บรรยากาศในห้อง 302 กำลังคึกคัก ปาเยว์เซิงกำลังเล่าเื่การขี่ม้าในทุ่งหญ้าด้วยน้ำเสียงดังกังวาน ขณะที่จางเฉินนั่งฟังพลางหัวเราะชอบใจ ส่วนอิ๋งเย่เพียงแค่นั่งเช็ดหน้าจอแล็ปท็อปของตัวเองเงียบๆ
แกร๊ก...
ลูกบิดประตูหมุนเปิดออกอย่างแ่เบา ไร้ซึ่งเสียงกระแทกกระทั้น ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งเดินก้าวเข้ามาในห้องอย่างเงียบเชียบ
เขาสวมเสื้อเชิ้ตคอปกสีกรมท่าทอจากขนแกะแคชเมียร์เนื้อละเอียด กางเกงสแล็คเข้ารูป และรองเท้าหนังโลฟเฟอร์ที่ขัดจนเงาวับ ในมือของเขามีกระเป๋าเดินทางหนังแท้สีดำเพียงใบเดียว ท่าทางการเดินและการวางตัวของเขาดูสง่างามและผ่อนคลาย แต่ทว่ากลับแฝงไว้ด้วยความระมัดระวังในทุกย่างก้าว
"สวัสดีครับ ผมชื่อเซี่ยเหวินเจา รูมเมทเตียงสุดท้าย" น้ำเสียงของเขานุ่มนวลและเป็มิตร
จางเฉินรีบลุกขึ้นมาต้อนรับทันที
"โอ้! ครบแก๊งพอดี! ฉันจางเฉิน มาจากเวินโจว ส่วนหมอนี่ปาเยว์เซิงจากมองโกเลียใน และที่นั่งหน้านิ่งอยู่นั่นคืออิ๋งเย่"
เซี่ยเหวินเจาพยักหน้าทักทายทุกคนอย่างให้เกียรติ ปาเยว์เซิงรีบยื่นเนื้อตากแห้งชิ้นโตให้ตามธรรมเนียม เซี่ยเหวินเจาไม่ได้แสดงอาการรังเกียจอาหารพื้นบ้าน เขาฉีกเนื้อเข้าปากเคี้ยวช้าๆ พลางเอ่ยชม
"เนื้อวัวแท้ตากลมหนาว รสชาติดีมากครับ ขอบคุณนะ"
รอยยิ้มของปาเยว์เซิงกว้างขึ้นทันที การกระทำเล็กๆ นี้ทำให้บรรยากาศในห้องกลมเกลียวขึ้นอย่างรวดเร็ว
ทว่าภายใต้รอยยิ้มเป็มิตรนั้น สมองของเซี่ยเหวินเจากำลังทำงานอย่างหนักหน่วง เขาคือทายาทสายตรงของตระกูลเซี่ย ตระกูลธุรกิจระดับท็อปของมณฑล ถูกปลูกฝังให้ประเมินผู้คนั้แ่จำความได้
เซี่ยเหวินเจาปรายตามองเพื่อนร่วมห้องทีละคน
‘จางเฉิน... เสื้อกุชชี่ นาฬิกาโรเล็กซ์ ท่าทางเปิดเผยและชอบเป็จุดสนใจ ลูกเศรษฐีใหม่ที่ไม่มีพิษภัย ซื้อใจได้ด้วยการให้เกียรติ’
‘ปาเยว์เซิง... ร่างกายกำยำ แววตาซื่อตรง ใช้ของราคาถูกแต่มีน้ำใจ จริงใจและตรงไปตรงมา เหมาะจะเป็พันธมิตรที่ไว้ใจได้’
สุดท้าย สายตาของเซี่ยเหวินเจาก็ไปหยุดอยู่ที่ผู้ชายที่นั่งอยู่มุมห้อง...
‘อิ๋งเย่’
เซี่ยเหวินเจาหรี่ตาลงเล็กน้อย เขาเห็นกระเป๋าหนังไร้แบรนด์ที่ตัดเย็บอย่างประณีต แล็ปท็อปโครงสร้างหนาเตอะที่ถูกแกะสติกเกอร์ออกจนเกลี้ยง และ... พาวเวอร์แบงก์ราคาถูกสามก้อนที่กำลังเสียบปลั๊กชาร์จไฟหอพักอย่างเอาเป็เอาตาย
ความขัดแย้งของสิ่งของเหล่านี้ทำให้เรดาร์ในหัวของเซี่ยเหวินเจาร้องเตือน
เขาตัดสินใจเดินเอาของไปเก็บที่โต๊ะข้างๆ อิ๋งเย่เพื่อหยั่งเชิง
"คุณประกอบเครื่องนี้เองเหรอครับ? โครงสร้างระบายความร้อนระดับนี้น่าจะใช้รันโมเดลหนักๆ... ทำพวก High-Frequency Trading หรือวิเคราะห์บิ๊กดาต้าล่ะครับ?"
