ณ โถง์เผ่าปีศาจ
ทันทีที่ตี้จวิ้นััได้ถึงข่าวการสิ้นชีพของหงอวิ๋น เขาก็สั่งการให้บริวารออกสืบเสาะร่องรอยของปราณม่วงหงเิในทันที แต่ไม่นานนัก เหล่าลูกสมุนก็กลับมารายงานผลที่น่าผิดหวัง
ปราณม่วงหงเิของหงอวิ๋นยังคงไร้ร่องรอยประดุจงมเข็มในมหาสมุทร
“ฝ่าา เื่การสิ้นชีพของหงอวิ๋นนี้มีพิรุธยิ่งนักพ่ะย่ะค่ะ” ภายในตำหนัก กุนซือไป๋เจ๋อเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
ตี้จวิ้นนิ่งเงียบไม่เอ่ยคำ แม้ไป๋เจ๋อไม่พูด เขาก็เดาได้อยู่แล้ว
การตายของหงอวิ๋นนั้นดูประหลาดและกะทันหันเกินไป หากบอกว่าไม่มีผู้ใดลอบทำร้าย ย่อมเป็เื่ที่เป็ไปไม่ได้อย่างยิ่ง ทว่าหากเป็การลอบสังหารจริง... คนผู้นั้นคือใครกันแน่?
เมื่อสืบหาปราณม่วงไม่พบ ตี้จวิ้นจึงตัดสินใจเปลี่ยนแผนการ
“สั่งการลงไป! จงสืบสวนหาสาเหตุการตายของหงอวิ๋นอย่างละเอียด หากล่วงรู้ว่าผู้ใดเป็คนสังหารเขา จงลากตัวมันมาพบข้า ข้าจะเป็คนสอบสวนมันด้วยตนเอง!”
“น้อมรับราชโองการพ่ะย่ะค่ะ!” เหล่ามหาปราชญ์ปีศาจและขุนพลปีศาจขานรับพร้อมกัน
ทว่าคุนเผิงซึ่งอยู่ในตำหนักแห่งนั้นด้วยกลับรู้สึกใจคอไม่ดี เขาแอบคำนวณในใจอย่างรวดเร็วว่าตนเองได้ทิ้งร่องรอยใดไว้ให้ใครจับได้หรือไม่ เมื่อมั่นใจว่านอกจากจุ่นถี เจียอิ่น และเจิ้นหยวนจื่อแล้ว คงไม่มีผู้ใดล่วงรู้ความจริง คุนเผิงจึงลอบถอนหายใจออกมาเบา ๆ
เจิ้นหยวนจื่อปิดด่านเร้นกายไม่ยอมพบผู้ใด ส่วนจุ่นถีและเจียอิ่นย่อมต้องรักษาความลับนี้ไว้เพราะมีผลประโยชน์ร่วมกัน ดังนั้นเขาจึงน่าจะยังปลอดภัย
เขาไม่มีวันยอมให้ตี้จวิ้นสืบสาวมาถึงตัวได้เด็ดขาด เพราะการชิงปราณม่วงหงเิลับหลังเช่นนี้ เท่ากับว่าเขามี ‘ใจคิดฏ’ และเผ่าปีศาจจะไม่มีวันยอมให้มี ‘จักรพรรดิ’ องค์ที่สองจุติขึ้นมาแน่นอน
ในขณะเดียวกัน ทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบนมหาพิภพหงฮวงหาได้รอดพ้นสายตาของมรรคาจารย์หงจวินไม่ เมื่อเขารับรู้ว่าหงอวิ๋นตายแล้ว หงจวินเพียงแค่ปรายตาดูเล็กน้อยโดยไม่เอ่ยคำใดออกมาแม้แต่คำเดียว
สำหรับเขา ความตายของหงอวิ๋นหาใช่เื่สลักสำคัญไม่ ทว่าเื่นี้กลับเป็เครื่องเตือนใจชั้นดี
“เวลาใกล้เข้ามาแล้วสินะ... ความขัดแย้งระหว่างเผ่าอู๋และเผ่าปีศาจควรจะยกระดับขึ้นไปอีกขั้นได้แล้ว” หงจวินพึมพำกับตนเองก่อนจะนิ่งเงียบไป
