บทที่5ความลับของลู่อวี่
ทันใดนั้นผู้คนทั่วทั้งห้องโถงก็พากันแตกตื่นขึ้นมาทันทีก่อนหน้านี้ทุกคนที่เคยมีความคิดเห็นตรงกันก็พลันขัดแย้งกันขึ้นมา ภาพลักษณ์ของนายน้อยลู่อวี่ในใจของทุกคนเปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็หลังมือจากคนเสเพลเ้าสำราญกลายเป็ผู้ยิ่งใหญ่น่าเข้าใกล้ขึ้นมาทันที!
“เอาละ! เอาละ! ลู่อวี่ รีบนำยาอายุวัฒนะไท่หยวนมาให้ท่านลุงสิบหกดูเร็วเข้า!”ท่านผู้เฒ่าห้าลู่หงิ รู้สึกตื่นเต้นมาก ยอมละทิ้งความขุ่นเคืองใจและความเข้าใจผิดในอดีตไปแล้วหายตัวมาอยู่ข้างกายลู่อวี่ในพริบตาเดียว พร้อมกับถือขวดหยกติดมือมาด้วย
การปรุงโอสถครั้งนี้ของลู่อวี่นับว่าได้เปิดหูเปิดตาและมีประโยชน์ต่อเขาไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการได้เห็นคนปรุงโอสถขั้นหกที่เกิดในตระกูลลู่เช่นนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันทำให้เขามีความสุขมากอย่างบอกไม่ถูก
“ศิษย์น้องสิบหกหากยาอายุวัฒนะที่เ้าได้ไปไม่ได้นำไปใช้ให้ก่อเกิดประโยชน์เช่นนั้นก็มอบให้ข้าเก็บรักษาไว้เถอะ!”
ลู่หงิเพิ่งได้รับขวดหยกมาและยังไม่ทันได้เปิดดูกลับถูกผู้อื่นแย่งไปครองเสียแล้ว และคนคนนั้นยังเป็ผู้เฒ่าสามลู่หงจีอีกด้วย!
แต่ก่อนที่จะทันได้พูดจบลู่หงชางก็ใช้แรงมหาศาลเข้าขวางลู่หงจีเอาไว้ หลังจากแย่งขวดหยกไปได้แล้ว ถึงได้พูดประชดประชันออกมาว่า“ผู้เฒ่าสาม ใจร้อนไปไยเล่า ยาอายุวัฒนะที่ล้ำค่าเช่นนี้คงเก็บไว้ใช้เองไม่ได้ ต้องเก็บรักษาไว้ที่ข้าก่อน!”
“ฮะ ผู้เฒ่าสี่ เ้ากล้าแย่งของของข้าอย่างนั้นหรือ อย่าถือตนว่าเ้าเป็ถึงผู้เฒ่ารองแล้วจะทำเช่นนี้ได้ข้าไม่ยอมเ้าแน่!” ลู่หงจีโมโหขึ้นมาทันที และหงายฝ่ามือขึ้น จากนั้นวงล้อสีฟ้าวงหนึ่งก็พลันกะพริบแสงปรากฏขึ้นบนฝ่ามือ
“หยุดเดี๋ยวนี้! ยาอายุวัฒนะไท่หยวนเป็สิ่งที่พวกเ้าจ้องจะแย่งกันได้อย่างนั้นหรือรีบส่งมาเดี๋ยวนี้!” ท่านผู้เฒ่าใหญ่ลู่หงเซิ่งตวาดด่าด้วยความโกรธ
ผู้เฒ่าเหล่านี้ที่ตื่นเต้นจนลืมเก็บอาการจึงพากันเงียบเสียงลงทันที ได้แต่แสดงสีหน้าละอายใจ ลู่หงชางยิ้มแกนๆ และเดินมายื่นขวดหยกใส่มือของผู้เฒ่าใหญ่อย่างไม่อาจตัดใจได้
และเมื่อจู่ๆท่านผู้เฒ่าใหญ่ได้แสดงอำนาจข่มคนห้องโถงที่วุ่นวายและโกลาหลเมื่อสักครู่นี้ก็เงียบเสียงตามไปด้วยทันที
ผู้เฒ่าใหญ่แสดงสีหน้าขึงขังกวาดตามองผู้คนในห้องโถงด้วยสายตาแข็งกร้าวและพูดด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ยว่า “เื่ในวันนี้ให้เก็บเป็ความลับในตระกูลลู่ไม่ว่าใครก็ห้ามแพร่งพรายเื่นี้โดยเด็ดขาด ใครก็ตามที่ทำเื่รั่วไหลออกไปจะต้องตายสถานเดียวและครอบครัวจะถูกขับไล่ออกจากตระกูลลู่!”
