ตอนที่ 11 : เปลวอัคคีในเถ้าถ่านและความแค้นที่เริ่มปะทุ
เบื้องหน้าของอวิ๋นเซียวคือผนังถ้ำที่ชื้นแฉะและเต็มไปด้วยคราบตะไคร่น้ำกลิ่นอับชื้นผสมกับกลิ่นสาบของสัตว์อสูรระดับต่ำอบอวลอยู่ในอากาศราวกับจะเตือนให้เขารู้ตัวว่าสถานะในยามนี้คือ "ศิษย์นอกสำนักผู้ไร้ค่า"ที่ถูกขับไล่ออกมาสำรวจพื้นที่อันตรายรอบนอกเมืองเมฆาคล้อยร่างกายของเขายังคงหลงเหลือความเ็ปจากการรีดเร้นปราณหลอมภพเมื่อไม่กี่ชั่วยามก่อนเส้นชีพจรทั่วร่างดุจถูกเข็มนับพันเล่มทิ่มแทง ทุกครั้งที่ลมหายใจเข้าออกความขุ่นมัวของปราณที่ไหลเวียนผ่านจุดชีพจรที่เสียหายยังคงสร้างความทรมานอย่างแสนสาหัส
อย่างไรก็ตาม ในห้วงสมุทรแห่งจิตของเขา 'เจดีย์หมื่นวิถี' ที่เคยเป็เพียงภาพลางเลือนบัดนี้กลับส่องประกายสีทองจางๆราวกับมันกำลังเสพกินไอสังหารที่ตกค้างอยู่ในถ้ำแห่งนี้เพื่อฟื้นฟูตัวเอง
"เ้าหนู...หากเ้ายังมัวแต่จมปลักอยู่กับความเ็ปเพียงเท่านี้ก็จงเตรียมตัวกลายเป็อาหารของหมาป่าเขี้ยวโลหิตที่เฝ้าอยู่หน้าถ้ำนั่นเถิด"เสียงเล็กแหลมที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยันดังขึ้นในหัว อวิ๋นเซียวลืมตาขึ้นช้าๆเผยให้เห็นั์ตาที่คมกริบดุจกระบี่ แม้ร่างกายจะอ่อนแอทว่าจิติญญาของเขากลับแกร่งกล้าขึ้นผิดหูผิดตา
"หลิงทง เ้าเงียบเสียเถิด" อวิ๋นเซียวแค่นเสียงตอบในใจัจิ๋วที่ขดตัวอยู่ในมิติเตาหลอมของเจดีย์หมื่นวิถีพ่นลมหายใจเป็ไฟสีครามออกมาหนึ่งวูบ
เขาพยุงร่างลุกขึ้นยืน พลางสำรวจสถานะของตนเองปราณหลอมภพในตันเถียนเหลือน้อยนิดจนน่าใจหายหากการประลองคัดเลือกศิษย์ในสำนักจะมาถึงในอีกเจ็ดวันข้างหน้า เขาไม่มีทางเอาชนะ 'หลินฟาง' ศิษย์พี่ผู้กุมอำนาจในเขตศิษย์นอกได้เลยหากปราศจากขุมพลังใหม่
เป้าหมายเร่งด่วน:ต้องหาหินิญญาระดับต่ำสักสามก้อนเพื่อเปิดใช้งานกลไกเวลาของเจดีย์หมื่นวิถี
อวิ๋นเซียวตัดสินใจก้าวเท้าออกไปนอกถ้ำแสงอาทิตย์ยามเย็นสาดส่องผ่านแมกไม้ลงมาเป็ลำ ดูเงียบสงบแต่แฝงไว้ด้วยอันตรายเขาไม่ใช่คนโง่เขลาที่จะเอาชีวิตไปทิ้งโดยเปล่าประโยชน์ เขาหยิบกริชขึ้นมากรีดลงบนฝ่ามือ ปล่อยให้โลหิตไหลหยดลงบนพื้นดินตามวิชาการสะกดรอยที่เขาเพิ่งตระหนักได้จากคัมภีร์ที่บันทึกไว้ในความทรงจำของเจดีย์หมื่นวิถี
ทันใดนั้น แผ่นดินไหวะเืเบาๆเบื้องหน้าของเขามีรอยแยกปริแตก เผยให้เห็นผลึกแร่สีหม่นที่เปล่งประกายจางๆหินิญญา! แม้จะเป็เพียงระดับต่ำที่สุดทว่าความเข้มข้นของไอิญญาที่กักเก็บอยู่ภายในนั้นกลับบริสุทธิ์ยิ่งกว่าสมุนไพริญญาที่สำนักมอบให้เสียอีก
ทว่า ขณะที่เขากำลังจะเอื้อมมือไปคว้ามัน เสียงแหวกอากาศก็ดังขึ้นข้างหู!
"อวิ๋นเซียว!ไม่คิดเลยว่าเ้าจะแอบหนีมาหาสมบัติในเขตอันตรายเช่นนี้!"
