มือลอบสังหาร?
ฮ่องเต้ฉี่อู่มีองครักษ์อวี่หลินคอยคุ้มกันในวัง อีกทั้งยังมีองครักษ์ชื่อหลงที่ควบคุมกิจการภายนอกวัง ซึ่งช่วยกำจัดศัตรูไปไม่น้อย เหตุใดจึงต้องมีมือลอบสังหารอีก
แท้จริงแล้ว จิตใจของโอรสสวรรค์ช่างยากหยั่งถึง
ซูอิ่นเย่ว์กลับคิดวิเคราะห์ในใจ
ฉู่จี้เฟิงพูดเช่นนี้เพื่อทดสอบนาง หรือว่าเขาเริ่มวางใจนางแล้ว?
หลังจากเหตุการณ์รักษาองค์ชายใหญ่ นางไม่อาจเชื่อใจฉู่จี้เฟิงได้อีก จำต้องระมัดระวังตัว
น่าเสียดายที่ฉู่จี้เฟิงไม่รู้ความคิดในใจนาง ไม่เช่นนั้นคงโกรธจนกระอักเลือดเป็นแน่
ไม่นานพวกเขาก็มาถึงเชียนเว่ยโหลว
ฉางอู๋อิ่งได้ให้คนมาจองห้องไว้ล่วงหน้า เมื่อเจ้าของโรงเตี๊ยมเห็นฉู่จี้เฟิง ก็รีบโค้งคำนับพาพวกเขาเข้าไปยังห้องรับรองทันที
ห้องรับรองกว้างขวาง องค์ชายใหญ่ฉู่เฉิงเต๋อนั่งรออยู่ก่อนแล้ว เขาสวมชุดธรรมดา พอเห็นฉู่จี้เฟิงก็ลุกขึ้นมาต้อนรับทันที
“หลิงอ๋องซื่อจื่อ”
ฉู่เฉิงเต๋อมีท่าทางเคารพนอบน้อม จนเกือบจะทำความเคารพเขาเสียด้วยซ้ำ
ซูอิ่นเย่ว์เห็นดังนั้น ก็อดคิดไม่ได้ว่าทั้งสองคนนี้สลับสถานะกันหรืออย่างไร
“องค์ชายใหญ่” ฉู่จี้เฟิงพยักหน้าเล็กน้อย “นี่คือพระชายาของข้า”
ซูอิ่นเย่ว์ชะงักไป ไม่คิดว่าเขาจะแนะนำตนเองเช่นนี้ รู้สึกไม่คุ้นเคยอยู่บ้าง
ฉู่เฉิงเต๋อมองนาง แววตาฉายแววประหลาดใจเล็กน้อย ก่อนกล่าวว่า “ข้าพักรักษาตัวในวังมาหลายวัน บัดนี้อาการดีขึ้น กำลังคิดจะหาทางขอบคุณพระชายาซื่อจื่ออยู่พอดี ไม่คิดว่าวันนี้จะได้พบกัน ข้าขอบคุณพระชายาซื่อจื่อที่ช่วยชีวิตข้าไว้ในวันนั้น!”
