ผมยังคงแปลกใจอยู่เสมอว่าคุณปู่ของผม (ความจริงผมไม่ได้เรียกว่าปู่หรอกนะครับ เตี่ยผมเป็จีนแคะคำว่า"ปู่" ผมถูกสอนมาให้เรียกว่า "อาตา") ทีนี้เรียกให้ถูกคือ "อาตา" ของผมท่านมาสร้างโรงสีอยู่ในที่เช่นนี้ได้อย่างไร ? ตอนก่อสร้างคงจะลำบากน่าดู เพราะว่าตัวโรงสีตั้งห่างจากตัวอำเภอ ออกมาประมาณ 30 กิโลเมตร ถ้าน่าแล้งก็ยังพอจะเดินทางเข้าเมืองโดยรถยนต์ได้ แต่ถ้าน่าน้ำต้องใช้เรืออย่างเดียวเลยแหละครับ...เดินทางทางรถยนต์ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง กว่า ๆ เพราะถนนก็เป็ถนนดินลูกรัง แต่ถ้ามาทางน้ำต้องใช้เวลาถึง 3 ชั่วโมง กว่าเลยล่ะครับ เพราะคลองมันเลี้ยวโค้งไปโค้งมาเหมือนงูเลื้อยนะครับ ...แต่ถึงจะนั่งนานไปบ้างและก็หนวกหูเสียงเครื่องเรือหางยาวที่ดังแผ๊ด ๆ อยู่ตลอดเวลา แต่ผมก็ชอบกลับบ้านทางน้ำนะครับ เพราะมันเย็นชื่นใจดีต้นไม้ริมน้ำก็เยอะ ขึ้นกันอย่างแ่า อีกทั้งเห็นนกบินไปบินมาหากินปลากันดูมีชีวิตชีวาดีครับ...ลมเย็นพัดตีหน้า ยิ่งถ้าคุณแม่ยอมให้ผมนั่งริมขอบเรือยิ่งชอบใหญ่ เพราะพอคุณแม่เผลอเมื่อไหร่ผมก็จะเอามือยื่นลงไปในน้ำในขณะที่เรือกำลังวิ่งอย่างเร็ว มันเย็นจี๊ดดดด....ดีครับทั้งนิ้วก็ชาเพราะโดนน้ำตี ฝันเหมือนว่าตัวผมกำลังเหาะเฉียดกับผิวน้ำ....พุ่งไปด้วยความเร็วพร้อมกับลมที่ประทะหน้าอย่างแรง....ซุปเปอร์แมน อย่างไรอย่างนั้นเลยล่ะครับ...สองมือจับกันไว้ข้างหน้าเหาะบิดไปบิดมาเฉียดผิวน้ำ คงมีความสุขหน้าดู.....
"เอามือขึ้นจากน้ำเดี๋ยวนี้ !!!!!!"
ผมสะดุ้งเฮือก มือก็หดขึ้นมาจากน้ำโดยอัตโนมัติ...เสียงของคุณแม่ผมดังกว่าเสียงเครื่องเรือหางยาวอีกอ่ะครับ...คนทั้งเรือหางยาวก็พลอยสะดุ้งตามผมไปด้วย....ก็ต้องเข้าใจนะครับ คุณแม่ของผมต้องะโสั่งลูกน้องทำงานในโรงสีที่เวลาสีข้าวเครื่องเดินอยู่เสียงจะดังฮึงฮั่งๆๆๆ ตลอดเวลา ถ้าเสียงคุณแม่ค่อยๆคงจะสั่งงานไม่ได้ยินนะครับ "...."
แต่ปิดเทอมใหญ่ไม่ใช่น่าน้ำนะครับ...รถโรงเลยสามารถขับเข้าไปส่งผมถึงบ้านที่โรงสีได้....
