เล่มที่ 1 บทที่ 19 สิ่งที่ข้าจะสื่อ
แม้ว่าเจียงอวิ๋นจะยังไม่สามารถวิเคราะห์วิธีการใช้งานก้อนหินนั้นได้อย่างละเอียดแต่นอกจากเพิ่มประสิทธิภาพของโอสถแล้วมันยังมีความสามารถในการซ่อนระดับบำเพ็ญอยู่ด้วย!
เพราะตอนที่ตงฟางโป๋มาหาเจียงอวิ๋น เขาพบว่าบนตัวเจียงอวิ๋นไม่มีกลิ่นอายใดๆเล็ดลอดออกมาเลยแม้แต่เศษเสี้ยวเดียว
พูดอีกอย่างก็คือเขาไม่สามารถมองเห็นระดับการบำเพ็ญที่แท้จริงของเจียงอวิ๋นได้แล้ว!
หากมิใช่เพราะเมื่อวานเขารับรู้อยู่ก่อนแล้วว่าเจียงอวิ๋นก้าวขึ้นสู่ระดับเบิกปราณขั้นสามเช่นนั้นตอนนี้เขาจะต้องคิดว่าเจียงอวิ๋นยังเป็แค่คนธรรมดาเหมือนเดิมแน่
อย่างไรก็ตาม การที่สามารถซ่อนการบำเพ็ญได้สำหรับเจียงอวิ๋นแล้วถือเป็เื่ดี อย่างไรเสียความเร็วในการบำเพ็ญของเขาก็รวดเร็วจนน่าตะลึงเกินไปหากถูกพูดออกไปจะต้องตกเป็เป้าสายตาของผู้คนไม่น้อยแน่ ซึ่งความสามารถนี้ของก้อนหินมันช่วยลดปัญหาให้เขาได้อย่างใหญ่หลวงเลย
ส่วนประโยชน์อื่นๆ ของก้อนหินนั้น เจียงอวิ๋นยังไม่สามารถทดสอบต่อได้เพราะข้างกายไม่มีสิ่งที่แฝงเจตมรรคเอาไว้แต่เขาก็พอจะเข้าใจวิธีใช้บ้างแล้ว
ต้องทำให้ศิลาแปลงเป็วารีก่อน จึงจะใส่ยาโอสถลงไปข้างในได้ซึ่งการจะทำให้ศิลาแปลงเป็วารีได้ จำเป็ต้องดูดกลืนเจตมรรคอีกทั้งยังไม่ใช่แค่หนึ่งสองสาย แต่อย่างน้อยสุดก็สามสาย!
แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็เพียงความคิดของเจียงอวิ๋น หากคิดจะพิสูจน์ความจริงละก็ยังต้องทดสอบอีกหลายครั้ง
แต่ว่า ด้วยฐานะของเขาตอนนี้การจะหาวัตถุบำเพ็ญมรรคที่อาจจะมีเจตมรรคแฝงอยู่นั้นไม่ใช่เื่ง่ายเลยดังนั้นเขาจึงได้แต่วางก้อนหินไว้ข้างๆ ก่อน จากนั้นก็ตั้งใจบำเพ็ญต่อไป
พริบตาเดียวเวลาก็ผ่านไปเก้าวันในที่สุดเจียงอวิ๋นก็ยุติการบำเพ็ญของตนอีกครั้ง พลันมีเสียงท้องร้องดัง “กรู่ๆ”ขึ้นมา จึงพึมพำว่า “เดิมทีโอสถเสบียงกรังสามารถช่วยให้ท้องไม่หิวได้สามวันแต่หลังจากถูกประทับตราไปแล้ว ระยะเวลากลับเพิ่มขึ้นถึงสามเท่า”
“หากใส่โอสถดึงปราณเข้าไปในน้ำนั่นปริมาณพลังปราณที่สามารถชักนำเข้ามาได้จะเพิ่มขึ้นเป็สามเท่าด้วยไหมนะ?”
“อีกอย่าง จากที่ศิษย์พี่ใหญ่เล่าให้ฟังยังมีโอสถอีกไม่น้อยที่สามารถใช้ยกระดับการบำเพ็ญได้หากใส่ลงไปในน้ำแล้วเพิ่มประสิทธิภาพได้สามเท่าทั้งหมดละก็มันจะเป็ประโยชน์ต่อการบำเพ็ญของข้าอย่างใหญ่หลวงเลย!”