เขาให้เกียรตินางเป็นอย่างมาก ยกมือขึ้นทำความเคารพท่าทางสง่างาม ต่างจากฮ่องเต้ฉี่อู่ที่ดูเหี้ยมโหดโดยสิ้นเชิง
ซูอิ่นเย่ว์ไม่อาจหยิ่งผยองเช่นฉู่จี้เฟิงได้ นางรีบโค้งตอบกลับ “เป็นเพราะองค์ชายมีบุญวาสนา”
หากอยากขอบคุณ เช่นนั้นทำไมไม่มอบค่ารักษามาด้วยเล่า
แท้จริงแล้ว ฉู่เฉิงเต๋อเพียงต้องการให้เกียรติฉู่จี้เฟิงเท่านั้น หาไม่แล้วคงไม่มีทางลดตัวมาแสดงความขอบคุณต่อบุตรสาวอนุผู้หนึ่ง
จากนั้นเขาเห็นฉู่จี้เฟิงรีบนั่งลง จึงกล่าวว่า “ข้าได้ยินว่าเมื่อวานซื่อจื่อถูกลอบโจมตี ได้รับบาดเจ็บไม่น้อย เหตุใดวันนี้ยังออกมาข้างนอกอีก”
ฉู่จี้เฟิงกล่าวถึงจุดประสงค์โดยตรง “กุ้ยเฟยเชิญราชครูมาสอนหนังสือให้องค์หญิงสาม แต่การศึกษาเพียงลำพังน่าเบื่อไปหน่อย ไยไม่ให้คุณหนูสี่แห่งสกุลซูเข้าวังเป็นสหายร่วมศึกษาขององค์หญิงสามเล่า”
ฉู่เฉิงเต๋อชะงักไปชั่วครู่ ก่อนจะหันไปมองซูอิ่นเย่ว์โดยไม่รู้ตัว
พระมารดาของเขาเสียชีวิตตั้งแต่เขายังเด็ก เขาถูกเลี้ยงดูภายใต้การดูแลของกุ้ยเฟยซึ่งไม่มีพระโอรส นางจึงเลี้ยงดูเขาเสมือนลูกแท้ๆ
เขาไม่แน่ใจว่าฉู่จี้เฟิงกำลังคิดอะไรอยู่ แต่ในเมื่อเป็นครั้งแรกที่ฉู่จี้เฟิงนัดพบตน หากแม้แต่เรื่องเล็กๆ นี้ยังจัดการไม่ได้ เขาจะร่วมมือกับฉู่จี้เฟิงต่อไปได้อย่างไร
เมื่อคิดเช่นนั้น เขาจึงตอบตกลง “องค์หญิงสามมักจะบ่นว่าน่าเบื่อ หากข้ากราบทูลเสด็จแม่ แน่นอนว่าพระองค์จะทรงเห็นชอบ”
ฉู่จี้เฟิงจิบชา สีหน้าเรียบเฉย “เช่นนั้น ข้าขอขอบคุณองค์ชายใหญ่”
ขณะนั้นเอง เจ้าของโรงเตี๊ยมพาคนยกอาหารเข้ามา ไม่นานโต๊ะก็เต็มไปด้วยสำรับอาหาร แต่ฉู่จี้เฟิงกลับยกตะเกียบขึ้น ก่อนมองไปทางฉู่เฉิงเต๋อ “องค์ชายใหญ่ ข้าไม่คุ้นเคยกับการรับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่น”
สีหน้าของฉู่เฉิงเต๋อแข็งทื่อ แม้จะพยายามซ่อนอารมณ์ แต่ประกายความโกรธในดวงตาก็ปิดไม่มิด
เขาเป็นใครกัน เขาคือองค์ชายใหญ่แห่งแคว้นต้าฉี่!
แต่เมื่อฉู่จี้เฟิงยกมุมปากขึ้นเพียงเล็กน้อย ฉู่เฉิงเต๋อกลับรู้สึกหวาดหวั่น รีบลุกขึ้นกล่าวว่า
“ข้าเกือบลืมไปว่าต้องไปถวายบังคมเสด็จแม่ ขออภัย ข้าขอตัวก่อน”
หลังจากฉู่เฉิงเต๋อจากไป ฉู่จี้เฟิงจึงเริ่มลงมือรับประทาน
ซูอิ่นเย่ว์ขมวดคิ้วเล็กน้อย “พวกเรากำลังขอให้เขาช่วย ท่านไยไม่ให้เกียรติองค์ชายใหญ่เล่า”
“เจ้าคิดผิด ข้ามิได้ร้องขอให้เขาช่วย” ฉู่จี้เฟิงกล่าว “แต่ให้เขาทำงานให้ข้า”
ช่างเป็นคำพูดที่โอหังนัก!