ร่างของชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ผู้มีตราสัญลักษณ์ศิษย์ในสังกัดตระกูลหลักปรากฏตัวขึ้นเขาคือผู้ที่ได้รับคำสั่งให้มาจัดการอวิ๋นเซียวให้หายสาบสูญไปจากเมืองเมฆาคล้อยสายตาของศิษย์ตระกูลหลักผู้นี้เปี่ยมไปด้วยความเหยียดหยามมันชักกระบี่ที่อาบไปด้วยพิษออกมา แสงสีม่วงจากตัวกระบี่สะท้อนกับใบหน้าอันบิดเบี้ยวของมัน
อวิ๋นเซียวขยับกายถอยหลังอย่างรวดเร็วความเ็ปที่เส้นชีพจรแล่นพล่านขึ้นมาอีกครั้ง แต่เขากลับยิ้มออกมา...รอยยิ้มที่ทำให้คู่ต่อสู้ถึงกับชะงัก
"เ้ามาช้าไปก้าวหนึ่ง" อวิ๋นเซียวกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งมือของเขาคว้าหินิญญาทั้งสามก้อนเข้าสู่มิติเตาหลอมในเสี้ยววินาที
เมื่อหินิญญาัักับเตาหลอมเจดีย์หมื่นวิถีก็เริ่มหมุนวนด้วยความเร็วที่ไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตาเปล่ามิติรอบกายอวิ๋นเซียวคล้ายบิดเบี้ยวไปชั่วขณะพลังปราณที่เคยแห้งเหือดกลับฟื้นคืนมาดุจแม่น้ำสายใหญ่ที่ทะลักผ่านเขื่อนกั้น
"เ้านั่น...ทำอะไรกับร่างกายตนเองกัน!" ศิษย์ตระกูลหลักะโด้วยความตื่นตระหนกมันััได้ถึงแรงกดดันมหาศาลที่แผ่ออกมาจากร่างของเด็กหนุ่มตรงหน้า
อวิ๋นเซียวไม่รอช้าเขาโคจรปราณหลอมภพไปทั่วร่าง ความเ็ปที่เคยเป็ศัตรูกลับกลายเป็เชื้อเพลิงชั้นดี เขาใช้ 'เคล็ดวิชาฝ่ามือสยบฟ้า'ที่เพิ่งบรรลุขั้นแรกทะยานกายเข้าหาศัตรูประหนึ่งสายฟ้าที่ฟาดลงมาจากสรวง์
"คนอย่างเ้าจะต้องชดใช้ด้วยชีวิตที่บังอาจดูิ่สายเืตระกูลอวิ๋นของข้า!"
เสียงการปะทะดังสนั่นกึกก้องไปทั่วหุบเขาผืนดินใต้ฝ่าเท้าของทั้งสองแตกกระจายออกเป็วงกว้างนี่มิใช่เพียงการต่อสู้เพื่อเอาตัวรอด แต่มันคือการประกาศศักดาครั้งแรกของ 'เทพยุทธ์หลอมภพ' ที่กำลังจะสั่นะเืไปทั่วทั้งทวีปในกาลข้างหน้า
ท่ามกลางกลุ่มควันและฝุ่นละอองที่ตลบอบอวลร่างของศิษย์ตระกูลหลักค่อยๆ ล้มลงช้าๆั์ตาของมันเบิกโพลงด้วยความหวาดกลัวก่อนที่ลมหายใจจะดับสูญอวิ๋นเซียวหอบหายใจถี่ ร่างกายเขาแทบจะแหลกสลายจากการฝืนใช้พลังเกินระดับขั้นแต่ในแววตานั้นกลับไม่มีความเสียใจเลยแม้แต่น้อย
เขามองดูศพเบื้องหน้าด้วยสายตาเ็าก่อนจะหันกลับไปมองยังเส้นทางที่มุ่งสู่เมืองเมฆาคล้อยศึกครานี้เป็เพียงจุดเริ่มต้น... ยังมีขุนเขาอีกนับหมื่นที่ต้องข้ามผ่านและมีศัตรูอีกนับหมื่นชีวิตที่ต้องสยบลงใต้ฝ่าเท้าของเขา
"พันซาน...ข้าหวังว่าเ้าจะยังมีชีวิตรอดอยู่ในสำนักนั่นนะ" อวิ๋นเซียวพึมพำก่อนจะทะยานกายหายเข้าไปในป่าลึกทิ้งไว้เพียงกลิ่นคาวเืและความเงียบงันที่เริ่มก่อตัวเป็พายุใหญ่ในอนาคตอันใกล้
การเดินทางของเขาบนเส้นทางมรรคาพลิกชะตาเพิ่งจะเริ่มเข้าสู่่เวลาที่ดุเดือดที่สุดและหินิญญาที่เขาเพิ่งดูดกลืนเข้าไป ก็กำลังส่งผลให้ปราณในกายเปลี่ยนผ่านเข้าสู่'ขั้นรวบรวมปราณระดับกลาง' อย่างเต็มตัวในสภาวะที่ไร้ผู้ใดล่วงรู้ว่า อวิ๋นเซียวผู้นี้กำลังจะเปลี่ยนโฉมหน้าของยุทธภพไปตลอดกาล