เจียงอวิ๋นตาเป็ประกายในที่สุดเขาก็รับรู้ได้แล้วว่า ก้อนหินก้อนนี้มีประโยชน์ต่อเส้นทางการบำเพ็ญมรรคของตนอย่างมหันต์นับเป็สมบัติได้อย่างแท้จริง
“ไม่รู้จริงๆว่าเยว่โหยวรู้ได้อย่างไรว่าก้อนหินก้อนนี้เป็สมบัติ แต่ของดีเพียงนี้มอบให้นางใช้เองน่าจะเหมาะสมยิ่งกว่า ปู่เคยกล่าวไว้ว่าคุณสมบัติของนางสูงไม่เลวไว้เมื่อข้ามีเวลากลับไปแล้ว ค่อยนำไปคืนให้นางแล้วกัน!”
เมื่อนึกถึงเจียงเยว่โหยวแล้วบนใบหน้าของเจียงอวิ๋นก็เผยรอยยิ้มออกมาอย่างอดไม่ได้
เพียงพริบตาเดียว เขาก็ออกจากูเาหนึ่งแสนไพศาลมาได้สองเดือนกว่าแล้วเขาไม่เคยแยกห่างจากนางนานขนาดนี้มาก่อนเลย เกรงว่าตอนนี้แม่หนูน้อยนั่นคงจะกำลังออดอ้อนปู่พร้อมกับสืบหาที่อยู่ของเขาก็เป็ได้
“ข้าเองก็คิดถึงบ้านแล้วเหมือนกัน!” เจียงอวิ๋นถอนหายใจแ่เบาก่อนจะบังคับเก็บความรู้สึกอาลัยอาวรณ์กลับไป แทนที่จะมัวนั่งคิดถึงบ้าน พยายามเพิ่มความแข็งแกร่งขึ้นโดยเร็วยังจะดีเสียกว่า เช่นนี้ถึงจะกลับไปได้เร็วยิ่งขึ้น!
“แต่วัตถุที่มีเจตมรรคแฝงอยู่ช่างหายากมากจริงๆโดยเฉพาะฐานะศิษย์จิปาถะของข้า ไม่มีทางได้มาเด็ดขาด! มีเพียงเลื่อนขั้นเป็ลูกศิษย์สายนอกก่อนเท่านั้นทางนิกายจึงจะมอบโอสถและศิลาวิเศษให้จำนวนหนึ่ง อีกทั้งยังสามารถทำภารกิจเพื่อรับแต้มผลงานแล้วนำมาใช้แลกเปลี่ยนสิ่งของจำเป็ต่างๆ ในการบำเพ็ญมรรคได้”
ผู้ที่บอกเื่เหล่านี้ให้เจียงอวิ๋นฟังย่อมต้องเป็ตงฟางโป๋
แม้นิกายจะเป็สถานที่ที่ผู้คนมากมายนับไม่ถ้วนอยากเข้าร่วมทว่าทรัพยากรบำเพ็ญมรรคนั้นมีจำกัด ไม่สามารถแบ่งให้ทุกคนได้อย่างเท่าเทียมอยู่แล้วดังนั้นการแจกจ่ายทรัพยากรจึงเป็เื่ที่เข้มงวดอย่างมาก
กระทั่งลูกศิษย์สายในเองแม้ทางนิกายจะแจกจ่ายสิ่งของให้จำนวนหนึ่งในทุกๆ เดือน แต่หาก้ามากกว่านั้นพวกเขาก็ต้องทำภารกิจเพื่อหาแต้มผลงานไปแลกเปลี่ยนเอง
ทว่าลูกศิษย์จิปาถะอย่างเจียงอวิ๋นจะได้รับรางวัลเพียงครั้งเดียวเท่านั้นในตอนที่เข้าร่วมนิกายได้สำเร็จซึ่งก็คือโอสถเสบียงกรังกับโอสถดึงปราณอย่างละสามเม็ด และวิชาพื้นฐานหนึ่งเล่ม
หลังจากนั้นนิกายก็จะไม่สนใจอะไรอีกปล่อยให้อยู่แบบตามมีตามเกิด ยกเว้นแต่ว่าศิษย์จิปาถะจะสามารถยกระดับการบำเพ็ญได้ต่อเนื่องโดดเด่นสะดุดตาเหนือเหล่าลูกศิษย์คนอื่นๆเช่นนี้เท่านั้นถึงจะได้รับความสนใจและการดูแลจากทางนิกาย
“หมายความว่า สิ่งที่ข้าต้องทำเป็อันดับแรกตอนนี้ก็คือการขึ้นเป็ศิษย์สายนอก! ยังดีที่ใกล้แล้ว!”
เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ เจียงอวิ๋นก็เผยรอยยิ้มมั่นใจออกมาบนใบหน้าขณะเดียวกันก็มองดูภายในร่างกายของตนไปด้วย บัดนี้เส้นลมปราณห้าเส้นภายในร่างกายของเขาถูกเปิดโล่งแล้ว!