ทุกคนพลันรู้สึกเคารพยำเกรงขึ้นมาจึงรีบตอบรับเสียงดังทันที!
ลู่เหว่ยจุนไม่พูดอะไรสักคำเพราะคำพูดนั้นของท่านผู้เฒ่าใหญ่เป็สิ่งที่ใจเขาปรารถนาพอดี ถึงแม้เขาในฐานะของประมุขตระกูลลู่จะไม่ได้ออกปากเห็นชอบโดยตรงแต่ยังถือว่าท่านผู้เฒ่าใหญ่ไม่ก้าวก่ายในหน้าที่
เมื่อเห็นลูกชายปรุงยาอายุวัฒนะไท่หยวนออกมาด้วยตาเนื้อของตนเองแล้วจากคนไร้ค่าก็พลันแปรเปลี่ยนเป็อัจฉริยะทำให้เขาประหลาดใจและดีใจอยู่ไม่น้อย ถึงกับทำให้นักพรตขั้นสูงที่มีพลังยุทธ์ขั้นตงซวนเช่นเขาคนนี้ตั้งตัวไม่ติดได้
หลังจากฟื้นคืนสติกลับมาลู่เหว่ยจุนก็มองดูลูกชายที่นั่งหลับตาทำสมาธิอยู่ข้างๆด้วยความรู้สึกภาคภูมิใจอยู่ในที
แม้ว่าจะมีข้อสงสัยมากมายเกี่ยวกับต้นกำเนิดของความสามารถในการปรุงโอสถที่ยอดเยี่ยมของลูกชายผู้ไม่เอาไหนแต่ก็อดรู้สึกทะนงตนและภาคภูมิใจอย่างหาสิ่งใดเปรียบไม่ได้
หลังจากควบคุมสถานการณ์ได้แล้วผู้เฒ่าใหญ่จึงหันไปถามผู้าุโคนอื่นๆ ว่า “จากที่ข้าดูแล้ว การยื่นเื่กล่าวโทษท่านประมุขในวันนี้ไม่จำเป็ต้องหารืออีกต่อไป พวกเ้าคิดเห็นว่าอย่างไร?”
ลู่หงจีและผู้เฒ่าคนอื่นๆ พากันเอ่ยตอบรับ แต่ละคนรู้สึกละอายใจอย่างยิ่ง เมื่อสักครู่นี้ยังปรึกษาหารือกันอยู่เลยว่าจะปลดลู่เหว่ยจุนออกจากตำแหน่งประมุขของตระกูลเพราะความผิดของลู่อวี่แต่คิดไม่ถึงว่าสถานการณ์จะพลิกผันรวดเร็วเช่นนี้ ไม่เพียงแต่สถานะของประมุขลู่เหว่ยจุนที่สูงขึ้นแต่นายน้อยลู่อวี่จอมเสเพลเ้าสำราญกลับยังเชี่ยวชาญการปรุงโอสถขั้นหกด้วย นี่ถือเป็คุณงามความดีครั้งยิ่งใหญ่นับว่ามากเกินพอที่จะชดเชยความผิดที่ผ่านมาแล้ว!