บนมหาพิภพหงฮวง การสิ้นชีพของหงอวิ๋นสั่นสะท้านทรวงผู้คนไปทั่ว จู่ ๆ ก็มีปราณม่วงหงเิถึงสองสายที่สูญหายไปอย่างไร้ร่องรอย เื่นี้ยิ่งกระตุ้นความโลภในใจของผู้บำเพ็ญให้พุ่งสูงขึ้น
ความขัดแย้งระหว่างเผ่าอู๋และเผ่าปีศาจทวีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว จากเดิมที่เป็เพียงการกระทบกระทั่งเล็กน้อย ยามนี้ได้ขยายตัวกลายเป็าขนาดใหญ่ ทั้งสองฝ่ายต่างสูญเสียอย่างหนักหน่วง จนบางครั้งพวกเขาก็หลงลืมเื่ปราณม่วงหงเิไปเสียสิ้น เหลือเพียงความมุ่งมั่นที่จะกวาดล้างอีกฝ่ายให้หายไปจากหน้าประวัติศาสตร์เท่านั้น
มหาพิภพหงฮวงถูกทำลายจนบอบช้ำและเต็มไปด้วยซากปรักหักพัง
ณ เขาคุนหลุน ภายในลานเต๋า สวีทงถือครองมุกโกลาหลไว้ในมือพลางพึมพำ
“ในที่สุด ข้าก็หลอมรวมข่ายอาคมชั้นแรกได้สำเร็จเสียที” เขาปาดเหงื่อที่ซึมบนหน้าผากพลางเอ่ยกับตนเอง
“สมกับเป็ยอดสมบัติโกลาหล เพียงแค่ข่ายอาคมชั้นเดียว ก็ต้องใช้พลังทั้งหมดของข้าแล้ว เกรงว่าต่อให้บรรลุขอบเขตเซียนทองต้าหลัวเบิกฟ้า ก็คงยังมิอาจมุกโกลาหลนี้ได้อย่างสมบูรณ์”
“แต่เพียงข่ายอาคมชั้นเดียวนี้ ก็เพียงพอจะทำให้มุกโกลาหลยอมรับข้าเป็นายแล้ว”
“เมื่อมีมุกโกลาหลลูกนี้ ข้าก็สามารถเตรียมตัวสำหรับการทะลวงเข้าสู่ขอบเขตเซียนทองต้าหลัวเบิกฟ้าได้เสียที”
“มีคำร่ำลือกันว่าภายในมุกโกลาหลคือโลกแห่งโกลาหลอีกใบหนึ่ง ข้าปรารถนาจะเห็นมานาน บัดนี้ถึงเวลาเสียที”
สวีทงข่มความตื่นเต้นในใจลง เขาหลับตาเข้าสู่ภวังค์และส่งจิตััดำดิ่งลงสู่ภายในมุกโกลาหล
เมื่อเขาลืมตาขึ้นอีกครั้ง ก็พบฟ้าดินโกลาหล*[1] ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า ทว่าสิ่งที่ปรากฏแก่สายตากลับทำให้เขาต้องตกตะลึงยิ่งกว่าที่จินตนาการไว้มากนัก
สวีทงพบว่าภายในโลกของมุกโกลาหลนี้ กลับมีต้นไม้ั์สูงเสียดฟ้าตั้งตระหง่านอยู่ต้นหนึ่ง
“นี่... นี่มันคือต้นโลกา!”
สวีทงอึ้งไปครู่ใหญ่ก่อนจะนึกออก เขาเคยโยนกิ่งอ่อนต้นโลกาที่ได้รับเป็รางวัลจากระบบลงมาในนี้ เดิมทีเขามิได้คาดหวังสิ่งใดนัก เพราะมันเป็เพียงกิ่งอ่อนเล็ก ๆ กิ่งเดียว แต่ยามนี้กิ่งอ่อนนั้นกลับเติบโตกลายเป็ต้นโลกาที่สมบูรณ์!
