หลังจากที่หลี่ซวนหายไปจากสายตาของทุกคน ร่างของเขาก็พุ่งอ้อมไปยังด้านข้างของวานรเขี้ยวแดงในพริบตา
วานรเขี้ยวแดงที่เตรียมตัวอยู่ก่อนแล้ว แม้แขนข้างหนึ่งจะาเ็ แต่กลับไม่สนใจความเ็ปแม้แต่น้อย มันกระโจนเข้าใส่หลี่ซวนทันที เขี้ยวสีแดงทั้งสองข้างเปล่งประกายโลหิต ราวกับตั้งใจจะขย้ำเขาให้ตายภายในการโจมตีเพียงครั้งเดียว
หลี่ซวนเพียงยกหมัดขึ้น ราวกับคิดจะปะทะกับเขี้ยวของมันโดยตรง เมื่อเห็นเช่นนั้น วานรเขี้ยวแดงก็แสยะปาก ก่อนก้มศีรษะลงงับเข้าใส่หมัดของเขาเต็มแรง
แต่ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง ดวงตาสีครามของหลี่ซวนพลันเปล่งประกาย ก่อนจะเปลี่ยนเป็สีครามเข้ม ปฏิกิริยาของร่างกายเพิ่มขึ้นกว่าปกติครึ่งเท่า ร่างของเขาเบี่ยงหลบลงต่ำ ก่อนพุ่งลอดใต้หว่างขาของวานรที่มีขนาดใหญ่กว่ามนุษย์ถึงสามเท่า
กร๊อบ!
วานรเขี้ยวแดงกัดลงได้เพียงอากาศ เมื่อมันเงยหน้าขึ้น ร่างของหลี่ซวนก็หายไปจากสายตาเสียแล้ว
แต่เพียงครู่เดียว หลี่ซวนก็ปรากฏตัวขึ้นด้านหลังของมัน สายตาของเขาเหลือบไปเห็นดาบของผู้ฝึกยุทธ์ที่ตกอยู่บนพื้น เขาหยิบมันขึ้นมา ก่อนตั้งสมาธิแล้วอัดพลังิญญาลงไปทั่วทั้งคมดาบ คมดาบสั่นะเื ส่งเสียงหวีดเบา ๆ
"ฟัน!"
ฉัวะ!
ดาบฟันลงบนขาหลังของวานรอย่างเต็มแรง คมดาบฝ่าเนื้อและหนังอันแข็งแกร่งเข้าไปได้ราวหนึ่งส่วนสามของความลึก แต่ดาบธรรมดาไม่อาจรับพลังิญญาระดับนี้ได้
เปรี๊ยะ!
มันแตกกระจายทันที เืสีดำไหลทะลักออกจากาแ
วานรเขี้ยวแดงร้องคำรามด้วยความเ็ป ก่อนทรุดเข่าลงข้างหนึ่ง จากนั้นมันก็หันกลับมาหาหลี่ซวนทันที ดวงตาสีดำสนิทเต็มไปด้วยความคลุ้มคลั่ง มันอ้าปากกว้าง เผยเขี้ยวสีแดง ก่อนพุ่งเข้าขย้ำเขาอีกครั้ง
หลี่ซวนรู้ดี หากถูกเขี้ยวนั้นกัดเข้าเต็ม ๆ ต่อให้มีโล่พลังิญญาคุ้มกัน เขาก็คงได้รับาเ็ไม่น้อย เขาจึงเปิดใช้ดวงตาเป็ครั้งที่สาม ปฏิกิริยาของร่างกายเพิ่มขึ้นอีกครั้ง ร่างของเขาเบี่ยงหลบการกัดได้อย่างหวุดหวิด เขี้ยวสีแดงกัดผ่านอากาศไปเพียงเส้นผม
แต่ครั้งนี้วานรเขี้ยวแดงไม่ปล่อยโอกาสให้หลุดมือ แขนข้างที่ยังใช้ได้พลันสะบัดเข้าใส่หลี่ซวนอย่างรุนแรง
หลี่ซวนที่เพิ่งหลบการกัดมาได้ กำลังจะสวนกลับ แต่แขนั์นั้นกลับมาถึงตัวเสียก่อน แม้จะหลบไม่ทัน แต่ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา เขาผ่านการต่อสู้กับสัตว์อสูรมานับครั้งไม่ถ้วน สถานการณ์เช่นนี้ไม่ใช่เื่แปลกสำหรับเขา
เขารีบโคจรพลังิญญาทั้งหมดเข้าสู่แขนทั้งสองข้าง ก่อนยกขึ้นรับ พร้อมเบี่ยงแรงปะทะออกด้านข้าง
ตูม!
