ตอนที่ 5
ภายในสถานที่จัดงานโปรโมตโครงการสิ่งปลูกสร้างที่เป็มิตรต่อสิ่งแวดล้อมของบริษัทวาฮ์เลียกรุ๊ป ซึ่งเป็บริษัทรับเหมาก่อสร้างที่มีชื่อเสียงมานานกว่าหกชั่วรุ่น ด้วยเหตุนี้เองวาฮ์เลียกรุ๊ปจึงได้รับการจัดอันดับเป็หนึ่งในอาณาจักรก่อสร้างที่ครบวงจรมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
เอเลียสในชุดสูทสุดหรูราคาแพงสีขาวสะอาดก้าวลงมาจากรถยนต์สุดหรู ชายหนุ่มย่างเท้าลงไปัักับพื้นที่ปูด้วยพรมสีขาวสว่าง ขณะที่สายตาทุกคู่พลันเคลื่อนมาจับจ้องชายหนุ่มร่างบาง เ้าของใบหน้างดงามอันเปี่ยมไปด้วยรัศมีของความสะอาดบริสุทธิ์กันอย่างพร้อมเพรียง จากนั้นแสงแฟลชอันเจิดจ้าก็สาดรัวมาที่ชายหนุ่มอย่างรวดเร็ว
“นั่นลูกชายของอีฟนี่นา รีบถ่ายรูปเร็วเข้า!”
เอเลียสได้ยินเสียงของช่างภาพที่ยืนอยู่ไม่ไกลนักเอ่ยกับเพื่อนร่วมวงการ ชายหนุ่มเพียงแค่หรี่ตาลง จากนั้นก็ก้าวไปข้างหน้าเหมือนกับทุกครั้งที่เขาเผชิญกับความสนใจของสื่อมวลชนที่อยู่หน้างาน
“เอเลียสหันมาทางนี้หน่อย!” หนึ่งในนั้นะโให้ชายหนุ่มหยุดโพสท่า
เอเลียสเพียงแค่ลอบระบายลมหายใจออกมาพลางก้าวไปข้างหน้าด้วยท่วงท่าอันสง่างามที่เป็เอกลักษณ์โดยไม่คิดที่จะหยุดโพสท่าให้กับช่างภาพเ่าั้เลยแม้แต่น้อย
ชายหนุ่มก้าวเข้ามาในโถงจัดเลี้ยงขนาดใหญ่ที่ถูกตกแต่งอย่างเรียบหรูด้วยโทนสีน้ำเงินเข้ม ท่ามกลางสายตาไม่เป็มิตรของแเื่และเ้าภาพในอาภรณ์อันหรูหรา
ชั่วอึดใจต่อมาเสียงซุบซิบอันแ่เบาก็ดังลอดเข้ามาสู่โสตประสาทพร้อมกับสายตาดูแคลนที่เคลื่อนมาหยุดอยู่บนร่างของเขา
“เป็อย่างที่คาดเลยนะ ฉันเดาไว้แล้วว่า เขาต้องมา” หญิงวัยกลางคนในชุดเดรสสีทองสุดหรูที่ยืนอยู่ใกล้ๆ หมุนแก้วแชมเปญในมือพลางหันไปกระซิบกับเพื่อนสาวผมดำในชุดเดรสสีเงินราคาแพงระยับ
“ไม่รู้คิดอะไรอยู่ ทั้งที่เืในตัวของเขามันสกปรกขนาดนั้น” เพื่อนสาวยกมือขึ้นมาบังริมฝีปากพลางเอ่ยถึงชาติกำเนิดของชายหนุ่มด้วยสุ้มเสียงอันเหยียดหยัน โดยไม่วายที่จะหรี่ตามองชายหนุ่มร่างบางผู้งดงามด้วยความดูแคลนไปด้วย
“นี่ล่ะนะ ที่เขาเรียกว่าเชื้อไม่ทิ้งแถว” หญิงสาวผมแดงในชุดเดรสสีม่วงที่ประดับไปด้วยอัญมณีระยิบระยับหันไปกระซิบกับชายหนุ่มผมทองที่อยู่ข้างกัน
เสียงซุบซิบยังคงดังขึ้นมารายล้อมร่างเล็กๆ ของชายหนุ่มในชุดสูทสีขาวบริสุทธิ์ผู้น่าสงสาร เหมือนกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าที่เขาประสบอยู่ทุกวัน