ลักษณะของหมู่บ้านโรงสีที่คุุณอาตาผมสร้างไว้นับว่าทันสมัยน่าอยู่มากนะครับถ้าสมัยนี้คงเรียกเป็ (คอมมูนนิตี้ โรงสีมอลล์ นะครับ) จากถนนที่วิ่งมาจากตลาดพอถึงบริเวณด้านหน้าก็จะเป็กองแกลบขนาดใหญ่มหึมา (บางท่านอาจจะไม่ทราบ "แกลบ" ก็คือเปลือกของข้าวที่เราทานนั่นแหละครับ) สีเหลืองทองอร่ามยังกับูเาทองเลยละครับ พอเห็นกองแกลบรถก็จะเลี้ยวซ้ายไปสู่ซุ้มประตูทางเข้าบริเวณหมู่บ้านโรงสี พอผ่านซุ้มประตูก็ต้องยกมือไหว้ เพราะมีศาลตาปู่อยู่ทางซ้ายมือติดกับปากทางเข้า....พอเลยเข้ามาก็จะเป็โรงสีใหญ่มหึมาอยู่ทางขวายาวไปหลายสิบเมตร ถัดมาตรงกลางหมู่บ้านก็จะเป็ลานโล่งที่มีต้นมะม่วงขนาดใหญ่ประมาณสี่ถึงห้าต้นปลูกตรงเป็แนวขนานกับตัวโรงสีให้ร่มเงาดูร่มรื่นมากเลยละครับ....ลานนี้ชาวบ้านเรียกกันว่า"ลานต้นมะม่วง" ใช้จัดกิจกรรมต่างๆได้มากมาย ยกตัวอย่างเช่นเปิดเป็สนามให้ไก่ชนกัน ซึ่งเป็กีฬาที่คุณเตี่ยผมชอบที่สุดในโลกเลยละครับ....เพราะเริ่มจากตอนเช้าพอคุณเตี่ย ทานกาแฟเสร็จเดินเครื่องโรงสีเรียบร้อยแล้วคุณเตี่ยผมก็จะยุ่งอยู่กับไก่ของท่านทั้งวันแหละครับ แม้กระทั่งบางครั้งคุณแม่เรียกทานข้าวยังมาช้าเลยครับ..."...."
ถัดจากลานต้นมะม่วงไปก็จะเป็ห้องแถวไม้ชั้นเดียวประมาณสิบกว่าห้องตั้งขนานกับตัวโรงสีไปตลอดแนวจนถึงรั้วเลย...ห้องแถวนี้ก็จะตั้งไว้ด้วยร้านกาแฟของซุกกุงจือ (คนจีนแคะเรียกพี่น้องของปู่ว่าซุก) และร้านขายของจิปาถะ...พูดง่ายๆก็คือตลาดนั่นแหละครับ....ที่ร้านของซุกกุงจือนี่แหละครับเป็ที่รวมขนมที่ผมชอบหลายอย่างมาก ทั้งถั่วตัดเอย หมากฝรั่งแมวดำที่ทำเป็รูปบุหรี่เอย มะนาวดองที่ขายเป็กล่องๆ เอย..ฯลฯ พวกขนมเหล่านี้เป็ต้นเหตุให้ผมจำต้องยืมค่าข้าวสาร หน้าที่ผม่อยู่บ้านต้องทำคือ เฝ้าโรงสีและคอยตวงข้าวสารขายให้ชาวบ้านที่มาซื้อ...เป็กิจกรรมที่ผมเบื่อมากกกกที่สุดเลยล่ะครับเวลากลับมาอยู่บ้าน...จะมีข้อดีก็ตรงได้ยืมสตางค์ค่าข้าวสารของคุณแม่ไปซื้อขนมนี่แหละครับ ทุกเย็นคุณแม่ก็จะเรียกมาค้นกระเป๋ากางเกงเอาสตางค์ค่าขายข้าวสารทั้งหมดออกจากตัวผม....