แม้จะยังอยู่ในสภาวะต้นกล้าวัยเยาว์ แต่ก็นับเป็วาสนาอันยิ่งใหญ่หาใดเปรียบ เหนือกิ่งก้านของมันมี ‘ฟองอากาศ’ ที่เปล่งประกายสีทองเรืองรองห้อยอยู่ประดุจผลิญญา
เมื่อสวีทงเพ่งมองอย่างละเอียด เขาก็พบว่าฟองอากาศเ่าั้คือโลกที่กำลังก่อตัวขึ้น! ฟองอากาศเหล่านี้มีจำนวนถึงสามพันฟอง เท่ากับจำนวน ‘มหาตรีสหัสโลกธาตุ’*[2] พอดี
“แปลกจริง... ตามหลักแล้วภายในมุกโกลาหลมิควรมีกฎเกณฑ์ใด ๆ แล้วต้นโลกาเติบโตขึ้นได้อย่างไร?”
ทันใดนั้น สวีทงดูเหมือนจะนึกอะไรบางอย่างออก เขาตบหน้าผากตนเองดังฉาด! หลังจากส่งจิตััตรวจสอบอีกครั้ง เขาก็ะเิเสียงหัวเราะออกมา
“ฮ่า ๆ ๆ เป็เช่นนี้เอง! ข้านี่มันช่างเขลานัก!”
ยามที่ก้าวเข้ามาครั้งแรก เขาตื่นเต้นกับต้นโลกาจนมองข้ามความจริงบางอย่างไป ทว่ายามนี้เขาพบว่าโลกในมุกโกลาหลแห่งนี้ ได้ถือกำเนิดโครงร่างของกฎเกณฑ์มหาเต๋าทั้งสามพันสายขึ้นมาแล้ว!
และสิ่งที่เป็ต้นกำเนิดของกฎเกณฑ์เหล่านี้หาใช่สิ่งใดอื่น แต่คือเมล็ดพันธุ์มหาเต๋าแห่งพละกำลังนั่นเอง!
ในฐานะอันดับหนึ่งแห่งสามพันมหาเต๋า กฎเกณฑ์แห่งพละกำลังย่อมมีอานุภาพที่ล้ำลึกเกินพรรณนา มิใช่เพียงแค่พลังทำลายล้างที่ยิ่งใหญ่ แต่ความลับที่ทำให้มันอยู่เหนือมหาเต๋าทั้งปวง คือการที่มันสามารถแตกแขนงและแปรเปลี่ยนเป็กฎเกณฑ์ใด ๆ ก็ได้ในสามพันมหาเต๋า
กิ่งอ่อนต้นโลกา ผนวกกับเมล็ดพันธุ์มหาเต๋าแห่งพละกำลัง และพื้นที่โกลาหลที่ยังไม่ถูกเปิดออกภายในมุกโกลาหล... สามสิ่งนี้รวมกัน กลายเป็องค์ประกอบที่สมบูรณ์แบบสำหรับการรังสรรค์จักรวาล!
นั่นหมายความว่า ยามนี้สวีทงเป็เ้าของโลกโกลาหลที่สมบูรณ์ใบหนึ่งแล้ว!
