ยิ้มให้กัน และเวลาก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ครั้นฉาจื่ออันพักผ่อนหลังจากวาดภาพเสร็จ หลิงซานฉิงนำภาพวาดของเขาขึ้นมาพิจารณาอย่างจริงจัง นอกจากจะประหลาดใจแล้ว นางยังชื่นชมอีกว่า “เ้าคนซื่อบื้อนี่มีพร์ในการวาดภาพเกือบจะไล่ตามทันอาจารย์อย่างข้าแล้ว” หลังจากเลือกอันที่ถูกใจแล้ว หลิงซานฉิงก็เอ่ยกับฉาจื่ออัน “เ้าคนซื่อบื้อ ข้าพูดอะไรไปเ้าก็เขียนไปตามนั้น และเขียนตรงตำแหน่งนี้!”
ฉาจื่ออันหยิบพู่กันขึ้นมาแล้วจุ่มลงบนน้ำหมึกที่อยู่บนจานฝนหมึก “เหตุใดต้องเขียนตัวอักษรไว้บนภาพวาดด้วย?” ฉาจื่ออันง่วงนอนจนสายตาพร่าเลือน และเริ่มบ่นพึมพำขึ้นมา แต่หลิงซานฉิงไม่สนใจ นางกระแอมออกมาและหลับตาลง นางได้เรียนรู้การอ่านท่วงทำนองบทกลอนจากชาติที่แล้ว จากนั้นก็ส่ายหัวและท่องบทกวีออกมา
“ต้นหลิวห้อยลงสู่ธรณี เกสรมาลีร่ายรำกลางเวหา
อย่าพะวงทางข้างหน้าไร้คนรู้จัก ใต้หล้าไหนเลยจะรู้จักเ้า!”
เพื่อให้สอดคล้องกับท่วงทำนองในบทประพันธ์ นางจึงผสมผสานบทกลอนของสองนักประพันธ์ในชาติก่อนขึ้นมาเป็บทกวีนี้
หลังจากอ่านประโยคสุดท้ายจบ หลิงซานฉิงก็เบิกตากว้าง และภูมิใจในฝีมือการเลียนแบบของตนเองมาก “เป็อย่างไร บทกวีของข้าเป็อย่างไร?”
นางมองฉาจื่ออันที่ไม่ขยับเขยื้อนใด ๆ พลางตบโต๊ะ “เหตุใดเ้าไม่เขียนสักประโยคเลยล่ะ! เ้าคิดว่าบทกวีของข้าไม่ดีรึ?”
ฉาจื่ออันส่ายหน้าทันที และพึมพำประโยคสุดท้ายของบทกวีซ้ำแล้วซ้ำเล่า “ความอาดูรไร้หนทางล่วงรู้ ใต้หล้าไหนเลยไม่รู้จักเ้า! ยอดเยี่ยม! ลูกผู้ชายคนนั้นควรเป็เช่นนั้น! เยี่ยมมาก! เยี่ยมมาก ๆ!”
หลังจากที่กล่าวจบ เขาก็เขียนลงไปอย่างรวดเร็ว ตัวอักษรงดงามดั่งหงส์ร่อนัร่ายรำปรากฏอยู่บนกระดาษ และแฝงไปด้วยความกล้าหาญของบุรุษ ประหนึ่ง้าทะลวงออกมาจากกระดาษ
หลิงซานฉิงเก็บภาพวาดไว้อย่างสุขใจ ในขณะที่ฉาจื่ออันยังหมกมุ่นอยู่กับบทกวี
สายตาของเขาที่มองหลิงซานฉิงเปลี่ยนไป เขาวางภาพวาดในมือลงและจับมือหลิงซานฉิงเอาไว้ “น่าเสียดายที่เ้าเป็ผู้หญิง ไม่สามารถสอบและได้รับชื่อเสียงได้ บทกวีเช่นนี้ข้าแต่งออกมาไม่ได้แน่นอน!!”
วันที่สอง เมื่อท้องฟ้าเพิ่งเริ่มสว่าง หลิงซานฉิงกับฉาจื่ออันก็ไปที่ตลาด
ก่อนที่จะไปถึงแผงขายก็พบว่ามีคนรออยู่ที่นั่นเยอะมาก มีทั้งลูกค้าเก่าจากเมื่อวานและลูกค้าใหม่
ทันทีที่พวกเขาเดินเข้าไป ฝูงชนก็เกิดความโกลาหลขึ้น และพากันมารุมล้อมพวกเขาไว้ “เฮ้ ในที่สุด หมั่นโถวซิ่วไฉก็มาถึงแล้ว!”
