บทที่ 29 หนิงเฉิงฮุยเป็พยาน
เมื่อได้ยินคำพูดของหนิงหราน คนที่อยู่ข้างนอกซึ่งเดิมทีเข้าข้างหนิงชิงเฟิ่งก็เริ่มลังเลทันที
ที่หนิงหรานพูดมาก็ถูก
ห่อกระดาษนั้น อยู่ ๆ จะโผล่มาเฉยๆ ได้ยังไง?
ถ้าหนิงหรานไม่ได้ทำ ก็ต้องเป็หนิงชิงเฟิ่งทำ มันต้องเป็หนึ่งในสองคนนี้แน่ๆ
ถ้าบอกว่าเป็หนิงชิงเฟิ่ง แต่หนิงชิงเฟิ่งไม่ได้แตะต้องอะไรเลยั้แ่เข้ามาในบ้าน
แต่ในทางกลับกัน อาจเป็หนิงชิงเฟิ่งที่แอบเข้ามาในบ้านนี้และหยิบมันไปก่อนที่หนิงหรานกับตายายจะกลับมาก็ได้
เพราะใครๆ ในหมู่บ้านก็รู้ว่าบ้านที่หนิงหรานและตา ยาย อาศัยอยู่นั้น เดิมทีเป็ของหนิงชิงเฟิ่ง ดังนั้นการที่เธอมีกุญแจและสามารถเข้ามาได้ก็ไม่ใช่เื่แปลก
ถ้าไม่ใช่หนิงชิงเฟิ่ง แต่เป็หนิงหรานที่ใส่ร้ายหนิงชิงเฟิ่ง แล้วหนิงหรานจะไปเอากระดาษของมาจากไหน?
ตอนที่หนิงหรานกำลังต่อยหนิงชิงเฟิ่ง พวกเขาก็เห็นกันอยู่ว่าตอนนั้นในมือของหนิงหรานไม่มีอะไรเลย หลังจากนั้นก็ถูกคนอื่นแยกตัวออกไป
ใน่เวลาสั้นๆ นั้น หนิงหรานจะไปหาอะไรมาใส่ร้ายหนิงชิงเฟิ่งได้ยังไง?
มันจะเป็ไปได้ยังไงที่จะเสกขึ้นมาเฉยๆ?
มันต้องเป็ของที่เอาออกมาจากตัวหนิงชิงเฟิ่งแน่ๆ
ในตอนนั้น ชาวบ้านที่มามุงดูต่างลังเล มองไปที่หนิงหราน แล้วก็มองไปที่หนิงชิงเฟิ่ง ด้วยสายตาที่แปลกประหลาด
บรรยากาศเงียบสงัดอย่างมาก
หนิงชิงเฟิ่งรู้สึกแปลกๆ เมื่อถูกจ้องมอง เธอจ้องไปที่หนิงหรานอย่างโกรธแค้น ก่อนจะกัดฟันแล้วพูดว่า
"ดีนักนะ นังเด็กเหลือขอ ตอนนี้แกโตขึ้นแล้วก็ปีกกล้าขาแข็งแล้วสินะ!"
เมื่อหนิงชิงเฟิ่งพูดแบบนี้ หนิงเฉิงฮุยและสวีอวี้จูก็ไม่พอใจ
สวีอวี้จูตำหนิด้วยความไม่เห็นด้วย "หรานหรานเป็หลานสาวแท้ๆ ของเธอ เธอจะพูดแบบนั้นได้ยังไง!"
หนิงชิงเฟิ่งพูดอย่างเยาะเย้ย "ฉันไม่มีหลานสาวที่เก่งกาจขนาดนั้นหรอก"
เธอเน้นคำว่า "เก่งกาจ" เป็พิเศษ
หนิงหรานหัวเราะเยาะแล้วมองเธออย่างเ็า
จริงๆ แล้ว หนิงหรานไม่ค่อยแน่ใจเกี่ยวกับราคาสินค้าในยุคนี้เท่าไหร่
แต่ถ้าเธอจำไม่ผิด น้ำตาลทรายขาวในตอนนี้เป็ของที่มีราคาแพง เทียบเท่ากับแป้งสาลีอย่างดีสองถึงสามจิน
เมื่อคิดได้ดังนั้น หนิงหรานจึงมองไปที่หนิงชิงเฟิ่งด้วยสีหน้าไร้เดียงสา แล้วดึงแขนตากับยาย
พูดด้วยความเสียใจว่า "ฉันรู้ว่าเราเป็ครอบครัวเดียวกัน แต่ถ้าไม่ถูกบีบคั้นจริงๆ ใครจะอยากทะเลาะกับญาติพี่น้องของตัวเอง?
