ตอน 19
เมื่ออดีตและปัจจุบันมาบรรจบ (2)
(ส่วนตอนต้น)
*** เนื้อหาต่อเนื่องจาก ตอน 01 / 20 – เมื่ออดีตและปัจจุบันมาบรรจบ (1) ***
*** หากยังไม่ได้อ่านตอน 01 / 20 โปรดอ่านตอน 01 / 20 ก่อน ***
“ไหวไหมคะ พ่อคะ” สุรีย์รัตน์ผินหน้ามองร่างเริ่มชราวัยที่เดินตามหลังติด ๆ
“หมายถึง กาย หรือ ใจ ล่ะน้ำ” เกริกไกรมองลูกสาวฉงนพลางเดินตามขึ้นชั้นบนบ้าน สายตาลูกสาวบ่งบอกแววห่วงใย “น่าจะเป็นใจน่ะค่ะ ยังไหวไหมเอ่ย”
เสียงตอบจากพ่อแผ่วเบามาก “คิดว่าไหวนะ...”
เท้าย่างทั้งสองร่างต่างวัยมาถึงหน้าห้องนอนลูกสาว ลูกบิดไม่ได้ล็อกไว้ สุรีย์รัตน์เอื้อมมือค่อยเปิดอ้าประตูห้องนอนจนสุด
สายตาสะดุดสิ่งแรกจากเกริกไกร คงหนีไม่พ้นตุ๊กตาเรซินที่ยังอยู่ในท่านั่งบนโต๊ะ ปีหนึ่งผ่านไปแล้วที่สุรีย์รัตน์มีตุ๊กตาตัวนี้ และชุดที่ใส่ก็ยังเป็นชุดกระโปรงยาวสีขาว แขนเสื้อยาวปลายจั๊มที่ข้อมือคล้ายชุดนอนหน้าหนาว วิกผมยาวราวกลางหลังสีน้ำตาลกลาง ๆ แลดูหน้าม้าประดับโฉมช่างน่ารักน่าเอ็นดู
“ตุ๊กตานางฟ้ายังน่ารักเสมอนะ...” พ่อรำพันเบา ๆ วางถุงกระดาษใส่เดรสยาวสีขาวที่ยังเย็บกระดุมช่วงอกไม่เสร็จลงพื้นไม้
ลูกสาวเริ่มย้ายบรรดาเสื้อโคตเสื้อสูทที่แขวนชิดผนังฝั่งตรงข้ามโต๊ะตุ๊กตา หันมายิ้มตอบให้พ่อ “น่ารักตลอดกาลน่ะค่ะพ่อคะ...”
ไม่กี่อึดใจ เหล่าเสื้อผ้าก็ถูกย้ายกองอยู่บนเตียงนอนของลูกสาวแล้ว เผยให้เห็นผนังสีขาวสว่างที่เคยถูกบดบังในที่สุด ด้านข้างมีช่องเสียบกุญแจเหมือนเป็นประตูสู่โลกปริศนา
หญิงวัยกลางคนค่อยเปิดลิ้นชักโต๊ะไม้ข้างเตียงนอน หยิบกล่องไหมพรมสีชมพูอ่อนออกมา เปิดฝาออกแล้วหยิบลูกกุญแจดอกเล็กสีเงินยื่นส่งใส่มือพ่อ
“น้ำอยากให้พ่อเปิดน่ะค่ะ เพราะพ่อสร้างมันขึ้นมา” สุรีย์รัตน์ตั้งใจจะให้พ่อเปิดห้องลับภายใต้เบื้องหลังผนังสีขาวแต่แรกแล้ว
“ขอบใจนะลูก พ่อจะเปิดละนะ” เกริกไกรสูดหายใจลึก
“ตื่นเต้นหรอคะ พ่อคะ” ลูกสาวถามไถ่คล้ายเอาใจช่วย พ่อก็เหมือนกำลังรวบรวมพลังใจอยู่ “ก็มีบ้าง ไม่ได้เปิดมาสิบปีแล้วนี่นา”
จังหวะลูกกุญแจดอกเงินถูกเสียบเข้ารูไขแล้วถูกหมุน เสียงเอ่ยจากชายชราบอกต่อลูกสาว “ช่วยเลื่อนผนังออกหน่อยนะ”
สุรีย์รัตน์ไม่รั้งรอ มือเลื่อนผนังสีขาวออกอย่างเชื่องช้า บานผนังค่อยถูกเก็บพับเป็นชั้น ๆ