หนึ่งในนั้นชูเงินขึ้นมาแล้วพูดว่า “เอาให้ข้าโหลหนึ่ง พวกเด็ก ๆ ที่บ้านข้าชอบลายจิ้งจอกนั่น!”
ทุกคนต่างแย่งกันยัดเงินไปไว้ในอ้อมแขนของหลิงซานฉิง
“เอามาให้ข้าหนึ่งเข่ง!” “เอาให้ข้าหนึ่งเข่งด้วย!”
เมื่อเห็นเช่นนี้ คิ้วและตาของหลิงซานฉิงก็โค้งเป็เส้นด้วยรอยยิ้ม ไม่ว่ายุคอดีตหรือยุคปัจจุบัน เงินก็มีอำนาจมากที่สุด!
เวลานี้มีคนสองสามคนเดินไปที่ร้านขายหมั่นโถวที่อยู่ไกลออกไป
มือขวาหนีบไม้ตะบองไว้ และมือซ้ายถือเกี๊ยวนึ่งที่มาจากที่ไหนสักแห่ง แล้วโยนทั้งหมดเข้าปาก เคี้ยวแล้วกลืนมันลงไป รอยมีดบนใบหน้าเปลี่ยนแปลงไปตามการเคลื่อนไหวของปาก และเอ่ยออกมาด้วยสีหน้าหื่นกาม “สาวน้อยที่ไหนไม่รู้จักกฎ มาตั้งแผงขายโดยไม่ได้รับการเห็นชอบจากเ้าใหญ่นายโตเช่นข้า แค่ขายหมั่นโถวจะได้เงินสักกี่ตำลึงกัน? แต่หากตามเ้าใหญ่นายโตเช่นข้าไป ข้ารับรองเลยว่าเ้าจะหมดกังวลเื่เสื้อผ้าอาหารแน่นอน!”
เมื่อหลิงซานฉิงเห็นว่าผู้มาเยือนไม่เป็มิตร นางจึงหยิบหมั่นโถวจากในตะกร้า แล้วโยนลงบนใบหน้าที่มีรอยมีด
นางใช้นิ้วชี้แคะฟัน ส่วนไอ้รอยมีดก็ชำเลืองมองหลิงซานฉิงและหัวเราะออกมา “ช่างหน้าไม่อายจริง ๆ ในเมื่อไม่สนใจข้า เฉินเตาปาผู้นี้ เช่นนั้นเ้าก็อย่าได้คิดที่จะทำการค้าของเ้าเลย พังมันให้หมด!”
เฉินเตาปาไม่พอใจ ยกกระบองขึ้นและพุ่งเข้าหาหลิงซานฉิง
ฉาจื่ออันที่เก็บเงินอยู่ด้านข้างเห็นสิ่งนี้เข้าก็โยนเงินหนึ่งก้วนในมือลงตะกร้าทันที และก้าวไปยืนอยู่ด้านหน้าหลิงซานฉิง
เขามีบรรยากาศที่แตกต่างจากคนทั่วไป นอกจากจะถูกหลิงซานฉิงข่มขู่จากการสอนวาดภาพแล้ว ต่อหน้าคนนอกเขาย่อมมีท่าทางเหมือนขุนนางชั้นสูง
คนยุคโบราณมีจิติญญาแห่งบทกวีและวรรณกรรม ยิ่งไปกว่านั้นเขายังเป็ซิ่วไฉอีกด้วย
หลิงซานฉิงยืนอยู่ข้าง ๆ ฉาจื่ออัน มือขวาของนางจับมือเขาเอาไว้ ฝ่ามือแห้งกร้านของเขาส่งความกล้าหาญให้นางไม่หยุด ก่อนจะเชิดหน้าขึ้น “เ้าแกะดำแห่งอำเภอหรงอิน ใช้อำนาจบาตรใหญ่หาเงินจากสามัญชน! วันนี้ข้า ฉาจื่ออัน ยืนอยู่ตรงนี้แล้ว หากเ้ากล้าแตะต้องนางก็ลองดู?”
มีเสียงกระซิบกระซาบจากฝูงชนที่ล้อมรอบ และทุกคนก็กระซิบว่า “อย่างไรเขาก็เป็ซิ่วไฉ เป็คนที่ไม่คุกเข่าแม้เจอกับนายอำเภอ แล้วคนพาลในท้องที่เหล่านี้กล้ามาหาเื่เขาได้อย่างไร?”