เซี่ยเหวินเจาจงใจใช้ศัพท์เทคนิคเชิงลึกเพื่อดูปฏิกิริยา
อิ๋งเย่ซึ่งกำลังจดบางอย่างลงในสมุดปกอ่อนราคาลอกเลียนแบบหน้าโรงเรียนประถม เงยหน้าขึ้นมามองรูมเมทคนใหม่
"เปล่าครับ" อิ๋งเย่ตอบเสียงเรียบ
"ผมแค่เอาไว้คำนวณบัญชีรายรับรายจ่ายนิดหน่อย"
‘คำนวณรายรับรายจ่าย? เซี่ยเหวินเจาชะงักไปเสี้ยววินาที ใช้เครื่องระดับเวิร์กสเตชันมาทำบัญชีเนี่ยนะ? บัญชีอะไรต้องใช้พลังประมวลผลมหาศาลขนาดนี้... หรือว่าเขาหมายถึงการคำนวณกระแสเงินสดของเครือข่ายธุรกิจตระกูล?’
เซี่ยเหวินเจาปรับสีหน้าให้เป็ปกติ ก่อนจะลองโยนหินถามทางต่อด้วยหัวข้อที่กำลังสั่นะเืวงการธุรกิจที่สุดในสัปดาห์นี้
"พูดถึงตัวเลข... สัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดการเงินปั่นป่วนมากเลยนะครับ โดยเฉพาะตลาดทองคำล่วงหน้า กองทุนใหญ่ๆ ล้างพอร์ตกันระนาว คุณมีความเห็นยังไงบ้าง?"
อิ๋งเย่ชะงักปลายปากกา
คำถามนี้ทำให้อิ๋งเย่นึกถึงเงินร้อยล้านที่เพิ่งโอนเข้าบัญชีตัวเองเมื่อเช้า ชายหนุ่มถอนหายใจออกมาเบาๆ แววตาของเขาสงบนิ่งจนน่าขนลุก
"มันคือเครื่องบดเนื้อครับ" อิ๋งเย่ตอบความจริงจากก้นบึ้งของหัวใจ
"ทางที่ดีที่สุดคือดึงเงินสดออกมา แล้วอยู่ให้ห่างจากความผันผวนพวกนั้น... ความสงบต่างหากคือของจริง"
ดวงตาของเซี่ยเหวินเจาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย แม้เขาจะรีบเก็บอาการอย่างรวดเร็วก็ตาม
'ดึงเงินสดออกมา? ไม่ใช่คำว่า 'อย่าเข้าไปยุ่ง' แต่เป็คำว่า 'ดึงออกมา' เขากำลังบอกใบ้ว่าตัวเองอยู่ในเหตุการณ์นั้น คว้ากำไรมหาศาล และถอนตัวออกมาได้อย่างหมดจดก่อนที่ตลาดจะพังพินาศงั้นหรือ!?'
ยิ่งไปกว่านั้น การเปรียบเทียบโศกนาฏกรรมทางการเงินที่ทำให้นักลงทุนทั่วโลกหมดตัวว่าเป็แค่ 'เครื่องบดเนื้อ' ที่รบกวน 'ความสงบ'... นี่มันกรอบความคิดของนักล่าระดับสุดยอดที่มองตลาดทุนเป็เพียงสนามเด็กเล่นชัดๆ!
ระหว่างที่ทายาทตระกูลเซี่ยกำลังประเมินอย่างตื่นตระหนก อิ๋งเย่ก็เขียนรายการของใช้ที่ต้องซื้อเสร็จพอดี (มีไม้แขวนเสื้อ ผงซักฟอก และแปรงขัดส้วม) เขาปิดสมุดปกอ่อนราคาถูกเล่มนั้น หย่อนมันลงในลิ้นชักโต๊ะ แล้วหยิบ ‘แม่กุญแจทองเหลืองราคาห้าหยวน’ มาคล้องล็อกอย่างแ่า
เซี่ยเหวินเจามองแม่กุญแจขึ้นสนิมนิดๆ สลับกับใบหน้าของอิ๋งเย่
"คุณ... ยังจดบันทึกลงกระดาษอยู่อีกเหรอครับ? สมัยนี้ใช้คลาวด์น่าจะสะดวกกว่านะ" เซี่ยเหวินเจาถามอย่างแเี
"ข้อมูลดิจิทัลมันหายง่ายครับ ถ้าแบตหมดก็จบกัน" อิ๋งเย่ตอบตามตรง เขาเพิ่งเจอปัญหาโทรศัพท์แบตเสื่อมดับคามือเมื่อเช้า จึงไม่อยากพึ่งพาเทคโนโลยีมากไป
"จดลงกระดาษปลอดภัยกว่า ส่วนกุญแจแค่นี้ก็พอแล้ว ไม่มีใครมาขโมยสมุดเล่มละสองหยวนหรอกครับ"
เปรี้ยง!