ในเวลาเพียงไม่ถึงครึ่งเดือน เจียงอวิ๋นยกระดับจากคนทั่วไปขึ้นมาเป็นักพรตระดับเบิกปราณขั้นห้าแถมเขายังจงใจกดเอาไว้ไม่ให้ยกระดับเร็วไปกว่านี้อีกด้วย
ช่วยไม่ได้ปู่ได้สร้างรากฐานเอาไว้ให้เขาดีมากเกินไปจริงๆถึงเขาอยากจะบำเพ็ญให้ช้าลงหน่อยก็ยังทำไม่ได้เลย
“แต่ว่า ระดับเบิกปราณขั้นหกนั้นเป็เส้นแบ่งเขตสำคัญข้าผ่อนการบำเพ็ญลงไปก่อนชั่วคราวจะดีกว่าไว้ระดับบำเพ็ญมั่นคงสมบูรณ์แล้วค่อยมาเปิดเส้นลมปราณที่เหลือต่อ!”
เจียงอวิ๋นยืนขึ้น เดินออกจากเรือนเล็กของเขาไปสูดลมหายใจรับความสดชื่นบนูเา ทำให้จิตใจผ่อนคลายลงไม่น้อย
เดิมทีนัดท้าดวลห้าปีกับเฟิงอู๋จี้นั้นเป็ดั่งก้อนหินั์ที่คอยกดดันจิตใจของเขามาโดยตลอด
เขาไม่ได้เกรงกลัวเฟิงอู๋จี้แต่อย่างใดแต่เขาหวาดกลัวนิกายสังสารวัฏที่อยู่เื้ัเฟิงอู๋จี้ต่างหาก
ยิ่งเมื่อเขาได้เข้าร่วมนิกายแสวงมรรคแล้วเขาก็ได้รู้ซึ้งว่า อย่าว่าแต่หมู่บ้านเจียงเลยต่อให้เป็หมู่บ้านทั้งหมดในูเาหนึ่งแสนไพศาลรวมกันก็ไม่อาจต้านทานพลังของหนึ่งนิกายได้
ทว่าตอนนี้ ด้วยความเร็วในการบำเพ็ญอันสูงลิ่วรวมกับพลังลึกลับของก้อนหินสีดำ ในที่สุดก็ทำให้เจียงอวิ๋นรู้สึกว่าก้อนหินั์ก่อนหน้านี้เบาลงไม่น้อย
หลังจากยืนชมทิวทัศน์บนูเาหน้าเรือนอยู่ครู่หนึ่งเจียงอวิ๋นก็พลันเคาะศีรษะของตนไปที “จริงสิข้ามาที่ยอดเขาซ่อนเกือบครึ่งเดือนแล้วแต่กลับยังไม่ได้ไปคำนับศิษย์พี่หญิงสองท่านนั้นเลย ช่างเสียมารยาทมากจริงๆ”
อย่าเห็นว่าเจียงอวิ๋นเป็ “คนป่า” ที่ออกมาจากูเาหนึ่งแสนไพศาลแล้วจะไม่รู้ความเพราะเขาได้รับการอบรมสั่งสอนจากปู่ั้แ่เล็กๆ ว่าเป็คนต้องมีมารยาท
โดยเฉพาะในูเาหนึ่งแสนไพศาลที่มีการแบ่งอาณาเขตกันอย่างชัดเจนดังนั้นทุกครั้งที่ไปยังเขตพื้นที่ที่ไม่รู้จักสิ่งแรกที่ต้องทำก็คือการไปคำนับเ้าถิ่นก่อนจะได้หลีกเลี่ยงปัญหาที่ไม่จำเป็ไปบางส่วน
แม้ว่าตงฟางโป๋จะเคยบอกไว้ว่าในด้านวิชาอาคมศิษย์พี่หญิงสองสามารถชี้แนะแทนได้ แต่เพราะกระบี่เหล็กะเิไปแล้วทำให้เจียงอวิ๋นตัดสินใจมุ่งความสนใจไปที่การยกระดับบำเพ็ญแทนจึงไม่ได้ไปหาศิษย์พี่หญิงสองแต่อย่างใด
เขาเคาะศีรษะไปพลาง รีบเดินไปทางน้ำตกไปพลางเมื่อไปถึงขอบน้ำตกแล้ว เขากลับหยุดเท้าลงมองไปทางด้านใต้ของน้ำตกที่ถาโถมลงมาด้วยสีหน้าว่างเปล่าไม่รู้ว่าจะเข้าไปในน้ำตกอย่างไร
ดีที่ในเวลานั้นภายในน้ำตกมีเสียงไพเราะของสตรีกังวานดังขึ้นมา“ผู้มาเยือนใช่เจียงอวิ๋นหรือไม่?”