แต่ด้วยเป้าประสงค์จะขับไล่ลู่เหว่ยจุนออกจากตำแหน่งลู่หงชางที่มีส่วนร่วมมากที่สุดในครั้งนี้อีกทั้งยังะโโลดเต้นอย่างมีความสุขมากที่สุดเมื่อสักครู่นี้ตอนนี้กลับตกอยู่ในสภาพคล้ายคนกำลังผิดหวัง เพราะรู้ตัวเองดีว่าครั้งนี้คงจะต้องสิ้นหวังแล้วจริงๆ
ครั้งนี้ไม่เพียงแต่บีบให้ลู่เหว่ยจุนลงจากตำแหน่งไม่สำเร็จแต่ยังทำให้ลู่เหว่ยจุนและลู่อวี่สองพ่อลูกคู่นี้ขุ่นเคืองใจตนด้วย คาดการณ์ว่าอีกไม่นานสายเืของเขาคงจะถูกคนในตระกูลถีบหัวส่งให้ออกไปอยู่ชายขอบในเร็ววันวางแผนสู้รบอย่างไรก็สู้ชะตาฟ้าลิขิตไม่ได้จริงๆ
เมื่อเห็นว่าไม่มีใครคัดค้านผู้เฒ่าใหญ่จึงประกาศเสียงก้องกังวานขึ้นว่า: “เอาละ เช่นนั้น การกล่าวโทษเื่ประมุขในวันนี้ก็ให้จบลงแต่เพียงเท่านี้จากนี้ไปลู่เหว่ยจุนจะยังดำรงตำแหน่งประมุขของตระกูลลู่ คอยดูแลรับผิดชอบทุกอย่างตามเดิม!”
เมื่อได้ลูกชายกลับมาอย่างปลอดภัยไหนจะได้วิชาการปรุงโอสถที่ดีเลิศกลับมาด้วย ตำแหน่งประมุขของตระกูลลู่ก็กลับมามั่นคงเช่นเดิมและคาดว่าจะยังมั่นคงมากยิ่งขึ้นในภายภาคหน้า ลู่เหว่ยจุนจึงรู้สึกดีมากหลังจากได้ยินคำประกาศของผู้เฒ่าใหญ่เขาลุกขึ้นจากที่นั่งตำแหน่งประมุขอันสูงส่งด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
“ต่อจากนี้ ข้าขอประกาศให้รับรู้สองเื่ด้วยกัน!”
น้ำเสียงของลู่เหว่ยจุนเคร่งขรึมฟังแล้วรู้สึกน่าเกรงขามทำให้คนจำนวนมากที่มุ่งโจมตีเขาเมื่อครู่นี้รู้สึกหวั่นใจขึ้นมาทันที
“เื่แรก นายน้อยลู่อวี่ประสบความสำเร็จในการปรุงโอสถ ในภายภาคหน้าตระกูลลู่ต้องมุ่งเน้นฝึกฝนไปทางด้านนี้และหลังจากแยกย้ายกันไปแล้วตระกูลลู่ทุกสายจะต้องให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ หากในภายภาคหน้ามีสมบัติล้ำค่าก่อกำเนิดขึ้นในตระกูลอีกจงอย่านำมันไปขายให้ผู้ใด ไม่เพียงเท่านั้น จะต้องเก็บรวบรวมและซื้อเก็บสมบัติล้ำค่าเ่าั้ไว้ให้มากๆถึงจะถูก”
“หรือหากมีคนชี้เบาะแสสำคัญของสมบัติล้ำค่ามาให้ตระกูลลู่จะต้องมอบรางวัลก้อนใหญ่เป็ค่าตอบแทนให้แก่คนผู้นั้น”
ทันใดนั้นทุกคนก็เห็นพ้องต้องกันว่าในเมื่อนายน้อยลู่อวี่สามารถปรุงยาออกมาได้ ความสำเร็จในเส้นทางการปรุงโอสถย่อมดีกว่าคนปรุงโอสถจำนวนไม่น้อยในเทียนตูเพราะในอดีตคนปรุงโอสถของตระกูลลู่ไม่เก่งกาจพอ จึงต้องฝืนใจขายอาวุธวิเศษและสมบัติล้ำค่าหลายสิ่งให้แก่ผู้อื่นทว่าตอนนี้ตระกูลลู่ได้มีคนปรุงโอสถขั้นหกในตระกูลแล้ว ใครจะยังกล้าขายของล้ำค่าและหายากเ่าั้อีกเล่าต้องเก็บไว้ใช้กันเองในตระกูลถึงจะเพิ่มพูนผลประโยชน์สูงสุดได้!