แขนของวานรถูกเบี่ยงออกไปด้านข้างทันที แรงมหาศาลจากการเบี่ยงทำให้ร่างของหลี่ซวนถอยหลังไปหลายก้าว แขนทั้งสองข้างชาไปชั่วขณะ แต่ก็ยังดีกว่าการรับการโจมตีเต็ม ๆ
เมื่อเห็นว่าวานรเสียการทรงตัวจากแรงเหวี่ยงของตนเอง หลี่ซวนก็ไม่ปล่อยโอกาสนั้นหลุดมือ พลังิญญาทั้งหมดพลันรวมตัวอยู่ที่ขาขวา
ตูม!
เขาพุ่งเข้าไปเตะเข้าที่ลิ้นปี่ของวานรอย่างรุนแรง
วานรเขี้ยวแดงร้องคำรามลั่น ร่างมหึมาทรุดฮวบลงกับพื้น ยังไม่ทันที่มันจะตั้งตัว หลี่ซวนก็พุ่งเข้าประชิด แม้แขนจะยังเจ็บชาอยู่บ้าง แต่ก็เพียงพอสำหรับการโจมตีครั้งสุดท้าย
หมัดที่ห่อหุ้มด้วยพลังิญญากระหน่ำลงบนใบหน้าของวานรอย่างต่อเนื่อง
ตูม! ตูม! ตูม!
หมัดแรก... หมัดที่สอง... หมัดที่สาม...
แม้วานรจะพยายามยกแขนที่ถูกเบี่ยงไปเมื่อครู่ขึ้นมาโจมตีหลี่ซวน แต่เมื่อเห็นเช่นนั้น เขากลับไม่สนใจ และยังคงปล่อยหมัดออกไปอย่างต่อเนื่อง
ตูม! ตูม!
ห้า... เจ็ด... แปด...
มือของวานรที่กำแน่นอยู่ก็ค่อย ๆ คลายลง จนถึงหมัดที่สิบห้า
ทุกหมัดของเขาอัดแน่นไปด้วยพลังิญญาเกือบทั้งหมดที่เหลืออยู่ในร่าง เสียงะเิดังสนั่นไปทั่วผืนป่า พื้นดินใต้ร่างของวานรยุบตัวลงเป็หลุมลึก ใบหน้าของมันแหลกยับ เขี้ยวสีแดงทั้งสองซี่กระเด็นหลุดออกจากปาก
ท้ายที่สุด... ร่างมหึมาของวานรเขี้ยวแดงก็แน่นิ่ง ไม่เหลือลมหายใจอีกต่อไป
ทุกคนที่เห็นภาพตรงหน้าต่างยืนนิ่งงัน สัตว์อสูรที่แข็งแกร่งถึงเพียงนั้น เพียงสะบัดแขนครั้งเดียวก็ทำให้ผู้ฝึกยุทธ์าเ็สาหัสจนหมดสภาพการต่อสู้ แต่บัดนี้... มันกลับถูกโค่นลงและจบชีวิตอย่างน่าอนาถ
หลี่ซวนยืนอยู่เบื้องหน้าร่างของวานรเขี้ยวแดง พลางหอบหายใจถี่ พลังิญญาภายในร่างเหลืออยู่ไม่มากนัก เขาก้มลงมองร่างที่แน่นิ่งของวานร ก่อนคิดในใจ