ห้องแห่งความหลังถูกเปิดออกแล้ว สองสายตาพ่อลูกจดจ้องเบื้องหน้า ทว่าภายในยังมืดทึบ
ทั้งพ่อทั้งลูกสาวแทบจำไม่ได้ ไม่รู้ว่าสวิตช์เปิดปิดไฟของห้องพิเศษนี้มันอยู่ตรงไหน ต่างเอื้อมมือคลำอยู่หลายอึดใจจนลูกสาวค้นเจอ
“อยู่นี่เอง เปิดทุกสวิตช์เลยนะคะ” สุรีย์รัตน์ถามพ่อก่อนอีกฝ่ายตอบกลับเพียงพยักหน้า ชั่วเฮือกหายใจเดียวดวงไฟทุกดวงในห้องลับก็เปิดจ้า แสงสีขาวหลายดวงรายรอบผนังติดเพดานส่องสว่างไสว สะท้อนผนังสีครีมอ่อนละมุนดุจห้องแสดงศิลปะ
ห้องนอนลูกสาวยามนี้จึงดูแปลกตา สว่างจ้าไปด้วยแสงไฟราวกับท้องฟ้าเที่ยงวัน แม้ตอนนี้เป็นเวลาเกือบสองทุ่มแล้ว
ห้องแห่งภาพทรงจำของสองพ่อลูกสาวไม่ใหญ่ไม่โต กว้างและลึกเพียงสองคูณสองเมตรครึ่งเท่านั้น หากแต่ภายในอัดแน่นด้วยห้วงแห่งความหลังล้ำค่า ทั้งสองต่างตกลงใจขอเก็บไว้ในห้องนี้ตราบลมหายใจสุดท้าย
เกริกไกรเอื้อมหยิบถุงกระดาษที่วางบนพื้นไม้ขึ้นมา สองเท้าค่อยสืบเข้าห้องแห่งความหลัง วางถุงกระดาษเคียงกระเป๋าหนังใบใหญ่ที่เคยมาจากต่างประเทศ
“พ่อจะเก็บชุดสุดท้ายของน้าไหวไว้ข้าง ๆ กระเป๋านี้นะ” บุรุษผู้เริ่มชราแล้วหันมาถามลูกสาว
“ตรงนั้นกำลังเหมาะเลยค่ะ” สุรีย์รัตน์ยิ้มน้อย ๆ ดั่งคล้อยตาม
“เข้ามาด้วยกันสิ” พ่อเอ่ยชวนในที่สุด
เมื่อผู้ออกเงินค่าสร้างห้องลับแห่งนี้เชื้อเชิญเอง มีหรืออีกฝ่ายจะไม่อยากเข้าไปด้วย สองเท้าสาววัยกลางคนจึงสืบก้าวตามเข้ามาไม่รั้งรอ
“ตื่นเต้นดีนะคะ ที่นี่ไร้ฝุ่นไร้กลิ่นอับ วิเศษมาก” ลูกสาวรำพันต่อพ่อหวังสร้างบรรยากาศให้ผ่อนคลาย ทว่ากลับไร้ผลเมื่อเกริกไกรเริ่มฉายแววเหงื่อตก “พ่อใจสั่นเล็กน้อยน่ะ เหมือนกำลังตกสู่ห้วงอดีตเมื่อสามสิบปี...”
“โอ้... สามสิบปีแล้ว... ไวจังเลย...” สุรีย์รัตน์อุทานแผ่วผิว ก่อนที่จะหันตามเสียงพ่อที่กำลังบอก “จะดูอะไรก่อนดีล่ะลูก”
สองคู่สายตาสาดส่ายมองไปรอบห้อง ด้านในสุดคือเก้าอี้นวมสีไข่ตัวเก่าที่เคยมี เบื้องหลังเป็นฉากผ้าสีขาวโปร่ง ด้านข้างสองฝั่งประดับด้วยผ้ามัดเป็นกลีบดอกไม้
“น้าไหวทำให้พวกเราสวยมาก ฝีมือมัดผ้ากลีบดอกไม้สวยจังเลย” สุรีย์รัตน์เริ่มพรรณนาความงามของฉากด้านหลัง
“คิดถึงน้าไหวเนอะ” ชายชราเอ่ยระลึกวันวาน “สิบปีที่จากไป ฝากไว้กับผลงานสวย ๆ ของห้องนี้”
“ใช่ค่ะ คิดถึงมาก คิดถึงพอ ๆ กับ... น้องลอริส...”