เจียงอวิ๋นรีบยกสองมือขึ้นคำนับค้อมตัวลงสุดพร้อมกล่าวไปทางที่เสียงดังมาว่า “ข้าคือเจียงอวิ๋นมาเพื่อคำนับต่อศิษย์พี่หญิงสอง!”
“เงยหน้าขึ้นเถอะ!”
เจียงอวิ๋นพลันรู้สึกตาลาย ตรงหน้ามีเงาของคนผู้หนึ่งปรากฏขึ้นมาเมื่อเจียงอวิ๋นเงยหน้าขึ้นแล้วก็ตะลึงงันไปทันที
ผู้ที่ยืนอยู่ตรงหน้าเป็สตรีวัยกลางคน แม้จะมีรูปโฉมงามงดเปี่ยมด้วยเสน่ห์น่าหลงใหลทว่าดูมีอายุน่าจะราวๆ สี่สิบกว่าปีแล้ว
เมื่อเห็นเจียงอวิ๋นนิ่งค้างไปสตรีวัยกลางคนก็แย้มยิ้มบางๆ ออกมา “แปลกใจใช่ไหม ในเมื่อข้าเป็ศิษย์พี่หญิงสองไฉนข้ากลับดูมีอายุมากกว่าศิษย์พี่ใหญ่เสียอีก?”
“แปลกใจเล็กน้อย!” เจียงอวิ๋นก็ไม่ปฏิเสธพยักหน้ารับเบาๆ
สตรีวัยกลางคนเองก็ไม่ได้อธิบายอะไร กลับกล่าวว่า“เช่นนั้นไว้เ้าได้พบกับศิษย์น้องสามแล้ว เกรงว่าคงจะประหลาดใจยิ่งกว่านี้อีก!”
เจียงอวิ๋นรู้สึกงุนงง แต่ก็ไม่กล้าถามเพียงก้มหน้าลงกล่าว “เดิมทีข้าควรมาคำนับศิษย์พี่หญิงสองเร็วกว่านี้ทว่า่นี้ข้ายุ่งอยู่กับการบำเพ็ญ จึงเพิ่งมาเอาป่านนี้หวังว่าศิษย์พี่หญิงสองจะไม่ถือสา!”
“ไม่เป็ไร เ้ามีความคิดเช่นนี้ก็เพียงพอแล้ว”สตรีวัยกลางคนสะบัดข้อมืออย่างกะทันหัน ในมือนางมียันต์แผ่นหนึ่งปรากฏขึ้น“นี่ถือเป็ของขวัญแรกพบมอบให้เ้าแล้วกัน!”
เจียงอวิ๋นรีบโบกมือปฏิเสธ“ข้าขอรับน้ำใจของศิษย์พี่หญิงสองไว้ ทว่าไม่ต้องมอบของขวัญให้ก็ได้”
“มอบให้เ้าแล้วก็รับไว้เถอะนี่ก็ไม่ใช่ของดีอะไรมากนักหรอกเป็เพียงยันต์กันตายที่ข้าสร้างขึ้นยามว่างเท่านั้น เวลาใดที่เ้าประสบภัยซึ่งอันตรายถึงชีวิตให้เ้าจุดไฟเผายันต์แผ่นนี้เสีย มันจักช่วยชีวิตเ้าได้หนึ่งครั้ง!”
ยันต์กันตาย!
แม้เจียงอวิ๋นไม่รู้ว่ายันต์แผ่นนี้มีมูลค่าเท่าใดแต่ในเมื่อมันสามารถช่วยชีวิตได้ มันต้องล้ำค่าเกินบรรยายแน่ จึงยิ่งไม่กล้ารับไว้แต่สุดท้ายศิษย์พี่หญิงสองก็ยัดเข้ามาในมือเขาอยู่ดี
“เอาละ ข้าจะบำเพ็ญต่อแล้วเ้าเองก็พยายามบำเพ็ญเข้าล่ะ อย่าปล่อยให้เวลาสูญเปล่า!” หลังจากหยุดนิ่งไปครู่หนึ่งศิษย์พี่หญิงสองก็เอ่ยเสียงต่ำพร้อมกับมองมาทางเจียงอวิ๋นด้วยแววตาแฝงความนัยลึกซึ้ง“หลังจากนี้หากเ้ามีคำถามอะไรที่ไม่เข้าใจจงไปหาคำตอบในหอซ่อนคัมภีร์ด้วยตัวเองแทนเถอะ อย่าเอาแต่ไปขอคำชี้แนะจากศิษย์พี่ใหญ่บ่อยๆเ้าคงเข้าใจสิ่งที่ข้าจะสื่อใช่ไหม!”