บทที่ 4 ศิษย์เอ๋ย เ้าช่างโชคดีเหลือเกิน
เฟิ่งซีถามอย่างอ่อนแรงว่า "เ้าสำนัก ตันเถียนของข้าไม่มีทางรักษาได้เลยหรือ?"
เซียวไป่เต้าเห็นใบหน้าสิ้นหวังของนาง จึงกล่าวคำโกหกด้วยความปรารถนาดี
“แม้ว่าโอกาสจะน้อย แต่ไม่ใช่ว่าจะไม่มีหนทางเลย สำนักเสวียนเทียนของพวกเรามีม้วนคัมภีร์โบราณมากมาย บางทีในนั้นอาจมีวิธีรักษาตันเถียน เมื่อมีเวลา ข้าจะช่วยเ้าหาดู”
สำนักเสวียนเทียนมีม้วนคัมภีร์โบราณมากมายจริง แต่ว่า... ทั้งหมดล้วนเป็ม้วนที่ไม่สมบูรณ์ อีกทั้งอักษรโบราณส่วนใหญ่ก็สูญหายไปแล้ว ไม่สามารถจับใจความได้เลย
เซียวไป่เต้าเพียง้าให้ความหวังแก่เฟิ่งซีเท่านั้น
เฟิ่งซีย่อมรู้ดีว่าคำพูดของเซียวไป่เต้าไม่ได้มีน้ำหนักมากนัก แต่อย่างน้อยนางยังมีความหวังไม่ใช่หรือ?!
ด้วยเหตุนี้ นางจึงกลับมาะโโลดเต้นอีกครั้ง
"เ้าสำนัก พวกเรายังต้องใช้เวลาอีกกี่ชั่วยามกว่าจะถึงสำนักเสวียนเทียนเ้าคะ?"
"อีกไม่นานแล้ว อย่างมากก็สามวัน แม้ว่าการนั่งเรือเหาะจะใช้เวลาเพียงวันเดียวก็ถึง แต่ไม่สามารถชื่นชมทัศนียภาพระหว่างทางได้ ดังนั้นข้าจึงชอบการขี่กระบี่มากกว่า"
เฟิ่งซี "......"
ยากจนก็บอกว่ายากจนสิ!
ทำเท่อะไรกัน?!
แต่แบบนี้ก็ไม่เลวเหมือนกัน นางจะได้มีเวลาประจบประแจงเขาให้นานขึ้นหน่อย
ดังนั้น นางจึงปั้นคำพูดสวยหรูว่า "เ้าสำนัก ท่านกล่าวได้ถูกต้องยิ่งนัก! บางคนเร่งรีบเกินไป จนละเลยทัศนียภาพระหว่างทาง เช่นเดียวกับการบำเพ็ญเพียร บางคนสนใจแต่จะเพิ่มขั้นพลัง โดยไม่ได้ซึมซับและเข้าใจกระบวนการฝึกฝนอย่างถ่องแท้ แม้ว่าระดับพลังจะสูงขึ้น แต่จิตใจกลับไม่ได้พัฒนาตาม"
เฟิ่งซีพูดจบ นางก็เห็นเซียวไป่เต้ามองนางด้วยสายตาคาดหวัง
พูดให้มากกว่านี้สิ!
เฟิ่งซี "......"
เฟิ่งซีพูดจาเจื้อยแจ้วอีกครั้ง และในตอนท้ายนางได้สรุปใจความสำคัญว่า
"เ้าสำนัก ข้าคิดว่าการบำเพ็ญเพียรก็เหมือนกับการต่อสู้กับ์ ความยากลำบากและความทุกข์ทรมานล้วนเป็ส่วนสำคัญที่ขาดไม่ได้ แทนที่จะบ่นเื่นั้นเื่นี้ ไม่สู้ลองทำความเข้าใจความสนุกที่แฝงอยู่ในนั้นดีกว่า นี่เรียกว่าการหาความสุขท่ามกลางความทุกข์..."
นางเพียงพูดส่งเดชไปตามอารมณ์ แต่เซียวไป่เต้ากลับครุ่นคิดอย่างจริงจัง ระดับขั้นพลังที่ไม่มีความคืบหน้ามาหลายปีถึงกับเริ่มสั่นคลอน แม้ว่าเซียวไป่เต้าจะดูเป็คนใจกว้าง แต่ใน่หลายปีที่ผ่านมา ความยากจนของสำนักเสวียนเทียนทำให้เขาปวดหัวและกังวล จนส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของเขา
เด็กสาวคนนี้พูดไม่ผิด ความยากลำบากและอุปสรรคทั้งหลายล้วนเป็ส่วนสำคัญที่ขาดไม่ได้ในการบำเพ็ญเพียร สิ่งเหล่านี้ไม่ควรเป็ความกังวลของเขา...
เซียวไป่เต้านำกระบี่ลงจอดบนพื้นราบแห่งหนึ่ง แล้วหยิบแผ่นค่ายกลป้องกันออกมาด้วยสีหน้าเ็ป ก่อนจะเปิดใช้งาน
"ข้าจะฝึกฝนสักครู่ เ้าจงคอยคุ้มกันให้ข้า!"