ดวงตาสีดำสนิทราวกับท้องนภายามราตรีเพียงแค่มองไปยังจุดหมายของเขา แล้วก้าวเท้าไปข้างหน้าโดยไม่ใส่ใจจะรั้งอยู่ฟังถ้อยคำอันโหดร้ายของฝูงชนในชุดวิจิตรราคาแพงระยับภายในโถงจัดเลี้ยงอันหรูหราแห่งนี้เลยแม้แต่น้อย
เอเลียสตัดสินใจเลี่ยงฝูงชนไปหามุมสงบให้ตัวเองที่ริมระเบียงซึ่งอยู่ติดกับห้องโถงจัดงาน ดวงตาสีดำคู่งามเหม่อมองแสงไฟจากตึกรามที่อยู่อีกฟากฝั่งของสะพานบลูเลคด้วยสายตาอันว่างเปล่า ขณะที่ลมกลางคืนพัดมาปะทะกับใบหน้าอันงามล่มเมืองอยู่เป็ระยะ พาให้เกิดภาพอันงดงามที่ทำให้ผู้พบเห็นใจสงบ
ความสงบสุขของเอเลียสจบลงเมื่อหญิงสาวผมดำในชุดเดรสผ่าหลังสีเทาอันเรียบหรูก้าวเท้าผ่านธรณีประตูมุ่งตรงมาหยุดที่ด้านหน้าของชายหนุ่มด้วยสายตาอันเต็มไปด้วยความรังเกียจ
“ที่เพื่อนของฉันยอมให้นายอยู่กลุ่มด้วย ก็เพราะสมเพชเท่านั้นแหล่ะ!” ถ้อยคำอันร้ายกาจหลุดออกมาจากริมฝีปากที่แต้มไปด้วยลิปสติกสีชมพูพีชราคาแพงของผู้เป็น้องสาวต่างแม่ พาให้ชั่วเวลานั้นเอเลียสลอบถอนหายใจออกมาอย่างแ่เบา เมื่อ่เวลาอันเงียบงันจบลงเพราะการมาของแอชลี่ย์
…หญิงสาวที่ไม่เคยสนใจจะนับญาติกับพี่ชายอย่างเขา
“...” เอเลียสไม่ตอบอะไรกลับไป เขาเพียงแค่ยืนนิ่ง ปล่อยให้แอชลี่ย์ระบายความเกลียดชังออกมาด้วยสายตาอัน…
…ว่างเปล่า
“หึ ในเมื่อรู้ว่าไม่มีใคร้าก็ต้องรู้จักมียางอายซะบ้าง นายควรจะรู้ว่าที่ของพวกเราไม่ใช่ที่ของนาย!” หญิงสาวใช้นิ้วจิ้มไปบนไหล่ของไอ้คนน่ารังเกียจที่ไม่รู้จักเจียมตัวเสนอหน้ามาร่วมงานเลี้ยงครอบครัวของเธออย่างแรง จนชายหนุ่มเซไปด้านหลังเล็กน้อยพลางดูแคลนอีกฝ่ายไปด้วย
“อยู่นี่เอง หาเธอตั้งนาน ที่ไหนได้ก็อยู่กับไอ้สวะนี่” ชายหนุ่มร่างสูงผู้มีเส้นผมสีดำในชุดสูทสุดเนี้ยบสีครามลายตารางผิวปากอย่างอารมณ์ดีพลางถือแก้วแชมเปญก้าวเข้ามารวมกลุ่มกับน้องสาวด้วยท่าทางอันเย่อหยิ่ง
“ฉันแค่มาเตือนให้คนชั้นต่ำรู้จักที่ของตัวเองน่ะ” แอชลี่ย์เลื่อนสายตาไปเอ่ยกับไฮร์ลสันพลางละฝ่ามือจากไอ้คนน่าขยะแขยงไปด้วย
“พูดไปก็เท่านั้น คนหน้าด้านอย่างมัน ไม่มีทางรู้ที่ของตัวเองหรอก” ไฮร์ลสันหัวเราะในลำคอพลางโอบไหล่น้องสาวเอาไว้ ขณะที่ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนหลุบมองไอ้คนชั้นต่ำด้วยสายตาอันร้ายกาจ
เพียงเสี้ยววินาทีนั้นไฮร์ลสันชูแก้วแชมเปญขึ้นไปเหนือศีรษะของชายหนุ่มผู้บอบบาง จากนั้นเขาก็เทแชมเปญในแก้วลงไปบนกลุ่มผมสีดำอันน่ารังเกียจนั้นจนหมดแก้ว
ซ่า!