ดังนั้นเื่แรกที่ลู่เหว่ยจุนประกาศจึงเป็สาระสำคัญที่แฝงอยู่ในเื่แต่ทุกคนกลับเป็กังวลกับเื่ที่สองของเขามากกว่า ด้วยเกรงว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงของการกระจายอำนาจภายในตระกูลและเกรงว่าจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อตนเองทั้งในทางที่ดีและไม่ดี
“เื่ที่สอง ระเบียบการแบ่งยาอายุวัฒนะของตระกูลลู่เราใช้กันมานับพันปีแล้วทว่าหลังจากได้รับความแข็งแกร่งจากการปรุงโอสถของนายน้อยลู่อวี่แล้ว เห็นทีว่าระเบียบการนี้จะไม่เหมาะสมอีกต่อไปดังนั้นนับจากนี้เป็ต้นไป ตระกูลลู่จะหยุดแจกจ่ายยาอายุวัฒนะเป็การชั่วคราว จนกว่าจะมีการจัดตั้งระเบียบขึ้นมาใหม่ถึงจะกลับมาใช้อีกครั้ง”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ทุกคนก็เข้าใจ ในเมื่อมีคนปรุงโอสถขั้นหกคนหนึ่งถือกำเนิดขึ้นในตระกูลแล้วก็ถือว่าเป็เื่น่ายินดีอย่างยิ่งแน่นอนว่าปริมาณยาอายุวัฒนะในภายภาคหน้าจะต้องเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน การหยุดแจกจ่ายยาอายุวัฒนะเป็การชั่วคราวส่งผลกระทบต่อทั้งคนในตระกูลเพียงเล็กน้อย แต่ก่อให้เกิดผลประโยชน์ในภายภาคหน้าได้แน่แท้
ทว่าวิธีการนี้ของลู่เหว่ยจุนก็เหมือนกับได้ชิงอำนาจการจัดแบ่งยาอายุวัฒนะกลับคืนไปหากเป็เช่นนี้ต่อไปตำแหน่งประมุขของเขาก็จะยิ่งมีมั่นคงมากยิ่งขึ้นไปโดยปริยาย
หลังจากประกาศทั้งสองเื่นี้จบแล้วลู่เหว่ยจุนก็ประกาศปิดการประชุม
ผู้เฒ่าใหญ่ลู่หงเซิ่งเน้นย้ำกฎการรักษาความลับอย่างเคร่งครัดอีกครั้งจากนั้นถึงได้เปิดค่ายกลป้องกันศาลบรรพชนและปล่อยสมาชิกในตระกูลแยกย้ายกันกลับถิ่นฐาน
หลังจากนั้นไม่ถึงก้านธูปดีในที่สุดลู่อวี่ก็ปรับสมดุลร่างกายได้อย่างสมบูรณ์ เขาหยุดพักและลุกขึ้นยืน
ตอนที่เพิ่งได้รับร่างกายนี้มาเขาอยู่ในขั้นหลอมร่างก็ประสบความสำเร็จในการปรุงยาอายุวัฒนะไท่หยวนออกมาเตาหนึ่งแล้วขั้นพลังยุทธ์ในตอนนี้จึงยิ่งไม่ใช่ปัญหา ดังนั้นการปรับสมดุลร่างกายและนั่งสมาธิก็เพียงเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ผู้อื่นสงสัยก็แค่เสแสร้งแกล้งทำไปเท่านั้น
เมื่อเห็นลู่อวี่ยืนขึ้นลู่เหว่ยจุนและผู้าุโทั้งห้าของตระกูลลู่ที่กำลังรออยู่ในศาลบรรพชนก็หันมองไปทางเขาทันที
ลู่เหว่ยจุนกวักมือเรียกลู่อวี่และชี้ไปยังที่นั่งหนึ่งเป็การบอกให้เขานั่งลงจากนั้นก็พูดด้วยรอยยิ้มว่า “ไหน เ้าลองเล่าให้ข้าฟัง ว่ามันเกิดอะไรขึ้น อวี่เอ๋อร์เ้ากลายเป็คนปรุงโอสถขั้นหกได้อย่างไร?”