เมื่อกล่าวจบ เขาก็หลับตาลงนั่งสมาธิ
เฟิ่งซี : ช่างใจกล้าจริง ๆ! ลืมไปแล้วหรือว่าข้าเป็เพียงคนไร้ค่าที่ไม่สามารถฝึกฝนได้?!
หนึ่งชั่วยามต่อมา เซียวไป่เต้าลืมตาขึ้นแล้วหัวเราะลั่นฟ้า
เฟิ่งซี : เขาบ้าไปแล้ว!
เซียวไป่เต้าหัวเราะดังลั่นอยู่นาน ก่อนจะมองเฟิ่งซีด้วยสีหน้าชื่นชมและกล่าวว่า
"เ้ามีพร์ในการรับรู้ที่ดีมาก ข้าติดอยู่ในขอบเขตทะยานเซียนขั้นสองมาหลายปีแล้ว ไม่คิดว่าคำพูดของเ้าจะทำให้ข้าก้าวสู่ขอบเขตทะยานเซียนขั้นสามได้สำเร็จ"
เฟิ่งซีแสดงสีหน้าตื่นเต้นยินดี แต่แล้วสีหน้าของนางหม่นหมองทันที ถึงแม้จะมีสติปัญญาดีเพียงใดก็ไร้ประโยชน์ หากไม่สามารถรักษาตันเถียนได้ เกรงว่าตนคงมีชีวิตอยู่ได้ไม่นานนัก
หากรู้เช่นนี้แต่แรก นางคงไม่แย่งชิงหญ้าหลิงคงกับเสินจื่อหลานแล้ว นางคงไม่มีวาสนาได้เป็ศิษย์สายในแน่ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการเป็ศิษย์สืบทอดสายตรงเลย
ในยามนั้นเซียวไป่เต้าอารมณ์ดีเป็อย่างยิ่ง เมื่อได้ยินคำพูดของเฟิ่งซี เขาจึงกล่าวอย่างไม่ใส่ใจว่า "โชคชะตาอะไรกัน ก็แค่ศิษย์สายในเท่านั้นมิใช่หรือ? ข้าอนุญาต!"
อย่างไรเสีย ผู้ที่ไม่ได้มีหน้าที่อะไรอย่างเฟิ่งซี จะเป็ศิษย์สายในหรือสายนอกก็ไม่แตกต่างกัน
เฟิ่งซีดีใจเป็ล้นพ้น รีบพรั่งพรูคำยอเยินออกมาเป็พรวน
เซียวไป่เต้ายิ่งอารมณ์ดีลุกขึ้นขี่กระบี่ พาเฟิ่งซีเดินทางต่อไป
หลังจากเหตุการณ์นี้ ทั้งสองก็สนิทสนมกันมากขึ้น
เฟิ่งซีแกล้งทำเป็พูดถึงศิษย์สืบทอดสายตรงของเซียวไป่เต้าอย่างไม่ตั้งใจ
เซียวไป่เต้าแสดงสีหน้ารังเกียจออกมาทันที "พวกนั้นไม่มีใครทำให้ข้าสบายใจได้เลยสักคน! โอ้! เด็กผู้หญิงน่าจะสบายใจกว่า ตอนแรกข้าน่าจะรับศิษย์หญิงสักคน"
เมื่อเสียงพูดเพิ่งจะจบลง เฟิ่งซีก็กะพริบตาปริบ ๆ "ท่านอาจารย์ ท่านคิดว่าข้าเป็อย่างไร? แม้ว่าตอนนี้ข้าจะยังไม่สามารถฝึกฝนวิชา แต่ข้าคอยรับใช้หรือเติมน้ำชงชา และทำให้ท่านอารมณ์ดีได้นะเ้าคะ!"
เซียวไป่เต้า "......"
ช่างกล้าคิดจริง ๆ!
รับเป็ศิษย์สายตรง? ล้อเล่นหรือ?! บรรดาศิษย์ที่ได้รับการถ่ายทอดวิชาโดยตรงนั้นคืออนาคตของสำนัก จำเป็ต้องคัดเลือกเฉพาะผู้ที่เก่งที่สุดเท่านั้น
อย่าว่าแต่นางที่ตันเถียนเสียหายเลย ถึงแม้ตันเถียนของนางจะไม่ได้รับความเสียหาย ก็ยังไม่มีคุณสมบัติเพียงพอ!