“ต้องทำแบบนี้มันถึงจะรู้ว่านี่ไม่ใช่ที่ของมัน”
ไฮร์ลสันแกว่งแก้วไปมาเพื่อให้แน่ใจว่า ไม่มีหยดแชมเปญเกาะอยู่พลางแสยะยิ้มเอ่ยด้วยใบหน้าอันร้ายกาจ แล้วจึงโอบแอชลี่ย์ที่หัวเราะคิกคักด้วยความสะใจกลับเข้าโถงจัดเลี้ยงไป
ทิ้งไว้เพียงสายลมเอื่อยๆ ที่คละเคล้าไปด้วยกลิ่นของแชมเปญเอาไว้เื้ั
เอเลียสสูดหายใจเข้าอย่างแ่เบา ชายหนุ่มเอื้อมมือขึ้นไปปาดเครื่องดื่มที่มีกลิ่นอันไม่น่าอภิรมย์นั่นออกจากใบหน้าอันงดงาม
เขายืนรับลมเหม่อมองทิวทัศน์ของตึกรามที่อยู่อีกฟากหนึ่งของสะพานต่อไป โดยไม่ใส่ใจว่า ชุดสูทสีขาวบริสุทธิ์ที่สวมอยู่จะถูกแชมเปญสีทองนั่นอาบย้อมเสียจนดูน่าขัน
บางทีมันก็คงจะน่าขันจริงๆ นั่นแหล่ะ
…แต่เขาชินกับเื่พวกนี้นานแล้ว
หลายวันต่อมา ณ โรงอาหารที่อยู่ใกล้กับอาคารเรียน
ในยามที่แสงยามเที่ยงวันส่องลงมากระทบกับโต๊ะสีขาวสะอาด สะท้อนไปยังใบหน้าอันน่ารักน่าชังที่ใครเห็นต่างก็ตกหลุมรักได้อย่างง่ายดาย ที่กำลังพิมพ์ตอบใครบางคนผ่านโทรศัพท์รุ่นท็อปด้วยท่าทางอันเบิกบาน
“สรุปว่าเขาเป็ไง?”
โซฟี่วางจานสลัดอกไก่ราดน้ำมันมะกอกลงบนโต๊ะ แล้วเอ่ยถามเพื่อนตัวน้อยผู้น่ารักที่กำลังคุยกับใครบางคนด้วยสายตาเอ็นดู จากนั้นจึงนั่งลงตรงข้ามกับอีกฝ่าย
“ไม่แย่เท่าไหร่นะ” เชอร์ริชเอ่ยยิ้มๆ พลางพิมพ์ตอบหนุ่มวิศวะหน้าตาดีที่พักนี้คุยกับเขาบ่อยๆ ไปด้วย
จะว่าคุยกันฉันท์เพื่อนก็ไม่ค่อยถูกเท่าไหร่ เพราะเชอร์ริชรู้ว่า อีกฝ่ายกำลังจีบเขาอยู่!
“ให้ตายสิ นี่ฉันจะเสียคนน่ารักให้กับเ้าหนุ่มวิศวะนั่นจริงๆ เหรอเนี่ย!” ชายหนุ่มจอมเ้าชู้ในชุดแจ็กเกตหนังสุดเท่ห์ที่นั่งพิมพ์โทรศัพท์เยื้องกับเชอร์ริชรำพันด้วยสีหน้าทะเล้นพลางวางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะเบาๆ
“อย่าพูดดีไปหน่อยเลย ฉันเห็นนะ นายลูบคลำคนอื่นเขาอย่างกับไอ้โรคจิต นายคงไม่ได้จะยั่วโมโหแอชลี่ย์ด้วยการควงหมอนั่นหรอกใช่ไหม?”