เสียงอ่อนเอื่อยจากลูกสาวพาใจเกริกไกรเริ่มสะท้าน ยามได้ยินชื่ออดีตลูกสาวอีกคนที่ต้องรับเลี้ยงดูด้วยเหตุจำเป็น ทว่าจิตใจคนวัยชราก็ยังพอเข้มแข็ง ค่อยชักพาเรื่องราววันวานอันสวยสดงดงามออกมา
“ห้องของลอริส ใช่... ที่นี่คือวันวานจารึกของลอริส”
“ถูกต้องค่ะพ่อ พวกเราช่วยกันสร้าง ช่วยกันรวบรวมสารพันสิ่งที่น้องลอริสเคยมี เคยผ่านเข้ามาในชีวิต” ลูกสาวพรรณนาให้พ่อร่วมซึมซับบรรยากาศอันน่าจดจำ “น้ำอยากเปิดกระเป๋าใบนี้ก่อนนะคะ”
เกริกไกรดูลูกสาวยกอุ้มกระเป๋าหนังใบใหญ่สีน้ำตาลขึ้นมา พลางพยักหน้าแล้วบอกแผ่วเบา “เปิดออกสิ ข้างในคือประวัติของน้องลอริส”
เมื่อพ่อขอย่อกายลงนั่งลูกสาวจึงนั่งลงตาม “สังขารคนเราชักจะแย่ลงเต็มทีเนอะ ยืนนานจะไม่ไหว” เกริกไกรพึมพำออกมา
“กระเป๋าจากรัสเซีย อยู่ทนทานดีจังนะคะพ่อคะ” สุรีย์รัตน์ตัดบทไม่อยากให้พ่อปลงสังขารมากไป หันมารำพันทึ่งกับคุณภาพกระเป๋าหนังแท้ ใบนี้ที่ลอริสเคยหิ้วข้ามแดนจากฟากฟ้าไกลหวังขอลี้ภัยตามพ่อแม่
สาววัยกลางคนบรรจงปลดเข็มขัดออก ทีละเส้น ทีละเส้น จนใบกระเป๋าใหญ่เปิดออกในที่สุด
ภายในบรรจุซองใสใส่สารพัดเอกสารบ่งบอกตัวตนเจ้าของกระเป๋า ยังมีหลากถุงใสใส่เสื้อผ้าเรียงอย่างระเบียบ สุรีย์รัตน์หยิบถุงขาวขุ่นจากด้านขวาที่บรรจุเหล่าชุดชั้นในของลอริส เกริกไกรรีบยกมือส่ายไปมาพลางบอก “อย่าแกะอันนั้นเลย ของส่วนตัวน้อง น้ำเก็บไว้ดูเองเถอะนะ”
สีหน้าพ่อบ่งบอกเขินอาย ลูกสาวจึงขบขันเล็ก ๆ ก่อนวางลงที่เดิม “เป็นพ่อช่างน่ารักจริง แต่ไม่ต้องเกรงใจถึงขนาดนี้ก็ได้ คิดดูสิคะ ถ้าหนูต้องไปต่างจังหวัด ไม่อยู่บ้าน พ่อจะดูแลลอริสยังไง เกิดลอริสต้องการคนช่วย”
“ก็จริงของลูกนะ ถูกของลูกเลย พ่อถึงบอกไงใจไม่กล้าพอ เป็นพ่อที่ใจไม่กล้าจริง ๆ” เกริกไกรก้มหน้าไร้คำโต้แย้ง
สุรีย์รัตน์หยิบถุงบรรจุชุดสีขาวใบใหญ่กว่าขึ้นมาแทน “ไม่เป็นไรค่ะ อดีตผ่านมาแล้ว เรามาซึมซับอดีตอีกหลายอย่างอันน่าจดจำกันต่อเถอะนะคะ”
“ชุดสวมใส่ดั้งเดิมของลอริส...” เกริกไกรรำพันอ่อนแผ่ว มองมือลูกสาวแกะห่อถุงออกแล้วหยิบชุดสวยสีขาวขึ้นมา เป็นชุดกระโปรงยาวคลุมถึงปลายเท้า แขนเสื้อยาวพองและปลายแขนเป็นแบบจั๊ม ช่างเหมือนชุดที่สวมให้ตุ๊กตาเรซินนอกห้องลับยิ่งนัก
“สวยเนอะ พ่อ ชุดน้องลอริส น่ารักจังเลยค่ะ” สุรีย์รัตน์ชื่นชมชุดสวยยกใหญ่ พลางยกชุดฟูมาซบแนบแก้มหวังสัมผัสความนุ่มละมุน
“น่ารักที่สุดจริง ๆ” เสียงจากพ่อเอื่อยอ่อนผิดแปลก สุรีย์รัตน์เงยหน้ามองพ่อพลันอุทาน “พ่อ... อย่าร้องสิ เดี๋ยวหนูก็ร้องตามนะ...”
“ไม่ไหวแล้ว กลั้นไม่อยู่...” พ่อเอ่ยสารภาพ ยกมือปาดเช็ดสองเบ้าตาเมื่อหยาดน้ำใส ๆ เริ่มรินเอ่อ
สาววัยกลางคนวางชุดบนกระเป๋าหนัง เช็ดหยาดน้ำใสที่เริ่มเอ่อคลอให้ตนเอง “หนูร้องจนได้ โธ่.. พ่อ... ไม่น่าเลย”
ยามนี้ต่างคล้ายตกสู่ห้วงทรงจำเมื่ออดีตสามสิบปีอย่างแท้จริง ทั้งอิ่มเอม ทั้งหม่นเศร้า ทั้งปวดร้าว ทั้งพลัดพราก สารพัดสัมผัสรู้สึกถาโถมเข้าหาสู่กลางใจไม่ขาดสาย
สุรีย์รัตน์หัวเราะเบา ๆ เพื่อให้คลายความเศร้า “พวกเราคงคิดถึง... คิดถึงลอริสกันมากจนร้องไห้เลยอะพ่อ... ดูสิ ร้องจนได้ โอย...”