คนที่เหลือต่างพากันคล้อยตาม “ไม่ใช่อย่างนั้นหรอก เมื่อถึงตอนนั้นหากถูกส่งเข้าไปก็ต้องถูกตีด้วยแส้หลายสิบครั้ง”
เมื่อได้ยินทุกคนพูดเช่นนี้ สีหน้าของเฉินเตาปาก็ยังคงอึมครึมเช่นเดิม คนที่ให้มอบหมายงานนี้ให้เขาไม่ได้บอกถึงตัวตนของฉาจื่ออัน คนที่มีตำแหน่งซิ่วไฉเช่นนี้ไม่ใช่คนที่เขาจะสามารถยั่วยุได้
ตุบ!
ผักกาดขาวกระแทกลงบนหัวของเฉินเตาปา เหลือเพียงครึ่งหนึ่งในอากาศ เห็นเพียงสีหน้าของเขาเปลี่ยนจากสีดำเป็สีเขียว แล้วเขาก็หันกลับไป พลางกวาดตามองฝูงชนด้วยสายตาดุดันและพูดด้วยเสียงต่ำว่า “ใครเป็คนทำ?”
สิ้นเสียงนั้น ก็มีเศษเปลือกไข่ และหมั่นโถวครึ่งลูกที่มีรอยฟันกัดปะปนกันถูกโยนไปทางเฉินเตาปาและพวกของเขาอีกสองสามคน
และคนที่ให้สิ่งเหล่านี้กับพวกเขาก็คือพ่อค้าแม่ค้าและอีกหลายคนที่เคยถูกเฉินเตาปารังแก
คำตวาดของเฉินเตาปาไม่ได้ช่วยเขาให้พ้นภัย เศษผักและไข่ขาวที่หยดลงมาตามใบหน้าทำให้เขากระอักกระอ่วนใจ คนเหล่านี้มักจะขี้ขลาด แต่ไม่คิดเลยว่าตอนนี้จะมีคนลุกขึ้นมาต่อต้าน
บางคนถึงกับขว้างชามเปล่าออกมา “ไสหัวออกไป! ออกไป ออกไป!”
เสียงะโร้องให้พวกเขาออกไปจากอำเภอหรงอินยิ่งดังขึ้นเรื่อย ๆ
เฉินเตาปาห้ามพวกพ้องที่กำลังจะโจมตีไว้ ตอนนี้พวกเขากลายเป็เป้าหมายไปแล้ว แค่คนเพียงสองสามคนไม่อาจต้านคนที่กำลังโกรธหลายคนในนั้นได้ เขาเช็ดสิ่งตกค้างออกจากใบหน้า และชี้ไปที่ฉาจื่ออัน “บุรุษที่แท้จริงต้องยอมลดราวาศอกได้ชั่วคราว เ้ารอข้าก่อนเถอะ!”
ไม่นานความวุ่นวายนี้ก็ผ่านพ้นไป หลิงซานฉิงมองตามหลังของคนเหล่านี้ก็รู้สึกไม่สบายใจเล็กน้อย
มีคนเรียกเก็บเงินค่าคุ้มครอง ไม่ว่าจะชาติก่อนหรือชาตินี้ไม่นับว่าเป็เื่ที่หาได้ยากอะไรนัก ทว่าคนเหล่านี้ไม่ได้พูดคุยกับพวกเขา และตั้งใจเข้ามาก่อกวนพวกเขาโดยตรง เห็นได้ชัดว่ามีคนอยู่เื้ั
นางส่ายหน้า ปัญหามีทางออกเสมอ ตอนนี้สนใจแค่หาเงินก็พอแล้ว
หลังจากขายหมั่นโถวเสร็จ หลิงซานฉิงก็นึกถึงร้านตีเหล็กกับร้านผ้าเมื่อหลายวันก่อน ตอนนี้น่าจะเตรียมพร้อมเรียบร้อยแล้ว นางจึงให้ฉาจื่ออันรออยู่ข้างนอก และไปเอาของออกมาด้วยตัวเอง
เมื่อคำนวณแป้งสาลีที่อยู่ในบ้าน หลิงซานฉิงก็ลากฉาจื่ออันไปที่ร้านขายธัญพืช และคนที่ออกมาต้อนรับพวกเขาก็ยังคงเป็เสี่ยวเอ้อร์คนก่อนหน้านี้
หลิงซานฉิงที่คำนวณราคารวมไว้นานแล้วก็ไม่รอให้เสี่ยวเอ้อร์เอ่ยอะไร นางนำเงินหนึ่งก้วนรวมกับเศษเงินเทลงบนโต๊ะคิดเงิน “แป้งสาลีสิบจิน”
เสี่ยวเอ้อร์ย่นหน้าและส่ายหัว “หากเป็สองวันก่อน เงินพวกนี้ก็คงพอดี แต่ั้แ่เมื่อวานนี้ไปต้นไป ราคาของแป้งสาลีทั่วอำเภอหรงอินก็เพิ่มขึ้น”
เพิ่มขึ้นทุกที่? นางคิดในใจ เขาคงไม่ได้โกหกหรอกมั้ง นางขมวดคิ้วมุ่นพลางถาม “มีเหตุผลอะไรถึงต้องขึ้นราคา? ่นี้ยังไม่มีาและไม่มีน้ำท่วมอะไรเลย นี่มันเกิดอะไรขึ้น?”