ลู่เหว่ยจุนและผู้าุโทั้งห้าคาดเดาและหารือเกี่ยวกับเื่นี้มาครึ่งค่อนวันแล้วแต่กลับไม่ได้ข้อสรุปอะไรมากนัก ดังนั้นทันทีที่ลู่อวี่ลุกขึ้นยืน ลู่เหว่ยจุนจึงถามสิ่งที่ค้างคาใจของทุกคนออกไปทันที
ลู่อวี่นั่งลงบนเก้าอี้ที่บิดาจอมปลอมชี้ชวนให้นั่งลงแล้วค่อย ๆ พูดในสิ่งที่เขาตระเตรียมเอาไว้ล่วงหน้า “เื่นี้หากให้พูดโดยละเอียดแล้วแม้แต่ข้าก็ยังรู้สึกเหมือนฝัน อันที่จริงข้าไม่ได้เรียนรู้อะไรจากเขาหนิงชุยเฟิง ศิษย์พี่ศิษย์น้องพวกนั้นล้วนแล้วแต่เป็คนที่หยิ่งผยองดูถูกความสามารถของข้า นอกจากนี้าาโอสถกลับไม่เคยเห็นข้าอยู่ในสายตาแม้แต่น้อย ช่างเสียเวลาเปล่าเวลาสามปีผ่านไปในชั่วพริบตา”
“เมื่อเวลาผ่านไปนานวันเข้า ข้าก็อดใจไปถามไถ่หาเหตุผลกับาาโอสถให้รู้ชัดไม่ได้เพราะถึงอย่างไรตระกูลลู่ของเราก็ลงเงินไปจำนวนไม่น้อยเพื่อส่งข้าไปฝึกปรุงโอสถ และต่อให้ข้าจะไม่เก่งกาจก็ต้องไปลองดูสักตั้งหากทำไม่ได้ก็ค่อยว่ากัน แต่ทุกครั้งที่ไปขอเข้าพบลูกศิษย์ของสำนักก็จะบอกกับข้าว่าาาโอสถไม่มีเวลามาพบข้าท้ายที่สุดแล้วข้าถึงได้มีเื่ทะเลาะวิวาทกับพวกเขา แต่พวกเขาไม่สอบถามข้อเท็จจริงกลับขับไล่ข้าออกมาดังนั้นข้าจึงนึกโมโหและไปจากเขาหนิงชุยเฟิง “
เมื่อพูดถึงเื่นี้ลู่อวี่ก็ทำสีหน้าละอายใจอย่างยิ่ง
ลู่หงเฟิงเป็ถึงผู้เฒ่าสี่ของตระกูลลู่แต่กลับมีอำนาจอยู่ในมือน้อยที่สุด ทว่าเขากลับเลือกเป็กลางมาโดยตลอด และไม่ทำให้ผู้ใดเกิดความขุ่นข้องเคืองใจทั้งสิ้น