อาจเป็เพราะกลุ่มของแอชลี่ย์ยังซื้อมื้อเที่ยงกันไม่เสร็จ โซฟี่จึงได้โอกาสถลึงตาเอ่ยแซะไมกี้ ที่หลายวันมานี้เอาแต่ลวนลามเอเลียสตลอด่เวลาที่พวกเขาหารือกันเื่งาน พาให้เธอรู้สึกสงสารเหยื่อขึ้นมานิดหน่อย
“ก็นะ พูดตรงๆ เลยแล้วกัน ฉันอยากฟันหมอนั่นให้หนำใจสักหน่อย ต่อให้ถูกยัยแอชลี่ย์สวดจนหูชา ฉันก็ไม่แคร์หรอก สวยขนาดนั้น ถ้าไม่ฟันเนี่ยเสียของแย่!”
ไมกี้ยักไหล่ เขาเอ่ยความในใจออกมาอย่างไม่ยี่หระพลางนึกถึงใบหน้าสวยๆ ที่ยากจะทำให้ใครต่อใครละสายตา แม้ว่าผิวกายของอีกฝ่ายจะไม่ใช่ััที่เขาชื่นชอบเท่าไหร่ก็ตาม
ช่างเถอะ คนเราจะให้สมบูรณ์แบบไปหมดก็คงยาก ถึงผิวจะแข็งไปหน่อย แต่แค่ได้เห็นหน้าสวยๆ นั่นอยู่ใต้ร่างก็ฟินแล้ว!
“...”
เมื่อรับรู้ถึงความคิดอันสกปรกของไมกี้ เชอร์ริชก็ถึงกับขนลุกพร้อมทั้งรู้สึกสงสารเอเลียสขึ้นมาจับใจ เขาทำได้แค่เพียงมองใบหน้าอันเ้าชู้ที่เต็มไปด้วยประกายของความมาดมั่นด้วยสายตาอันเต็มไปด้วยความทุกข์ใจ
“นายทำให้เชอร์ริชของฉันแปดเปื้อนแล้วไอ้บ้ากาม!” โซฟี่มองเห็นความทุกข์ใจภายในดวงตาสีเขียวคู่งามได้อย่างชัดเจน เธอต่อยไหล่เ้าเพื่อนจอมเ้าชู้พลางเอ่ยเสียงเข้มอย่างไม่จริงจังนัก ซึ่งเป็จังหวะที่กลุ่มของแอชลี่ย์เดินถือถาดอาหารมารวมตัวที่โต๊ะพอดี
เชอร์ริชฟังเพื่อนร่วมกลุ่มสนทนาเื่สัพเพเหระด้วยรอยยิ้มฝืนๆ ชั่วเวลานั้นเขาเผลอมองไปยังแผ่นหลังของใครบางคนที่นั่งกินมื้อเที่ยงลำพังอยู่ที่มุมหนึ่งของโรงอาหารด้วยความรู้สึกหนักอึ้งขึ้นเรื่อยๆ
…ทั้งหมดนี้ เขาทำถูกแล้วจริงเหรอ?
ทั้งที่เขารู้สึกผิดและไม่รู้จะสู้หน้าอีกฝ่ายอย่างไร แต่ยิ่งเขาหนี มันกลับยิ่งทำให้เขาทรมานกับการที่จะต้องทนเห็นคนรอบตัวว่าร้ายเอเลียสผู้บริสุทธิ์แบบนี้
ในนาทีนั้นเชอร์ริชเลื่อนสายตาไปมองเพื่อนร่วมกลุ่มด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความสับสน
เพียงชั่วพริบตาเดียวก็ถึงวันนัดรวมตัวถ่ายคลิปส่งอาจารย์ที่พวกเขานัดแนะกันที่ป่าสนซึ่งอยู่ชานเมืองทางตอนเหนือตามไอเดียของโซฟี่
“ทำดีมาก เดี๋ยวตัดต่อเสร็จก็ส่งอาจารย์ได้เลย” โซฟี่ตบไหล่ของเชอร์ริชเบาๆ เธอกู่ร้องอย่างเบิกบานพลางไล่ดูคลิปในโทรศัพท์ที่ลงแรงถ่ายกันั้แ่่เช้าเป็ครั้งสุดท้าย