'แข็งแกร่งกว่าที่ข้าคาดไว้มาก... นับตั้งแอกจากหมู่บ้านซีเหอมา นี่เป็อสูรที่มีกายเนื้อแข็งแกร่งที่สุดเท่าที่ข้าเคยต่อสู้ด้วย แม้ระดับการบำเพ็ญของมันจะอยู่เพียงลมปราณแรกเริ่มขั้นกลาง ไม่ต่างจากข้า แต่กายเนื้อของมันกลับแข็งแกร่งกว่ามนุษย์หลายเท่า หากข้าไม่ได้อยู่ในลมปราณแรกเริ่มขั้นกลางสูงสุด... ผู้ที่พ่ายแพ้ในวันนี้ คงเป็ข้า'
หลี่ซวนสูดลมหายใจลึก ก่อนยิ้มบาง ๆ
'เ้าวานรตัวนี้... ทำให้ข้าต้องใช้พลังิญญาไปถึงเก้าส่วน แต่ก็ถือว่าเป็ประสบการณ์การต่อสู้ที่คุ้มค่า'
หลังจากนั้น หลี่ซวนก็เก็บผลึกอสูรสีใสภายในร่างของวานรเขี้ยวแดง พร้อมทั้งเขี้ยวสีแดงทั้งสองซี่ที่หลุดออกมา ใส่ลงในถุงเก็บของ
...
"พวกเราขอขอบคุณท่านเซียนที่ช่วยชีวิต!"
ทันใดนั้นเอง ก็มีเสียงของผู้คนดังขึ้นจากด้านหลังของหลี่ซวน เมื่อเขาหันกลับไป ก็พบว่าผู้คนทั้งคาราวาน ไม่ว่าจะเป็ชายชรา ซูเยว่หลัน ผู้ฝึกยุทธ์ที่ไม่ได้รับาเ็ หรือคนรับใช้ ต่างพากันคุกเข่าลง ก่อนก้มศีรษะกราบกับพื้นพร้อมกัน
หลี่ซวนที่เห็นภาพนั้นก็ถึงกับใ ทำตัวไม่ถูก
"เหตุใดพวกท่านถึงทำเช่นนี้? รีบลุกขึ้นเถิด!"
กล่าวจบ เขาก็รีบเดินเข้าไปพยุงชายชราและผู้ที่อยู่ใกล้ให้ลุกขึ้น
ซูเหวินชางประสานมือแล้วกล่าวด้วยความเคารพ "ท่านเซียน พวกเราเป็เพียงมนุษย์ธรรมดา เมื่อได้พบท่านเซียน ย่อมต้องคุกเข่าคารวะเป็ธรรมดาขอรับ"
หลี่ซวนได้ยินเช่นนั้นก็ยิ่งงุนงง นี่เป็ครั้งแรกที่มีผู้คนปฏิบัติต่อเขาเช่นนี้ เขาจึงรีบโบกมือพลางกล่าว
"พอเถิด ถึงแม้ข้าจะเดินบนเส้นทางแห่งการบำเพ็ญ แต่การให้พวกท่านคุกเข่าเช่นนี้ ข้ารู้สึกลำบากใจยิ่งนัก พวกท่านปฏิบัติต่อข้าเช่นคนธรรมดาก็พอ อีกทั้ง... ข้ายังมีเื่อยากถามพวกท่านอีกหลายอย่าง"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ซูเหวินชางก็รีบประสานมืออีกครั้ง
"ขอรับ ตราบใดที่เป็สิ่งที่พวกเรารู้ พวกเราจะตอบทุกเื่ที่ท่านเซียนอยากทราบ"