ถ้าทุกคนไม่เชื่อก็ลองถามตา ยาย ของฉันดูสิ หนิงชิงเฟิ่งเป็ลูกสาวแท้ๆ ของตากับยาย พวกเขาจะใส่ร้ายเธอได้ยังไง?"
เมื่อพูดจบ ก็มีคนพยักหน้าเห็นด้วยทันที
"ถูกต้อง แม้ว่าคำพูดของเด็กจะเชื่อถือไม่ได้มากนัก แต่คำพูดของผู้ใหญ่ต้องมีความน่าเชื่อถืออย่างแน่นอน"
"ใช่ หนิงชิงเฟิ่งเป็ลูกสาวคนเดียวของตากับยาย ในอนาคตพวกเขาคงต้องพึ่งพาเธอให้ดูแลยามแก่เฒ่า พวกเขาจะใส่ร้ายเธอได้ยังไง?"
"ก็จริง"
มีคนะโถาม "ลุงหนิง เื่นี้มันยังไงกันแน่?"
หนิงเฉิงฮุยเกือบจะปฏิเสธออกไป
แต่ทันใดนั้นก็มีคนกระตุกชายเสื้อเขาอย่างแรง เขาจึงก้มลงมองโดยไม่รู้ตัว
เมื่อเห็นสีหน้าเรียบเฉยของหนิงหราน ดวงตาคู่นั้นดำสนิทและลึกลับจนเขารู้สึกกังวลอย่างไม่มีสาเหตุ
จู่ๆ เขาก็รู้สึกว่าหากไม่เข้าข้างหนิงหรานในครั้งนี้ ก็เท่ากับว่าเขาผลักไสหลานสาวออกไป
ราวกับว่าเธอจะห่างเหินจากพวกเขามากขึ้นเรื่อยๆ ความคิดนี้ทำให้เขาอึดอัดใจอย่างบอกไม่ถูก
หนิงชิงเฟิ่งยิ้มเยาะอย่างพอใจเมื่อได้ยินชาวบ้านพูด
ไม่มีใครรู้จักนิสัยของคนแก่สองคนนี้ดีไปกว่าเธออีกแล้ว
เธอเป็ลูกสาวคนเดียวของพวกเขา ในอนาคตพวกเขาจะต้องพึ่งพาเธอให้ดูแลยามแก่เฒ่าไม่ใช่เหรอ?
ถ้าไม่พึ่งพาเธอ แล้วจะไปพึ่งพาหนิงหราน ลูกนอกสมรสที่ไม่มีพ่อคนนั้นเหรอ?
แต่เธอรออยู่พักหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้ยินหนิงเฉิงฮุยพูดอะไร กลับกันเขากลับมองไปที่หนิงหรานตลอด
ทันใดนั้นหนิงชิงเฟิ่งก็รู้สึกสังหรณ์ใจแปลกๆ
"มัวรออะไร? มีอะไรต้องลังเลอีก? รีบพูดมาสิ!"
สวีอวี้จูมองไปที่หนิงชิงเฟิ่ง แล้วก้มลงมองหนิงหรานอีกครั้ง ก่อนจะหันไปหาหนิงเฉิงฮุยด้วยความลำบากใจ
ใจของหนิงหรานหนักอึ้ง แต่บนใบหน้ายังคงฝืนยิ้ม พูดกับหนิงเฉิงฮุยด้วยน้ำเสียงที่ฝืน
"ไม่เป็ไรค่ะ ตา อย่าฝืนตัวเองเลย ยังไง...หลายปีมานี้ ฉันก็ชินแล้ว ถึงน้าจะทำอะไร ฉันก็ไม่เป็ไรค่ะ"
หลังจากนี้ เธอจะจัดการกับหนิงชิงเฟิ่งอย่างสาสม
อยากจะเป็น้าของเธอเหรอ ฝันไปเถอะ
แต่คำพูดเหล่านี้ของหนิงหราน ทำให้หนิงเฉิงฮุยที่ยังลังเลอยู่ตัดสินใจได้ในทันที
เขามองไปที่หนิงหรานที่แสร้งทำเป็เข้มแข็ง แต่หางตาก็แดงก่ำแล้ว รู้สึกเ็ปในใจ คิดตำหนิตัวเองอยู่ภายในใจ
หลายปีมานี้ หรานหรานต้องทนทุกข์มากพอแล้วไม่ใช่เหรอ?
พวกเขารู้ดีว่าลูกสาวคนเล็กทำกับหรานหรานยังไง แต่ด้วยเหตุผลหลายๆ อย่าง พวกเขาจึงต้องอดทน
ตอนนี้ ต่อหน้าทุกคน ถ้าเขายังทนอีก หรานหรานจะอยู่ยังไง?