ก็ถ้าคุณแม่เอาสตางค์ไปหมดแล้วผมจะเอาที่ไหนไปซื้อขนมละครับ ?.... ความจริงเื่นี้ต้องโทษไอ้เบื๊อกเพื่อนซี้ เพราะผมไปเห็นวิธีที่มันเก็บสตางค์ของมันอย่างปลอดภัยเพราะมันกลัวหายแบบสุดๆ คือพอมันเอาสตางค์ใส่กระเป๋ากางเกงแล้วก็เอาหนังยางมัดกระเป๋ากางเกงจากข้างนอกไว้อย่างแ่า ถ้าล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกงก็จะเหมือนไม่มีอะไรในกระเป๋าแล้ว :) ....ผมก็ลองทำดูบ้างขายข้าวได้พอตกเย็นผมก็เลือกเอาเหรียญบาท (ไม่กี่เหรียญหรอกครับ) มัดหนังยางไว้กับกระเป๋ากางเกง...ทีนี้ถ้ามัดข้างเดียวกระเป๋ากางเกงมันก็จะลึกไม่เท่ากัน ด้วยความจำเป็ก็เลยต้องเอาสตางค์มัดกับกระเป๋ากางเกงไว้ทั้งสองข้างให้มีความสมดุล มันก็เลยกลายเป็เยอะนิดนึง....พอมัดเสร็จผมก็เอาสตางค์ที่เหลือทั้งหมดใส่ลงไปในกระเป๋ากางเกงทั้งสองข้าง ทีนี้ผมก็พร้อมไปรายงานตัวกับคุณแม่ให้ค้นตัวเอาสตางค์ไปหมดเป็ที่เรียบร้อย...สวยงาม....:)
ทุกอย่างเป็ไปได้ด้วยดีจนกระทั่งมีอยู่วันหนึ่งวันนั้นรู้สึกจะขอยืมสตางค์คุณแม่มาเยอะไปหน่อย พอได้รับการตรวจค้นกระเป๋าเอาสตางค์ขายข้าวให้คุณแม่เสร็จเรียบร้อย คุณแม่ก็ไล่ผมไปอาบน้ำขณะที่อยู่ในห้องน้ำคนเดียวก็นึกสงสัยว่าเมื่อกี้นี้เรายืมสตางค์มากี่บาทกันหว่าจะพอซื้อขนมได้กี่กล่องกัน ตามประสาที่เป็เด็กขี้สงสัยน่ะครับ ก็เลยแกะยางออกเอาสตางค์ออกมานับดู...นับไปนับมาเพลินครับ หลายๆ ท่านอาจจะเป็เหมือนผมนะครับที่รู้สึกว่าไม่มีความสุขอะไรในโลกเท่ากับนั่งนับสตางค์ของตัวเอง...อิอิ
คุณแม่เห็นเงียบไปนานไม่ได้ยินเสียงอาบน้ำสักทีก็เลยะโเข้ามาว่า "เมื่อไหร่จะอาบน้ำสักที" ผมก็ต๊กกะใจ คนก็ไม่ได้ทำความผิดอะไรใหญ่โต ก็เลยรีบเก็บสตางค์ใส่กระเป๋าแล้วก็เอากางเกงขึ้นแขวนเพื่อจะได้อาบน้ำ....แต่ไอ้เหรียญเ้ากรรมนะสิครับ มันไหลออกจากกระเป๋ากางเกงลงมาที่พื้นกระเบื้องห้องน้ำอ่ะครับ...(*0*)!