“ช่วยไม่ได้น่ะลูก เอาน่า... น้ำตาคือสิ่งเยียวยาจิตใจนะ” เกริกไกรยิ้มสู้กับความขมขื่น พลางบอกลูกสาวว่าการร้องไห้ก็ช่วยให้จิตใจผ่อนคลายได้เช่นกัน
“มาดูตัวนี้กันค่ะ” สุรีย์รัตน์พอระงับความหม่นเศร้าได้ จึงหยิบชุดสีขาวอีกตัวขึ้นมา “กางเกงขายาวพอง ๆ ขาจั๊มน่ารัก ๆ ไงคะพ่อ”
“ลอริสใส่น่ารักนะ” พ่อเริ่มระงับน้ำตาได้พลางพรรณนาถึงอดีตลูกรักต่อ “ถึงแม้พ่อมักเห็นภายนอกแต่ชุดเดรสยาวคลุมร่าง แต่น้องใส่ภายในเป็นกางเกงขายาวจั๊มแบบนี้ ช่างเรียบร้อยดุจผ้าพับเลยนะ”
“น้องน่ากอดมากค่ะ น้องลอริสกอดพ่ออยู่เรื่อย พ่อก็ย่อมอบอุ่นใจและปลาบปลื้มนะคะ” สุรีย์รัตน์แย้มยิ้มกลบเศร้าพลางเล่าความหลังแสนงดงาม “หนูเองก็ช่วยกอดลอริสบ่อยครั้ง บางทีก็จูบแก้มน้องก่อนหลับนอน”
“ว้าว... จูบกัน น่ารักจริงนะลูกคนนี้ นอนด้วยกันยังจูบแก้มกันด้วย” เกริกไกรพลันทึ่งกับความใส่ใจของลูกสาวยิ่งนัก
“มีชุดอีกตัวนะคะ เป็นเสื้อตัวในแขนระบายสีขาว สวยน่ารักจังเลย” สุรีย์รัตน์หยิบให้พ่อดูอีก เกริกไกรเลื่อนสายตามองตามมือลูกสาว บนมือมีทั้งเสื้อตัวในและกางเกงขายาว “หนูบรรจุทั้งสามตัว เดรสแขนยาวตัวใหญ่ กางเกงขาพอง และก็เสื้อตัวในแขนระบายไว้ในถุงใสเดียวกัน จะได้จดจำได้ว่ามันคือรวมเซตสามตัวเป็นหนึ่งชุดใหญ่ค่ะ”
“ลูกเก็บชุดได้เป็นระเบียบเรียบร้อยมาก ละเอียดลออจริง ๆ” พ่อปากเปราะชมลูกรักแล้วส่งแย้ม
ห้วงเวลาล่วงเลยหลายนาที นานพอให้สองพ่อลูกดื่มด่ำซึมซับภาพอดีตหญิงสาวรัสเซียที่จากไปจนอิ่มเอม ล้วนเป็นภาพความหลังยามลอริสสวมชุดสวยสุดอ่อนโยน กระทั่งลูกสาวบรรจงเก็บชุดขาวลงห่อพลาสติกใสดุจเดิม ในกระเป๋ายังมีห่อถุงใสเก็บชุดขาวที่ไม่ได้แกะอีกสามห่อ ดูแล้วก็คงคล้ายกันหมดแบบเมื่อครู่ หากแต่ มีถุงหนึ่งกลับมีกระดาษกาวติดด้านนอกแล้วเขียนว่า 'travel dress' สุรีย์รัตน์จึงเริ่มหยิบถุงแปลกข้อความนั้น พลันพบว่ามีชุดอีกรูปแบบหนึ่งภายใน สุดท้ายค่อยหยิบชุดขาวผ่องขึ้นมาแผ่ออก
“ชุดวันแรกที่เราพบลอริส จำได้ไหมคะ” สุรีย์รัตน์กล่าวย้ำรำลึกภาพทรงจำ “หนูแปะข้อความข้างถุงเองละค่ะเพื่อให้จำได้ว่าเป็นชุดที่ใช้เดินทาง”
“จำได้ จำได้แม่นเลย” พ่อพยักหน้าหนักแน่น “ชุดกระโปรงขาวยาวคลุมน่อง เดรสขาวน่ารัก โบขาวประดับผมสุดสวย วันแรกที่พบน้องที่ตรวจคนเข้าเมือง ชุดน่ารักจับใจ แต่น้องเศร้าหมองมาก น่าสงสาร น่าเห็นใจเหลือเกิน”
“น้องพลัดหลงกับพ่อแม่ รอแล้วรอเล่า แต่แล้วพ่อแม่ก็ไม่กลับมา จากลาน้องตลอดกาล น่าเศร้านะคะ” สุรีย์รัตน์รำพันอดีตอันขมขื่น “แต่ว่า... เมื่อน้องจากพวกเราไป ก็หวังว่าน้องจะได้พบพ่อและแม่เบื้องบนฟากฟ้านะคะ”
“ต้องเป็นเช่นนั้นแน่นอน ลูกรัก” เกริกไกรแย้มอ่อน ๆ ปลอบลูกสาวให้เชื่อมั่น
“ชุดนี้พวกเรารักษาเป็นอย่างดีค่ะ” ลูกสาวพรรณนาเคล้าแย้มตอบรับ “ตอนน้องมาบ้านเราวันแรก ชุดหมองมาก น้องใส่ชุดนี้ซ้ำมาก่อนหลายวัน รอยกระดำกระด่างมีอยู่ทั่ว น้าไหวจัดแจงซักให้อย่างดี ถนอมชุดสุดชีวิต ชุดก็กลับมาใหม่น่าหลงใหลมากจริง ๆ ค่ะ”