เฟิ่งซีใช้มือบิดชายเสื้อ ก้มหน้าหลุบตาลงพลางกล่าวว่า "ข้ารู้ดีว่าคำขอของข้าคงเกินไป อีกทั้งยังไร้ยางอายยิ่ง แต่ว่า ข้าปรารถนาจะตอบแทนบุญคุณของท่าน แม้เพียงการรินน้ำชาหรือเติมน้ำก็ยังดี หากจะกล่าวอย่างไร้ความละอาย บางทีสักวันหนึ่งข้าอาจจะพูดถึงความเข้าใจบางอย่าง ซึ่งอาจเป็ประโยชน์ต่อท่านก็เป็ได้"
"ช่างเถิด ขอให้ท่านทำเหมือนว่าข้าไม่ได้กล่าวสิ่งใดเลย ข้าเป็เพียงคนไร้ค่าที่มีชีวิตอยู่ไปวัน ๆ โดยไม่รู้ว่าจะมีวันพรุ่งนี้หรือไม่ ข้าไม่อาจแย่งชิงตำแหน่งศิษย์สืบทอดของท่านไปอย่างไร้เหตุผล
หากมีชาติหน้า ข้าจะรีบมาหาท่านแต่เนิ่น ๆ เพื่อขอเป็ศิษย์ของท่าน..."
เมื่อกล่าวจบ เฟิ่งซีก็สะอื้น น้ำตาไหลรินลงมาเป็สาย
เซียวไป่เต้าเพิ่งจะก้าวข้ามขอบเขต จิตใจยังไม่มั่นคงนัก ชั่วขณะที่อารมณ์พลุ่งพล่าน ความสงสารก็ผุดขึ้นมาในใจอีกครั้ง
ช่างเถอะ เหมือนที่เด็กหญิงน้อยผู้นี้กล่าวไว้ นางอาจจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่กี่ปี ไม่สู้ทำให้ความปรารถนาของนางสมหวังเสียดีกว่า
อีกอย่างจำนวนศิษย์สายตรงก็ไม่ได้มีการกำหนดตายตัว มากขึ้นหรือน้อยลงหนึ่งคนก็ไม่เป็ไร
ด้วยเหตุนี้ เซียวไป่เต้าจึงถอนหายใจแล้วกล่าวว่า "พอเถอะ อย่าร้องไห้อีกเลย ข้าจะรับเ้าเป็ศิษย์สายตรงแล้วกัน!"
เฟิ่งซี : ???
นางไม่ได้คาดหวังอะไรมากมายจริง ๆ เพราะศิษย์สายตรงนั้นสำคัญยิ่งนัก
นางเพียงแค่อยากเสี่ยงดวงสักครั้ง หากสำเร็จย่อมเป็เื่ดี แต่หากไม่สำเร็จก็ไม่เป็ไร อย่างไรเสียนาง... ก็หน้าหนาอยู่แล้ว!
นางเรียกอีกฝ่ายด้วยเสียงสั่นเครือ พร้อมน้ำตาที่ไหลนองหน้า
"ท่านอาจารย์ ข้า ข้ารู้ว่าท่านรับข้าเป็ศิษย์ด้วยความสงสาร แต่สำหรับข้าแล้ว ท่านคือแสงสว่างที่ส่องเข้ามาในชีวิตอันมืดมนของข้า ท่านคือบิดามารดาผู้ให้กำเนิดใหม่แก่ข้า!
ข้า เฟิ่งซี ขอสาบานว่า ต่อจากนี้ไปข้าจะขยันฝึกฝนวิชา หวังว่าสักวันหนึ่งจะทำให้ท่านภาคภูมิใจในตัวศิษย์ผู้นี้!"
แม้ว่าท่าทีของนางจะดูเกินจริงไปบ้าง แต่นางก็รู้สึกซาบซึ้งใจต่อเซียวไป่เต้าอย่างแท้จริง
หากไม่ใช่เพราะเซียวไป่เต้า นางคงยากที่จะออกจากสำนักฮุ่นหยวน อย่าว่าแต่การที่เซียวไป่เต้าจะรับนางเป็ศิษย์สายตรงเลย
แม้เซียวไป่เต้าจะคิดว่าการที่เฟิ่งซีมีชีวิตอยู่ได้อีกสักไม่กี่ปีก็ถือว่าดีแล้ว แต่ในใจของเขายังรู้สึกซาบซึ้งอยู่มาก ศิษย์หญิงนั้นดีจริง ๆ ทั้งว่านอนสอนง่ายและรู้ความ สำคัญที่สุดคือพูดจาได้น่าฟัง!
"เอาเถอะ ความตั้งใจของเ้านั้น อาจารย์รับไว้แล้ว ต่อไปเ้าอย่าได้สาบานอะไรรุนแรงเช่นนั้นอีกเลย"
เฟิ่งซีพยักหน้าอย่างว่าง่าย "เ้าค่ะ"
แค่ก แค่ก! หากข้าผิดคำสาบาน ศิษย์ผู้นี้ยินดีจะกินทั้งเนื้อสัตว์และผักผลไม้ควบคู่กันไป
นี่คงไม่นับว่าเป็คำสาบานรุนแรงกระมัง?
เซียวไป่เต้าไหนเลยจะรู้นิสัยศิษย์น้อยของตน จึงยิ้มพลางกล่าวว่า "อาจารย์เคยรับศิษย์มาห้าคนก่อนหน้านี้ เ้าถือเป็คนที่หก ต่อไปอาจารย์จะเรียกเ้าว่าเหล่าลิ่วแล้วกัน!"
เฟิ่งซี "......"