“แต่ฝ่าบาทมีโอรสเพียงสามคน อีกทั้งเขายังเป็นโอรสองค์โต โอกาสขึ้นครองบัลลังก์สูงมาก เหตุใดท่านจึงทำให้ความสัมพันธ์เลวร้ายถึงเพียงนี้”
“เขามีโอกาสก็เท่านั้น แต่หาใช่องค์รัชทายาทไม่ เจ้าไม่ต้องใส่ใจมากนัก” ฉู่จี้เฟิงคีบลูกชิ้นกุ้งใส่ถ้วยของนาง “คราวก่อนเจ้ากินของพวกนี้ไม่ได้ ตอนนี้กินได้หรือยัง”
ซูอิ่นเย่ว์มองลูกชิ้นกุ้งในถ้วย พลันรู้สึกว่าที่แท้พวกเขามาที่เชียนเว่ยโหลว มิใช่เพื่อเจรจากับองค์ชายใหญ่ แต่เป็นการพานางมารับประทานอาหารโดยเฉพาะ
หลังจากฉู่เฉิงเต๋อออกจากเชียนเว่ยโหลว เขาก็นั่งรถม้าเข้าไปในวัง แต่ใกล้ถึงเที่ยง ท้องเขาก็ร้องด้วยความหิว จึงแวะหาร้านอาหารข้างทางเพื่อรับประทานมื้อกลางวัน
ในฐานะองค์ชายใหญ่ ทุกคนล้วนแต่ประจบสอพลอเขา ทว่าฉู่จี้เฟิงกลับไม่เห็นเขาอยู่ในสายตาเลย
องครักษ์เห็นสีหน้าของเขาไม่ดี จึงกล่าวว่า “หลิงอ๋องซื่อจื่อช่างเกินไปนัก ขอให้ท่านช่วยเหลือแท้ๆ แต่กลับไม่คิดเลี้ยงอาหารสักมื้อ ช่างไร้มารยาทเสียจริง!”
ฉู่เฉิงเต๋อเองก็โกรธเต็มอก “ช่างเถิด เขาไม่เคยไว้หน้าผู้ใดอยู่แล้ว”
องครักษ์คนหนึ่งเสนอความเห็น “หากเช่นนั้น ท่านก็อย่าไปช่วยเหลือเขาเลยจะดีกว่า”
ฉู่เฉิงเต๋อได้ยินดังนั้น ก็โมโหจนเตะองครักษ์ผู้นั้น พร้อมตวาดว่า “เจ้าโง่! เจ้าจะให้ข้าไปเป็นศัตรูกับฉู่จี้เฟิงอย่างนั้นหรือ!”
ฉู่จี้เฟิงกุมอำนาจองครักษ์ชื่อหลงไว้ในมือ หากได้รับการสนับสนุนจากเขา การช่วงชิงตำแหน่งรัชทายาทของตนก็จะมีโอกาสสูงขึ้น
ก่อนหน้านี้เมื่อเขาตกอยู่ในอันตราย ฉู่จี้เฟิงเป็นผู้ไปช่วยเหลือ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ฉู่จี้เฟิงลึกๆ แล้วให้ความสำคัญกับเขา อีกทั้งองค์ชายรองก็พยายามดึงตัวฉู่จี้เฟิงเข้ามาอยู่ฝ่ายตนเองเช่นกัน เพียงแต่ฉู่จี้เฟิงเป็นคนโอหังและเย่อหยิ่งเกินไป ไม่เคยเห็นองค์ชายรองอยู่ในสายตาเลย
องครักษ์ตกใจจนรีบคุกเข่าขอขมา “บ่าวมิกล้าขอรับ! บ่าวเพียงแต่เห็นว่าท่านถูกเอาเปรียบ จึงอดคิดไม่ได้ขอรับ!”