“ดีจัง ลูกจำได้หมดเลย” เกริกไกรผุดยิ้มแช่มชื่นกว่าเคย รู้ว่าลูกสาวยังจดจำทุกสิ่งทุกอย่างของตุ๊กตารัสเซียได้ดีเยี่ยม
“น้าไหวก็ดีต่อพวกเราจริง ๆ นะคะ ช่วยเย็บชุดใหม่ให้น้องลอริสใส่ ตัดชุดก็เก่ง ใจดี ดูแลลอริสตอนพ่อกับหนูไม่อยู่บ้านได้ด้วย เสียดายเนอะ จากไปเร็วทั้งสองคนเลย”
สุรีย์รัตน์ก้มหน้าเฉาหม่นลง แต่แล้วพลันเงยขึ้นมาใหม่เมื่อได้ยินเสียงปลอบจากพ่อ “ต่างไปสุขสบายทั้งสองแล้ว อย่ากังวลเลยนะ ชีวิตเรายังต้องลุยสู้กันต่อ”
วาจากำลังใจจากเกริกไกรทำให้ลูกสาวเผยยิ้มน้อย ๆ อีกครั้ง
“ลอริสจากไปแล้วจะสามสิบปี น้าไหวก็จากไปแล้วสิบปี เฮ้อ...” สุรีย์รัตน์ถอนหายใจคล้ายอยากปลงตก
“ชุดกระโปรงในห่อนี้ยังมีโบสวย ๆ ด้วยนะคะ” ลูกสาวหยิบกิ๊บโบขาวปีกซ้อนสวยประดับผมให้พ่อยลโฉม
“ถ้าตอนใส่โบสวยนี้ก็จะคล้ายโบบนตัวตุ๊กตาเรซินใช่ไหม” เกริกไกรถามไถ่อยากรู้
“ใช่ค่ะ โบทรงเดียวกับรูปถ่ายใบนั้น รูปหนูนั่งคู่กับลอริสที่หนูเก็บไว้ในกระเป๋าสตางค์เลยน่ะค่ะ”
“อ๋อ จำได้แล้ว แต่ว่า...” พ่อเริ่มก้มหน้าระลึกเปรียบเทียบภาพความหลังเกือบรางเลือน “เหมือนคนละอันกับโบผมที่เห็นวันแรกนะ โบที่น้องใส่ตอนรอพ่อกับแม่ที่ตรวจคนเข้าเมือง อันนั้นสีจะอมม่วงกว่านิดนึง”
“โบอันนั้นหรอคะ... คงน่าจะถูกฝังไปกับร่างน้องแล้วละค่ะ...”
สุรีย์รัตน์เผลอหลุดวาจาถึงภาพทรงจำช่างขมขื่น...
“โธ่... ลอริสลูกรัก...” เกริกไกรก้มหน้าอุทานคะนึงหาอดีตลูกสาวรัสเซียอีกครา
“อย่าร้องไห้นะคะพ่อ หนูกำลังกลั้นน้ำตาอยู่” ลูกสาวพยายามย้ำเตือนใจไม่ให้โศกตรมซ้ำอีก
น้ำเสียงพ่อเอื่อยอ่อนแต่ยังแฝงพลังใจ “พ่อพยายามอยู่นะลูก...”
สุรีย์รัตน์พรรณนาต่อไม่ให้บรรยากาศหม่นเศร้ากว่านี้ “ก็แปลว่า... โบผ้าติดผมของลอริสแต่เดิมคงมีสองอัน ถ้าไม่นับที่น้าไหวทำเพิ่มให้น้องอีกหลายอันเลย”
“น่าจะใช่นะ” เกริกไกรคล้อยตามลูกสาว “เห็นมีอีกใบสีดำอยู่ข้างกัน ใบนั้นก็คือไว้เก็บชุดที่น้าไหวตัดใหม่ให้ลอริสใช่ไหม”
สายตาพ่อลูกมองยังอีกใบที่ใหญ่ไม่แพ้กัน วางไม่ห่างจากกระเป๋าดั้งเดิมที่เจ้าของพาเดินทางข้ามฟากฟ้าจากต่างแดน
“ใช่ค่ะ ชุดจากฝีมือน้าไหวที่ตัดให้ลอริสใส่อยู่ในนี้หมดเลย” ไม่ร่ำไรลูกสาวจึงรูดซิปเปิดกระเป๋าหนังสีดำ จังหวะแผ่กางพลันเห็นห่อถุงใสใส่ชุดสีขาวอมครีมสามห่อ
“ไว้ค่อยดูทีละใบเนอะ ใบจากรัสเซียยังดูไม่หมดเลย เหลือซองใส่เอกสารอีกแน่ะ” ไม่ช้าเกริกไกรยื่นส่งซองสำคัญอันบ่งบอกชีวิตและตัวตนของลอริสให้ลูกสาวเป็นคนเปิด
สารพันเอกสารค่อยถูกหยิบขึ้นมาทีละอย่าง ๆ
“อยากรู้ชื่อทั้งหมดของน้องลอริส มีอยู่ในนี้น่ะค่ะ” สุรีย์รัตน์นำเล่มหนังสือเดินทางประเทศรัสเซียส่งยื่นให้พ่อดู
จังหวะกางเล่มออก พลันมีแผ่นแทรกเป็นกระดาษขาวเก่า ๆ เกือบหล่นหลุดออกมา เกริกไกรคว้าไว้ทันแลเห็นเป็นข้อความปากกาหมึกน้ำเงินเขียนเป็นภาษาไทย ไม่รอช้าจึงเริ่มอ่านคำ
“เปรีติน่า ลอริส บอริซอฟน่า...”