เมื่อฟังลู่อวี่พูดมาถึงตรงนี้ผู้เฒ่าสี่ก็พูดออกมาด้วยความโกรธทันที “เื่นี้เป็คนจากทางเขาหนิงชุยเฟิงที่ทำเกินกว่าเหตุแม้ว่าคุณสมบัติของลู่อวี่จะแย่ไปบ้าง แต่จะทำเพิกเฉยโดยไม่ถามไถ่สิ่งใดเป็เวลาถึงสามปีก็นับว่าไม่ควรแล้วภายหลังยังมาขับไล่เขาออกโดยไร้ซึ่งเหตุผล เื่นี้คงต้องขอคำอธิบายจากทางเขาหนิงชุยเฟิงถึงจะถูกอีกอย่างตระกูลลู่ของเราก็ได้จ่ายเงินก้อนใหญ่ให้พวกเขาไปแล้วด้วย”
ลู่เหว่ยจุนโบกมือปัดแล้วพูดว่า “เื่นี้ไม่ต้องรีบร้อน ฟังที่อวี่เอ๋อร์พูดให้จบก่อนแล้วค่อยว่ากัน!”บิดาย่อมรู้จักลูกชายตนเองดีกว่าใคร ลูกชายเป็คนเช่นไรมีหรือที่เขาจะไม่รู้ เื่เสเพลนับว่าเป็เื่จริงหลายปีมานี้มีเื่ให้เขาต้องคอยตามเช็ดตามล้างให้ลูกชายอยู่ไม่น้อย และหากอาศัยอยู่บนเขาหนิงชุยเฟิงแล้วทำให้คนไม่ชอบก็นับว่าเป็เื่ที่ไม่เกินความคาดหมาย
ดังนั้นความจริงจะเป็อย่างไรคงตัดสินได้หลังจากตรวจสอบดูแล้วเพราะต่อให้เป็ลูกชายของตนเอง อย่างไรเขาก็ต้องทำความเข้าใจเื่ราวทั้งหมดก่อนแล้วถึงจะมีปฏิกิริยาโต้ตอบอย่างน้อยก็เพื่อให้เสียเพียงเล็กน้อย เพราะหากไม่ยอมเสีย อาจทำให้ต้องเสียหายมากไปกว่าเดิมนี่คือคุณสมบัติขั้นพื้นฐานของการเป็ประมุขตระกูลใหญ่
ลู่อวี่เองก็รู้ว่าบิดาที่อยู่ในฐานะประมุขของตระกูลไม่มีทางฟังความตนเองข้างเดียวและยิ่งไม่กล้าคาดหวังให้เขาเชื่อทุกอย่าง อย่างไรยามนี้คงต้องถูๆ ไถๆ เอาตัวรอดไปก่อน
ความคิดที่จะทวงถามความยุติธรรมยามนี้กลับไม่มีความคิดนี้อยู่ในหัวแม้แต่น้อย ดังนั้นเขาจึงพูดต่อไปว่า “หลังไปจากเขาหนิงชุยเฟิง ตอนนั้นข้าก็ไม่อยากกลับบ้าน”
ผู้เฒ่าหลายคนฟังแล้วคิดในใจเ้าคงไม่กล้ากลับมาน่ะสิ!