“จะมีอะไรให้ถูกเอาเปรียบ ฮ่องเต้องค์ก่อนโปรดปรานเขาตั้งแต่ยังเยาว์ นั่นเป็นเพราะเขามีความสามารถ”
ฉู่เฉิงเต๋อมองฉู่จี้เฟิงแล้วไม่ค่อยถูกชะตา แต่ก็จนปัญญา เพราะเขาไม่สามารถจัดการกับฉู่จี้เฟิงได้ และยังไม่กล้าไปยุ่งกับอีกฝ่ายโดยไม่จำเป็น
องครักษ์มิกล้ากล่าวอะไรอีก
ฉู่เฉิงเต๋อพูดขึ้นอย่างเย็นชา “ปล่อยให้เขาได้ใจไปก่อนเถอะ รอให้ข้าขึ้นเป็นรัชทายาทเมื่อใด เมื่อนั้นเขาก็หมดประโยชน์แล้ว”
แต่ตอนนี้เขายังต้องเข้าเฝ้าเพื่อช่วยฉู่จี้เฟิงจัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อย และพยายามดึงตัวฉู่จี้เฟิงเข้ามาอยู่ฝ่ายตนเอง
ในวันนั้นเอง วังหลวงก็ส่งหมัวมัวผู้สูงวัยคนหนึ่งออกจากวังไปยังจวนสกุลซู
นางเป็นคนของกุ้ยเฟย
หยางซื่อเข้าใจว่ากุ้ยเฟยให้ความสนใจบุตรสาวทั้งสองของนาง จึงให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น
หมัวมัวค้อมกายเล็กน้อยก่อนกล่าวว่า “องค์หญิงสามกำลังศึกษากับราชครู กุ้ยเฟยจึงอยากหาสหายร่วมศึกษาที่เหมาะสมให้องค์หญิง พระชายาซื่อจื่อเห็นว่าคุณหนูสี่แห่งตระกูลซูมีวัยใกล้เคียงกัน อีกทั้งยังว่านอนสอนง่าย คงเข้ากับองค์หญิงสามได้เป็นอย่างดี”
ซูเจี้ยนจิ่นและหยางซื่อถึงกับอึ้งไปชั่วขณะ ขณะที่ซูเยียนหนิงเองก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่ซูเยียนอวี่กลับอดรนทนไม่ไหว ถามขึ้นว่า
“หมัวมัว แล้วข้าเล่า”
หมัวมัวอาวุโสก้มตาลง ตอบอย่างไร้ช่องโหว่ “กุ้ยเฟยต้องการเพียงคุณหนูหนึ่งคนเป็นสหายร่วมศึกษา หากมากเกินไปอาจไม่เหมาะสม”
“แต่ข้าย่อมเหมาะสมกว่าน้องสี่!” ซูเยียนอวี่รีบกล่าว “ข้าเป็นบุตรสาวภรรยาเอก ย่อมคู่ควรกับฐานะอันสูงส่งขององค์หญิงสามมากกว่า”
หากได้เป็นสหายร่วมศึกษาขององค์หญิงสาม อนาคตย่อมมีโอกาสเข้าสู่แวดวงอำนาจแน่นอน
เฉินซื่อและซูลั่วฝูที่อยู่ข้างๆ ถึงกับรู้สึกกระอักกระอ่วน
แม้ซูเจี้ยนจิ่นจะรู้ว่าบุตรีคนที่สามของตนพูดจาไม่เข้าหู แต่ใจเขาก็คิดเช่นเดียวกัน จึงกล่าวว่า “ใช่แล้ว หมัวมัว นี่เป็นตำแหน่งสหายร่วมศึกษาขององค์หญิงสาม ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ หวังว่าหมัวมัวจะช่วยพูดกับกุ้ยเฟยสักคำสองคำว่าพอจะพิจารณาเปลี่ยนตัวเลือกได้หรือไม่”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หมัวมัวอาวุโสหัวเราะเย็นชา “คุณหนูสามของใต้เท้าซูเป็นเช่นนี้ หากได้เป็นสหายร่วมศึกษาขององค์หญิงสาม เกรงว่าองค์หญิงสามอาจเสียคนก็เป็นได้”