“ชื่อของน้องลอริส แบบเต็มค่ะ” สุรีย์รัตน์เอ่ยย้ำ “หนูก็จำไม่ได้หรอกค่ะ จำยาก จำแค่ชื่อลอริสแค่นั้นเอง ยอมรับว่าจำยากมาก”
“ใช่ พ่อก็จำยากเหมือนลูกเลย” เกริกไกรก้มหน้ายอมรับ “คนรัสเซียชื่อเพราะนะ โดยเฉพาะชื่อผู้หญิง แต่จำยากจริง ๆ เลย”
“ชื่อลอริส คงมาจากชื่อทางฝรั่งเศส เพราะแม่มีเชื้อสายสวิสเลยขอตั้งชื่อให้ลูก” สุรีย์รัตน์บรรยายเท่าที่จดจำได้ “ส่วน เปรีติน่า คือนามสกุลแบบผู้หญิง ส่วน บอริซอฟน่า คือชื่อรองของน้อง ชื่อที่คนรัสเซียใช้เวลาสืบเชื้อสายว่าใครคือพ่อ ก็จะนำชื่อของพ่อมาต่อเติมในแบบชื่อของลูกชายลูกสาวน่ะค่ะ”
“ลูกจำเก่งจัง” เกริกไกรปากเปราะชมลูกอีกครา “ก็แปลว่า พ่อของลอริสชื่อบอริสสินะ”
“ถูกต้องค่ะ พ่อก็เก่งนะเนี่ยะ” ลูกสาวผลัดเอ่ยชื่นชมฝ่ายพ่อบ้าง
“ไม่หรอก พ่อไม่เก่งเลย... วนัสต่างหากที่เก่ง ช่วยเขียนภาษาไทย อธิบายอะไรหลายอย่างให้เกี่ยวกับธรรมเนียมชื่อคนรัสเซีย...”
จังหวะนี้เองเกริกไกรเริ่มก้มหน้าเฉา ลูกสาวก็สังเกตถึงสิ่งผิดแผกแปลกเปลี่ยนผ่านสีหน้าชัดเจน
“พ่อคะ คิดถึงอาวนัสใช่ไหมคะ...”
“ใช่...” เกริกไกรพยักหน้าแผ่ว “แต่ไม่ต้องห่วงนะ พ่อไม่ร้อง พ่อยังเข้มแข็ง”
“เสียดายเนอะ จากกันทั้งที่ไม่เจอกัน” น้ำเสียงจากลูกสาวช่างเศร้าหมองยิ่ง “เป็นหนูก็ใจหายค่ะ ตอนพ่อคุยผ่านไลน์กับแฟนอาวนัสว่าอาวนัสจากไปแล้วเพราะโควิด หนูนี่ใจหายไม่แพ้พ่อเลยค่ะ”
“พ่อก็เสียดาย อยากเจอนะ อยากเจอเพื่อนที่แสนดีอีกครั้ง” เกริกไกรรำพันรันทด พลางแหงนมองเพดานห้องแห่งความหลังราวกับเหม่อลอย “เขาอุตส่าห์ช่วยทั้งครอบครัวเราและลอริสมาแต่แรก พอย้ายไปมอสโกแล้วก็นานทีได้คุยกัน สามสี่ปีหลัง ๆ ก็ไม่ได้ติดต่อกันอีกเลย มารู้อีกทีก็จากพี่สานิตย์นี่แหละที่ติดต่อผ่านแฟนวนัสช่วยส่งข่าวว่าเขาป่วย”
“ลายมือที่เขียนชื่อลอริสเป็นภาษาไทยก็ของอาวนัสด้วยค่ะ” สุรีย์รัตน์ช่วยหวนระลึกภาพทรงจำให้พ่อได้สัมผัสรับรู้
เกริกไกรทอดถอนใจสายยาว สักพักจึงก้มหน้ามองรูปถ่ายบนเล่มหนังสือเดินทาง รูปถ่ายหน้าตรงของน้องลอริส หญิงสาวผู้ตกระกำลำบากหิ้วกระเป๋าใบใหญ่ลี้ภัยหวังพึ่งใบบุญประเทศไทย โฉมหน้าแม้เรียบง่ายทว่าช่างอ่อนโยนน่าเอ็นดูยิ่ง
หนึ่งชีวิตน้อยที่ไม่อาจคาดคิดเลย ไม่คิดเลยว่าสุดท้ายจะกลายเป็นลูกสาวคนที่สองแห่งบ้าน 'สุขสรวงสวรรค์' อย่างสุดวิสัย
ชั่วครู่ผ่านไป ชายชราจึงยื่นเล่มหนังสือเดินทางและกระดาษเก่า ๆ ด้วยลายมือของวนัสส่งคืนลูกสาว ทว่าเสี้ยวอึดใจถัดมา สุรีย์รัตน์กลับยื่นรูปถ่ายใบใหญ่กว่าเล่มหนังสือเดินทางเล็กน้อยให้พ่อดูอีก
เกริกไกรสะท้านใจร้องเฮือกหนึ่ง “นี่มันรูป... ครอบครัวพ่อแม่ลูกพร้อมหน้า...”