“เื่ราวที่เกิดขึ้นหลังจากนี้ก็ค่อนข้างจะแปลกประหลาดอยู่บ้าง! ระหว่างทางข้าเจอกับสัตว์ประหลาดแม้ว่าจะพยายามหลบหนีเอาตัวรอด แต่ก็ได้รับาเ็สาหัส ในที่สุดจึงสลบไปเวลานั้นข้าคิดว่า ครั้งนี้คงไม่รอดชีวิตแน่ๆแต่ใครจะคิดเล่าว่าเมื่อข้าตื่นขึ้นมา ก็พบว่าข้าไม่เพียงไม่ตายแต่กลับไม่เป็อะไรสักนิด และระดับพลังยุทธ์จากขั้นฝึกหลอมร่างก็ก้าวขั้นขึ้นมาถึงขั้นพลังจิตตอนนั้นถึงได้รู้ตัวว่าถูกคนช่วยชีวิตไว้”
“คนที่ช่วยชีวิตข้าไว้คือ ชายแก่ที่เนื้อตัวมอมแมม หนวดเคราและผมเผ้าดูเหมือนไม่ได้สระมานานแล้วหลายปีแต่ดวงตากลับสดใส”
“ส่วนพลังยุทธ์อยู่ถึงขั้นไหนข้าเองก็ไม่อาจล่วงรู้ได้เช่นกัน”
“เขาบอกกับข้าว่าเขา้าเด็กปรุงโอสถสักคน แต่เวลานั้นยังไม่สามารถหาคนที่เหมาะสมได้แม้ว่าคุณสมบัติของข้าจะไม่ดีสักเท่าไร แต่ก็พอถูไถไปได้บ้าง นับว่าการได้พบกับเขาถือเป็โชคดีของชีวิตแม้ว่าเขาจะไม่ยอมรับข้าเป็ศิษย์ก็ตาม แต่กลับชี้แนะวิชาการปรุงโอสถบางอย่างให้ข้าได้”
“ข้าคิดว่าในเมื่อเวลานั้นตัวข้าไม่อยากกลับบ้านและอย่างน้อยหากอยู่ต่อย่อมได้ประโยชน์บางอย่างกลับคืนมาจึงตอบตกลงเช่นนั้นแล้วชายผู้นั้นจึงพาข้าไปที่ถ้ำแห่งหนึ่ง”
เมื่อเดินทางไปถึงที่นั่นแล้วชายชราผู้นั้นก็เอานิ้วมาแตะที่หน้าผากของข้า ทันใดนั้น ก็มีสิ่งของบางอย่างไหลเวียนเข้ามาในหัวของข้าเป็กองมันปวดมากจนข้าสลบไปในตอนนั้น ใครจะไปรู้เล่าว่าพอฟื้นขึ้นมาแล้ว ข้ากลับรู้สึกเหมือนว่าได้ฝึกปรุงโอสถมาแล้วหลายร้อยปีและเข้าใจทุกอย่างด้วย”
“ต่อมา เมื่อชายชรากำลังปรุงยาอายุวัฒนะ ก็ใช้ให้ข้าจัดเตรียมวัตถุดิบยาและดูแลไฟให้บางครั้งก็ชี้แนะให้ข้าปรุงโอสถเอง และบอกว่าจะเป็ความสามารถติดตัวพอให้ข้าหาข้าวกินเองได้ในภายภาคหน้าสุดท้ายแล้วยังถ่ายทอดเคล็ดวิชาบางอย่างให้ข้าอีกด้วย จนเมื่อไม่กี่วันก่อน ชายชราบอกกับข้าว่าไม่้าใช้ข้าอีกต่อไปจากนั้นก็โบกมือมาทางข้า ข้าถึงได้มาปรากฏตัวอยู่ในป่าที่ตอนนั้นข้าได้หมดสติไปในตอนแรก”
“ทว่าข้ากลับลังเลใจอยู่นาน เพราะรู้สึกไม่ค่อยสบายใจนัก เพราะชายชราผู้นั้นเต็มใจถ่ายทอดความรู้ให้ข้าอย่างรวดเร็วและไม่ว่าจะทำอย่างไรข้าก็ตามหาถ้ำที่เคยอยู่ไม่พบ สุดท้ายจึงต้องยอมแพ้ และข้าเองก็รู้สึกเป็ห่วงที่บ้านไม่น้อยจึงรีบกลับมา!”