ราวกับมีสายฟ้าฟาดลงกลางสมองของเซี่ยเหวินเจา
ทายาทตระกูลธุรกิจใหญ่ผู้ถูกฝึกฝนวิชาต่อต้านการจารกรรมข้อมูลมาั้แ่เด็ก ประติดประต่อจิ๊กซอว์ทุกอย่างเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบ
‘Air-Gapping... การตัดข้อมูลออกจากเครือข่ายโดยสิ้นเชิง! นี่คือมาตรการรักษาความปลอดภัยระดับสูงสุดที่ตระกูลเขาใช้กับเอกสารลับ การใช้แม่กุญแจขึ้นสนิมล็อกลิ้นชักเก่าๆ ยิ่งทำให้มันกลายเป็จุดบอดที่ไม่มีใครสนใจ... ระบบการป้องกันของเขาไร้ที่ติ!’
เซี่ยเหวินเจาสูดลมหายใจลึก เขามองอิ๋งเย่ด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
‘จางเฉินคือกระเป๋าเงิน ปาเยว์เซิงคือกำลังเสริม แต่ผู้ชายที่นั่งคำนวณค่าไฟฟรีและซ่อนความลับระดับโลกไว้หลังกุญแจห้าหยวนคนนี้... คือบุคคลที่ต่อให้ไม่มีผลประโยชน์ ก็ห้ามตั้งตัวเป็ศัตรูเด็ดขาด!’
"เอาล่ะๆ! ครบแก๊งแล้วก็ไปกันเถอะ!"
จางเฉินตบมือเรียกสติทุกคน
"ร้านอาหารทะเลหน้ามอ วันนี้พี่เฉินเลี้ยงเอง! สั่งได้ไม่อั้น!"
"เยี่ยมไปเลย!" ปาเยว์เซิงลุกขึ้นยืนเต็มความสูง
เซี่ยเหวินเจายิ้มบางๆ
"ผมขอหารด้วยคนนะ ถือเป็มื้อแรกของพวกเรา"
"ไม่ได้! ฉันบอกว่าเลี้ยงก็คือเลี้ยง!" จางเฉินยืนกราน
ในขณะที่ทุกคนกำลังเดินออกจากห้อง อิ๋งเย่ก็ดึงกุญแจห้องมาเก็บใส่กระเป๋ากางเกง ก่อนจะหยิบแผ่นกระดาษยับๆ แผ่นหนึ่งที่เขาเก็บได้จากใต้ตึกขึ้นมาคลี่ดู
ชายหนุ่มผู้มีเงินสดหนึ่งร้อยล้านและเพิ่งถูกประเมินว่าเป็ ‘หมากตัวอันตรายระดับโลก’ หันไปถามเพื่อนร่วมห้องด้วยน้ำเสียงจริงจัง
"จางเฉิน นายบอกว่าเป็เ้ามือใช่ไหม... ฉันเพิ่งเก็บคูปอง 'นักศึกษาใหม่ลด 20%' ของร้านนั้นมาได้พอดี ถ้าพวกเรายื่นคูปองนี้ตอนเช็คบิล น่าจะประหยัดไปได้หลายร้อยหยวนเลย... นายว่าร้านเขาจะให้ใช้คู่กับบัตร VIP ของนายไหม?"
เซี่ยเหวินเจาที่กำลังก้าวเท้าออกจากประตูถึงกับสะดุดขอบประตูดังปึก
ทายาทอันดับหนึ่งแห่งมณฑลลอบกลืนน้ำลายฝืดคอ...
‘ผู้ชายที่เพิ่งพูดถึงการกวาดล้างตลาดทุนด้วยความเยือกเย็นเมื่อสามนาทีก่อน... ตอนนี้กำลังต่อรองเื่การใช้คูปองลดราคายับๆ เนี่ยนะ!?’
‘หรือนี่... จะเป็บททดสอบคุณธรรมความมัธยัสถ์ที่เขากำลังใช้ประเมินพวกเรากันแน่!?’
ในใจของเซี่ยเหวินเจา ชื่อของ ‘อิ๋งเย่’ ถูกยกระดับจากคำว่ารูมเมท เป็ ‘บุคคลที่ห้ามประเมินต่ำ’ ั้แ่วินาทีนั้น