“ใช่ค่ะ รูปพ่อกับแม่และน้องลอริสบนภาพถ่ายเดียวกัน” สุรีย์รัตน์กล่าวยืนยันหนักแน่น “พ่อเขาดูเท่นะคะ ใส่แว่นมาดนักวิทยาศาสตร์เลย ส่วนแม่ก็สวยมาก ไว้ผมม้าน่ารักเชียว เหมือนลอริสเลย”
“พวกเขาไปเที่ยวกันที่จัตุรัสแดงหรอนี่ น่าเที่ยวเนอะ” เกริกไกรยิ้มอ่อนโยนให้ลูกสาว คล้ายอยากชักชวนให้เที่ยวต่างประเทศด้วยกันบ้าง “แต่ลอริสไม่แย้มไม่ยิ้มเลย ดูหน้าหมอง ๆ เศร้า ๆ ตลอดเลย”
“นั่นสิคะ น้องเค้าคงผ่านผจญชีวิตเศร้ามาตลอดสิบหกปีจนไม่เจอวันที่ยิ้มแย้ม” ลูกสาวพรรณนาเรื่องขมขื่นของตุ๊กตารัสเซียต่อเนื่อง “น้องเป็นคนยิ้มยากด้วยค่ะพ่อ หนูอยู่กับน้องสิบเดือนก็ไม่เคยเห็นน้องยิ้ม หน้าน้องเศร้าสร้อยจริง แต่น่าเอ็นดูนะคะ หนูหลงรักอยากกอดอยากหอมแก้มทุกเช้าเย็นเลย”
สีหน้าเกริกไกรเบิกรอยแย้มเขิน “พ่อก็อยากกอดนะ แต่กลายเป็นว่าลอริสอยากกอดพ่อก่อนเกือบทุกที ไม่กล้าขอกอดก่อนเพราะเกรงใจน้อง”
“น้องเค้านำรูปถ่ายนี้พกติดตัวเดินทาง ไม่รู้ว่าน้องมีลางสังหรณ์มาก่อนว่าจะไม่ได้พบหน้าพ่อกับแม่อีกหรือไรนะ สุดท้ายก็พลัดพรากกันจริง ๆ น่าสงสารมากเลย”
สิ้นเสียงสุรีย์รัตน์รำพันอดีตชีวิตน่าเห็นใจของน้องสาว คนเป็นพ่อก็พรรณนาต่อไม่ขาดระยะ “ถูกของลูกเลย ตอนน้องรับรู้ว่าพ่อกับแม่สาบสูญจากอุบัติเหตุเครื่องบินตก หาชีวิตหรือแม้แต่ศพก็ไม่เจอ น้องแทบใจสลาย หยิบรูปถ่ายนี้ขึ้นมาดูแล้วก้มซบหน้ากับหมอนร้องไห้ จำได้เลยว่าพ่อกับน้ำก็ปลอบประโลมลูบหลังอยู่ไม่ห่าง สงสารจับใจเลย เห็นแล้วน้ำตาก็ไหลตาม”
“รูปถ่ายใบนี้ คงมีคราบน้ำตาของลอริสตอนสูญเสียพ่อกับแม่แล้วด้วยนะคะ” น้ำเสียงลูกสาวแผ่วอ่อนสุดขีด
พ่อรีบยกมือเช็ดน้ำตาตนเอง ลูกสาวก็คล้ายหักห้ามใจรันทดไม่ลง มิวายน้ำตาก็คลอเอ่อออกมาอีก
“เราต่างก็ร้องไห้ ต่างก็เศร้ากันแบบนี้ แต่ก็อยากรำลึกเสมอนะ แม้จะขมขื่นแค่ไหน ก็ยังอยากจะจดจำร่ำไป เพราะว่าน้องลอริสก็คือส่วนหนึ่งของความทรงจำพวกเรานี่เอง”
เกริกไกรรำพันเสียงสั่นเครือ ทว่าพอหักห้ามใจได้จนไร้เสียงสะอื้น หวังเพียงปลอบลูกสาวให้คลายโศกตรม
“หนูร้องไห้มาเยอะแล้วละค่ะพ่อ ขอบคุณมาก ๆ ที่ปลอบหนูนะคะ” สุรีย์รัตน์ตอบเสียงหวานแม้ยังไม่สร่างหมองหม่น “หนูต่างหากที่อยากปลอบพ่อน่ะค่ะ...”