แม้โลกใบนี้จะยังเยาว์วัยและอ่อนแรง แต่เมื่อเวลาผ่านไป มันย่อมจะเติบโตจนแข็งแกร่งทัดเทียมกับมหาพิภพหงฮวงภายนอกแน่นอน ไม่สิ... มันอาจจะแข็งแกร่งยิ่งกว่า เพราะเขามีต้นโลกาเป็รากฐานสำคัญ
มหาตรีสหัสโลกธาตุ... นั่นหมายความว่าในอนาคต สวีทงจะสามารถเฝ้าสังเกตกระบวนการวิวัฒนาการของฟ้าดินได้ถึงสามพันครั้ง! สำหรับผู้บำเพ็ญแล้ว ผลประโยชน์ที่ได้รับนั้นเกินกว่าจะพรรณนาออกมาเป็คำพูดได้
สวีทงยิ่งคิดก็ยิ่งฮึกเหิม
“ฮ่า ๆ ๆ ยอดเยี่ยม! ยอดเยี่ยมที่สุด! หากข้าไม่ดื้อรั้นปิดด่านบำเพ็ญเพียรอยู่เช่นนี้ มีหรือจะได้รับวาสนาใหญ่หลวงถึงเพียงนี้!”
ความยินดีพวยพุ่งในอกสวีทง เขามั่นใจในทางเลือกของตนเองยิ่งขึ้นกว่าเดิม การอยู่อย่างซุ่มซ่อนไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับเื่ไร้สาระในหงฮวง คือการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุดในชีวิต
ยามนี้เส้นทางเต๋าของเขาแจ่มแจ้งและรุ่งโรจน์อย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน ความสับสนในการทะลวงเข้าสู่ขอบเขตเซียนทองต้าหลัวเบิกฟ้ามลายหายไปจนสิ้น
สวีทงนั่งขัดสมาธิลง ประหนึ่งั์ปักหลั่นในยุคเริ่มแรกที่กำลังเปิดฟ้าดิน กลิ่นอายแห่งเต๋ารอบกายเขาหลอมรวมเข้ากับสามพันกฎเกณฑ์ภายในมุกโกลาหล และเริ่มทำการพรรณนาขัดเกลาอย่างต่อเนื่อง
ต้นโลกาดูเหมือนจะรับรู้ถึงสภาวะของเขา มันสั่นไหวเล็กน้อยราวกับกำลังแสดงอารมณ์ร่วมไปกับเ้านาย
กฎเกณฑ์ ต้นโลกา และสวีทง... ทั้งสามหลอมรวมกันเป็หนึ่งอย่างกลมกลืน
ภายใต้ความสงบอันศักดิ์สิทธิ์นี้ พลังบำเพ็ญของสวีทงก็เริ่มยกระดับขึ้นอย่างมั่นคง เขาก้าวข้ามขีดจำกัดของขอบเขตกึ่งปราชญ์ขั้นสูงสุด และเริ่มมุ่งหน้าสู่ขอบเขตใหม่ที่เหนือล้ำยิ่งกว่า
ทว่าโลกภายนอกหาได้ล่วงรู้ความลับนี้ไม่
บนมหาพิภพหงฮวง สรรพชีวิตในเผ่าอู๋และเผ่าปีศาจยังคงเข่นฆ่ากันไม่หยุดหย่อน ส่วนเหล่าผู้ปราณม่วงหงเิต่างก็ดิ้นรนแทบตายเพื่อหยั่งรู้ถึงวาสนาของตนเอง แต่พลังบำเพ็ญของพวกเขาส่วนใหญ่ยังคงติดชะงักอยู่ที่ขอบเขตกึ่งปราชญ์ขั้นต้นเท่านั้น
พริบตาเดียว... วันเวลาก็หมุนเวียนไปครบหนึ่งพันปี
[1] ฟ้าดินโกลาหล คือ ยุคเริ่มต้นที่ยังไม่แยกฟ้าดิน
[2] มหาตรีสหัสโลกธาตุ คือ ทั่วทั้งหล้านี้เรียกว่าโลกธาตุ หนึ่งพันโลกธาตุเรียกว่าหนึ่งปฐมสหัสโลกธาตุ หนึ่งพันปฐมสหัสโลกธาตุเรียกว่าหนึ่งมัชฌิมสหัสโลกธาตุ
หนึ่งพันมัชฌิมสหัสโลกธาตุเรียกว่าหนึ่งมหาสหัสโลกธาตุ ‘สามพันมหาสหัสโลกธาตุ เรียกว่า มหาตรีสหัสโลกธาตุ’