ั้แ่วันนั้นเป็ต้นมาคุณแม่ผมใช้วิธีง่ายๆ เลยครับ หลังจากที่ผมเฝ้าโรงสีขายข้าวสารให้คุณแม่เสร็จคุณแม่ก็ให้ผมถอดเสื้อและกางเกงส่งมอบให้กับท่านเลยไม่ต้องล้วงครับ โล่งหมด... แล้วก็ให้ผมไปอาบน้ำได้...:(
พอเลยลานต้นมะม่วงมาก็จะสุดตัวโรงสีพอดี ก็จะเป็ลานโล่งถ้าตรงไปก็จะเป็คลองซึ่งคลองบริเวณนี้จะกว้างมากเหมือนเป็เวิ้งน้ำหรือบึง แต่ชาวบ้านเรียกเป็ "หนอง" ครับเนื่องจากว่าน้ำใสมากๆๆๆ หมู่บ้านนี้เลยชื่อว่า "หนองแก้ว" ครับ บริเวณริมหนองน้ำนี้ถ้าเป็น่าน้ำก็จะเป็ท่าเรือ มีเรือวิ่งเข้าวิ่งออกขวักไขว่ดูแล้วคึกคักมากครับ บริเวณหน้าท่าเรือนี้ก็จะเป็ลานโล่งไม่มีต้นไม้เพื่อใช้เป็บริเวณขนถ่ายข้าวสารข้าวเปลือกขึ้นลงเรือและถือเป็ด้านหน้าของตัวโรงสีด้วยครับ ซึ่งหันหน้าไปทางทิศตะวันตก เวลาพระอาทิตย์จะตกดิินมองออกไปจากหน้าโรงสีีีีนี้ซึ่งจะสูงกว่าบริเวณอื่นลาดลงไปเห็นท่าเรือและหนองน้ำใสไหลเอื่อยๆ สะท้อนเงาแสงอาทิตย์ยามเย็น ถัดจากหนองไปก็จะเป็ทุ่งนาสีเขียวสดทอดยาวไปไกลสุดลูกตาเลยครััับ...
บริเวณลานหน้าโรงสีนี้ก็มีกิจกรรมยามเย็นอยู่ชนิดหนึ่งซึ่งดูแล้วเร้าใจมากพอสมควรเลยครับ คือพอตกเย็นเลิกงานโรงสีหยุดเดินเครื่อง ก็จะมีพวกแมลงไม่ทราบติดมากับข้าวเปลือกหรือแอบอยู่ในโรงสี บินออกมาจากตัวโรงสีเป็จำนวนมาก ทีนี้ก็เลยเป็โอกาศอันดีของพวกนกมาไล่โฉบกินแมลงกัน โดยเฉพาะนกนางแอ่น ไม่ทราบมาจากใหนกัน บินโฉบกินแมลงกันเต็มไปหมดจนดูดำมืดไปหมด โฉบไปโฉบมากันเป็ที่สนุกสนาน....
ไม่ทราบว่าเป็โชคหรือคราเคราะห์ของนกนางแอ่นนะครับ พอตกเย็นก็จะมีเด็กรุ่นนี่แหละครับ รวมทั้งไอ้เบื๊อกด้วย มาหาอาหารเย็นกัน เขาหาไม้ไผ่ที่เรียวยาวขนานปล้องไม้ใหญ่มาก ยาวสักประมาณสามถึงสี่เมตรเหลาเอากิ่งไผ่ออกหมดจนเนียนเหลืออีกหนึ่งเมตรจะสุดปลายปล่อยกิ่งไผ่พร้อมหนามเอาไว้ ดูๆคล้ายๆกับไม้ตีแมลงวันนะครับ แต่ใหญ่กว่ามากกก เค้าใช้สำหรับตีนกนางแอ่นที่บินโฉบลงมากินแมลงนี่แหละครับ
พูดไปดูเหมือนจะง่ายนะครับแต่จริงๆแล้วยากกกมากกกเลยครับ เพราะนกนางแอ่นบินเร็วอยู่แล้วนะครับ ทีนี้ก็ต้องกะทิศทางให้สวนกับที่นกบินโฉบลงมาพอดิบพอดีเพราะตีตามหลังนกก็จะไม่ทันหรอกครับ ที่นี้ก็ต้องมีแรงที่จะทำให้ไม้มีความเร็วมากๆได้ สรุปคือต้องมีแรง ทิศทาง และความเร็วที่ลงตัว...ถึงจะตีได้ครับ....ชีวิตผมเคยลองหลายครั้งครับ ....ไม่ได้ซักกะตัวครับ...:)
พอสุดตัวโรงสีก็ต้องเลี้ยวขวาผ่านหน้าโรงสีมา สุดท้ายกจะเจอแล้วครับ........บ้านของผม...:)