เมื่อแน่ใจว่า คลิปที่พวกเขาถ่ายสมบูรณ์แบบแล้ว โซฟี่จึงยอมปล่อยทั้งสามกลับ ซึ่งก็เป็เวลาที่หมู่เมฆสีเทาอันมืดครึ้มเคลื่อนมาปกคลุมท้องนภาอันสดใส พาให้ทิวทัศน์อันสว่างสไวของสวนป่าสนพลันมืดหม่นลงพร้อมกับสายลมชื้นๆ ที่พัดเข้ามา
“ฝนจะตกแล้ว กลับด้วยกันไหมเชอร์ริช?” โซฟี่เก็บอุปกรณ์ถ่ายทำใส่กระโปรงหลังรถไฟฟ้ายี่ห้อดังพลางหันมาเอ่ยถามชายหนุ่มผู้น่ารักที่กำลังยืนเล่นโทรศัพท์ไปด้วย
“ไม่อ่ะ ฉันมีคนมารับแล้ว” เชอร์ริชส่ายหัวเบาๆ เป็เชิงปฏิเสธพลางพิมพ์ตอบหนุ่มวิศวะที่จอดรถรออยู่ไม่ไกลไปด้วย
โซฟี่ยักไหล่เล็กน้อยอย่างนึกหมั่นไส้คนมีคู่ หญิงสาวก้าวไปเอาบอร์ดที่พวกเขาทิ้งเอาไว้ในจุดชมวิวใกล้ๆ ซึ่งเป็จังหวะที่เม็ดฝนเริ่มโปรยปรายลงมา
“นายติดรถฉันกลับแล้วกันเนอะ” ไมกี้หันมาโอบไหล่ของชายหนุ่มผู้งดงามเอาไว้หลวมๆ พลางเอ่ยด้วยสุ้มเสียงอันน่าขนลุก พาให้ไหล่ของเอเลียสสั่นสะท้าน
“...อืม” การถูกไมกี้คุกคามแบบนี้ ทำให้เอเลียสจำต้องขานรับเสียงสั่นด้วยความลำบากใจราวกับลูกกวางอันไร้เดียงสาที่จนมุมต่อกับดักของนายพราน
เชอร์ริชมองไหล่อันสั่นระริกของเอเลียสด้วยความทุกข์ใจ
ตลอดเวลาที่ทำงานกลุ่มร่วมกัน เขาเห็นไมกี้แตะตัวเอเลียสอยู่หลายครั้ง แม้ว่าไมกี้จะไม่ได้ลวนลามเอเลียสอย่างโจ่งแจ้ง แต่การกระทำของไมกี้ก็มีนัยแอบแฝงมาโดยตลอด และ เชอร์ริชก็รู้ว่าเอเลียสจำใจยอมให้ไมกี้แตะตัวเพียงเพราะต้องอดทนทำงานกลุ่มให้เสร็จ
เชอร์ริชหลับตาลงเพื่อกดความรู้สึกพลุ่งพล่านที่เต็มไปด้วยความสับสน จากนั้นก็เก็บโทรศัพท์ใส่กระเป๋ากางเกง
หลังจากนั้นอึดใจเดียว ชายหนุ่มร่างสูงเ้าของเส้นผมสีน้ำตาลเข้มในชุดเสื้อกีฬาประจำคณะวิศวะกับกางเกงยีนสุดเท่ก็เดินมาหาเชอร์ริชด้วยใบหน้าที่ประดับไปด้วยรอยยิ้มอันหล่อเหลา
“ไปนะ” เชอร์ริชฝืนใจหันมาส่งยิ้มให้ทั้งสองด้วยใจอันสับสน เขาเอ่ยเสียงใส จากนั้นจึงวิ่งไปหาหนุ่มวิศวะสุดหล่อทันที
“งั้นเราก็แยกย้าย เจอกันพรุ่งนี้” โซฟี่หันมาบอกลาชายหนุ่มทั้งสามพลางออกแรงนำบอร์ดเก็บใส่กระโปรงท้ายแล้วจึงก้าวเท้าขึ้นรถไป
ส่วนเหตุผลที่เธอไม่หันมาเอ่ยชวนเอเลียสให้กลับด้วยกัน อาจเป็เพราะหลงเข้าใจไปว่า คนขับรถของอีกฝ่ายจะมารับเหมือนกับตอนขามากระมัง
“ไปกันเถอะ!”
ไมกี้หัวเราะในลำคออย่างเ้าเล่ห์พลางโอบลูกกวางน้อยของเขามุ่งหน้าไปยังรถที่จอดอยู่ลานด้านหลังด้วยความเบิกบานที่ทุกอย่างเป็ไปตามแผนที่วางเอาไว้