ถึงแม้ว่าจะทำให้ลูกสาวคนเล็กเสียใจ แต่พวกเขาก็ทำผิดต่อหนิง หรานมากพอแล้ว จะทำผิดต่อเธออีกไม่ได้!
เมื่อคิดได้ดังนั้น หนิงเฉิงฮุยก็ตัดสินใจ เงยหน้าขึ้นมองหนิงชิงเฟิ่ง พยายามสงบสติอารมณ์
"ชิงเฟิ่ง เป็คนต้องซื่อสัตย์!"
เขาสูดหายใจเข้าลึกๆ คิดอยู่นาน ก่อนจะพูดออกมาได้เพียงประโยคเดียว
"ฉันไปทำอะไรไม่ซื่อสัตย์?"
เธอมองไปที่หนิงเฉิงฮุยด้วยสายตาที่ไม่อยากจะเชื่อ "ตาแก่ นี่ช่วยคนนอกใส่ร้ายฉันเหรอ? ฉันเป็ลูกสาวของแกนะ!"
"ฉันก็เป็หลานสาวแท้ๆ ของตากับยายเหมือนกัน!" หนิงหรานสวนกลับอย่างเ็า
จริงๆ แล้ว หนิงหรานรู้สึกประหลาดใจและซาบซึ้งเล็กน้อย
เธอไม่คิดว่าหนิงเฉิงฮุยจะช่วยเธอจริงๆ
หนิงชิงเฟิ่งดูเหมือนจะโกรธจนขาดสติกับคำพูดของหนิงเฉิงฮุย ไม่อยากจะเชื่อว่าพ่อแท้ๆ ของเธอจะพูดแบบนั้นออกมาได้
เมื่อได้ยินคำพูดของหนิงหราน เธอจึงหลุดปากพูดว่า "แกเป็ตัวอะไร? แกคิดว่าแกเป็คนของตระกูลหนิงจริงๆ..."
เธอยังพูดไม่จบ ก็ถูกเสียงที่ฟังดูโกรธจัดขัดจังหวะ
"ชิงเฟิ่ง หุบปากเดี๋ยวนี้นะ!"
หนิงชิงเฟิ่งสะดุ้ง ตัวแข็งทื่อไปทั้งตัว
เธอเงยหน้าขึ้น ก็เห็นหนิงเฉิงฮุยลุกขึ้นยืนอย่างกะทันหัน เหมือนโดนแตะต้องจุดอ่อน
เส้นเืที่หน้าผากปูดโปน จ้องมองเธอด้วยความโกรธอย่างมาก
เมื่อรู้ตัวว่าตัวเองพูดอะไรออกไป หนิงชิงเฟิ่งก็หน้าซีดเผือด ท่าทางที่หยิ่งผยองหายวับไปกับตา
สวีอวี้จูก็ดูเหมือนจะใเช่นกัน เธอมองหนิงชิงเฟิ่งอย่างไม่วางตา พูดอะไรไม่ออก
แม้แต่ความใที่หนิงเฉิงฮุยช่วยหนิงหรานใส่ร้ายหนิงชิงเฟิ่งก็หายไป
หนิงหรานตกตะลึง
เธอรู้สึกว่าปฏิกิริยาของหนิงชิงเฟิ่งและหนิงเฉิงฮุยแปลกๆ
แต่ก่อนที่เธอจะคิดได้ หนิงเฉิงฮุยก็ตำหนิหนิงชิงเฟิ่งด้วยความเสียใจ
"กินข้าวพลาดไปคำนึงยังพอว่า แต่พูดพลาดไปคำนึงไม่ได้! หราน หรานเป็คนของตระกูลหนิง ถึงแม้จะไม่มีพ่อ แต่เธอก็เป็คนของตระกูลหนิง
พวกเราสองเฒ่าจะเลี้ยงดูเธอไปตลอดชีวิตเอง!"
"แต่ ชิงเฟิ่ง เธอพูดแบบนั้นได้ยังไง? ถึงแม้ว่าเธอจะไม่ชอบหรานหราน เธอก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเด็กคนนี้เป็คนของตระกูลหนิง!"
หนิงหรานรู้สึกอบอุ่นหัวใจ
ในที่สุดตาก็ยังปกป้องเธอ
หนิงชิงเฟิ่งอ้าปากค้าง
สุดท้ายก็ได้แต่แค่นเสียงหึในลำคอ หันหน้าหนี ทำท่าทีรังเกียจหนิงหราน