เสี่ยวเอ้อร์เกาหัว “ไม่ใช่แค่ร้านของพวกเรา เมื่อวานตระกูลอวี๋บอกให้ร้านขายแป้งทั้งหมดในอำเภอหรงอินเพิ่มราคาสามส่วน ร้านค้าเล็ก ๆ ของเราไม่กล้าแหกกฎหรอก”
เป็เช่นนี้นี่เอง หลิงซานฉิงเข้าใจในทันที นางกับฉาจื่ออันเหลือบมองหน้ากัน และคำนวณต้นทุนอย่างรวดเร็ว นางลังเลอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายนางก็เพิ่มเศษเงินไม่กี่เหรียญเข้าไป “ห้าสิบจิน ส่งไปที่บ้านตระกูลฉา ทางเข้าทิศตะวันออกของหมู่บ้านชิง”
คุณชายรองแห่งตระกูลอวี๋จงใจสร้างปัญหา ้าให้พวกเขาไม่สามารถทำการค้าได้ แต่กลับไม่รู้ว่าแม้แป้งสาลีจะขึ้นราคา นางก็ยังไม่ขาดทุนอยู่ดี และนี่ก็ไม่ใช่ช่องทางเดียวสำหรับการหาเงินของนาง
นางจึงถือโอกาสในตอนที่แป้งสาลียังมีราคาสูงไม่มาก เพื่อซื้อแป้งมาตุนไว้สำหรับใช้หนึ่งเดือน
ณ จวนตระกูลอวี๋ ถัดจากศาลาว่าการแห่งอำเภอหรงอิน
อวี๋ซิ่งเหวินเชิญเหล่าจ้างฝางมาคำนวณบัญชีให้เขา ชายผู้นั้นดีดลูกคิดในมือพลางพูดอะไรบางอย่างออกมา และในที่สุดก็เปิดเผยตัวเลขหนึ่งออกมา “สามร้อยตำลึง คุณชายรอง จากการเพิ่มราคาแป้งสาลี วันหนึ่งพวกเขาหาเงินได้มากที่สุดไม่เกินสามตำลึง หนึ่งเดือนก็คงไม่เกินหนึ่งร้อยตำลึง” เหล่าจ้างฝางผู้นี้อยู่ในตระกูลอวี๋มาหลายปี และเขามีความสามารถอยู่บ้าง
“คุณชายรอง วันนี้ข้าเรียกพี่ชายข้าไปสั่งสอนหญิงร้านหมั่นโถวผู้นั้นแล้ว แต่โชคร้ายที่ถูกชายคนนั้นขวางเอาไว้โดยไม่รู้จักกลัวตาย แม้แต่เส้นผมก็ไม่ได้แตะ”
หลีเหล่าเอ้อร์ตบหน้าอกตัวเองแล้วพูดต่อ “วันนี้มีชาวบ้านอยู่ที่นั่นจำนวนมาก พี่ชายข้าจึงลงมือไม่สะดวก พรุ่งนี้ค่อยกลับไปจัดการใหม่ เอาให้พวกมันตั้งแผงขายไม่ได้สักครึ่งเดือน!”
เขาเดาไม่ผิด อวี๋ซิ่งเหวินผู้นี้กำลังสนใจสถานการณ์ของร้านหมั่นโถวนั่น