ชายเริ่มชราพยักหน้าเบา ๆ “ขอบใจนะลูก” ก่อนยื่นใบภาพถ่ายครอบครัวของลอริสคืนมือลูกสาว “มีอะไรให้ดูอีกบ้างนะ”
“มาดูพร้อมกันด้วยกันก็ได้ค่ะ” หญิงสาววัยกลางคนหยิบเอกสารอีกหลายฉบับออกมาจากซอง เกริกไกรก้มมองพร้อมสายตาลูกสาวยังแผ่นกระดาษภาษารัสเซียที่อ่านยังไงก็ไม่ออก
“ใบนี้พ่อจำได้จากวนัสเคยบอก คล้าย ๆ เป็นสูติบัตรของน้อง มีตัวเลข ตัวหนังสือ ปีเกิดครบเลย” แล้วมือเริ่มย่นชราจึงพลิกแผ่นดูด้านหลัง “วนัสแนบกระดาษที่เขียนไว้ให้ด้วยนะ นี่ไง เขียนว่า เกิด 23 สิงหาคม 1977”
“วันเกิดลอริส อายุอ่อนกว่าหนูสามปีเลย เป็นน้องสาวที่น่ารักน่าทะนุถนอมของหนู” สุรีย์รัตน์รำพันเปรียบเทียบอายุตนกับน้องรัสเซีย พลางหยิบกระดาษอีกแผ่นขึ้นมาเป็นภาษารัสเซียทั้งหมด ช่างเป็นภาษาที่ไม่อาจอ่านเข้าใจได้เลย ทว่ากลับรับรู้ง่ายดายจากคำเล่าเฉลยของวนัส
“ส่วนใบนี้เป็นหนังสือรับรองการเป็นนักเรียนโรงเรียนท้องถิ่น น่าจะวัยเพิ่งประถมมั้งคะ”
เกริกไกรหยิบเอกสารอีกแผ่นขึ้นมา มีอักษรภาษาอังกฤษปนรัสเซียอยู่ด้วยกัน “อันนี้น่าจะหนังสือรับรองฐานะนักเรียนโรงเรียนอินเตอร์นะ”
“มีชื่อน้องเป็นภาษาอังกฤษใช่ไหมคะ” สุรีย์รัตน์ถามไถ่เพื่อความแน่ใจ พ่อพยักหน้าแล้วเลื่อนนิ้วชี้ให้ดูบรรทัดข้อความที่มีชื่อภาษาอังกฤษ “นี่ไง ชื่อน้อง Pereytina Pearl Laurise”
“น้องมีชื่อที่สอง หรือชื่อกลางไม่แน่ใจนะคะ” ลูกสาวเบิกแย้มชื่นชอบ “ชื่อว่าเพิร์ลฟังดูเพราะจังเลย”
เกริกไกรช่วยเสริมตอบ “ชื่อน่ารักดี เพราะพริ้งเชียว ตอนนั้นวนัสเขียนจดหมายมาหาตอนไปทำงานที่มอสโก สืบหาความจริงเกี่ยวกับชื่อน้องลอริสอยู่นาน น้องใช้ชื่อเพิร์ลแทนชื่อรองจากพ่อบอริส คงเพราะครอบครัวอยากให้อำพรางที่มาที่ไปของคนเป็นพ่อและต้นตระกูล ครอบครัวน้องน่าจะเป็นผู้บริสุทธิ์ แต่ตระกูลของน้องส่วนใหญ่มีแต่คนที่ก่อเรื่องร้ายแรง เกรงว่าคนเหล่านั้นจะก่อปัญหาตามล่าตามตัวน้อง แล้วสุดท้ายน้องอาจถูกคัดออกไม่ให้เรียนโรงเรียนนี้ เดาว่าคงเป็นโรงเรียนมัธยมต้นนะ”
“น่าจะใช่ค่ะ พ่อคะ ดูนี่สิ มีแบบเรียนดนตรีด้วยนะคะ” สุรีย์รัตน์หยิบกระดาษหลายแผ่นที่ปรากฏบรรทัดตัวโน้ตมากมาย “ดูน่าจะมาจากโรงเรียนอินเตอร์น่ะค่ะ น้องฝึกเล่นเปียโนจากบทเรียนพวกนี้ น้องเป็นคนเก่งนะคะถึงจะดูหม่นเศร้า เคยเล่นเปียโนเทียมให้พวกเราฟังกันหนูยังจำได้”
“อ๋อ... จำได้ ๆ” เกริกไกรแย้มตอบพลางเล่าเสริม “พ่อเองที่ถามไถ่เพื่อนในสำนักงานให้หาอิเล็กโทนพกพามาให้ มันแต่งแปลงเสียงคล้ายเปียโนได้ เลยเอามาให้ลอริสลองเล่นให้พวกเราฟังคืนนึง เพลงอะไรพวกเราก็ไม่รู้หรอกแต่ฟังแล้วเพราะจัง น้องเล่นเก่งพอตัวเลยนะ ทึ่งมาก ๆ”
“น้อง... คงชอบเล่นเปียโนมากเหลือเกินนะคะ ถึงได้พกแบบเรียนดนตรีใส่กระเป๋ามาด้วย” ลูกสาวแย้มตอบเคล้าปลาบปลื้ม “หนูเพิ่งนึกได้ พ่อกับหนูเคยพาลอริสไปเล่นเปียโนจริงที่มหา'ลัยด้วยค่ะ”
“อันนี้อะไรเอ่ย อ้าว... รูปถ่ายจากวนัสนี่นา”
-ยังไม่จบตอน-
