บทที่ 27 สมรภูมิร้อยเมือง
“ตราประทับร้อยเมืองไม่ได้เป็เพียงหลักฐานยืนยันตัวตนในการเข้าสู่สมรภูมิร้อยเมืองเท่านั้นแต่มันยังเกี่ยวข้องกับผลงานที่เ้าสร้างขึ้นมาในการประลองครั้งนี้อีกด้วยข้าทิ้งบางสิ่งไว้ในตราประทับร้อยเมืองซึ่งก็คือปราณสีขาวที่เ้าเห็นสัญลักษณ์นี้แสดงให้เห็นว่าตราประทับร้อยเมืองของเ้าถูกเปิดใช้งานในขั้นตอนแรกแล้วและตราประทับร้อยเมืองนี้จะมีทั้งหมดสี่ระดับ แบ่งตามสีจากสูงไปต่ำ ได้แก่ ทองม่วง คราม และขาว กล่าวคือตราประทับร้อยเมืองในมือของเ้าเป็ระดับต่ำสุดเท่านั้น”
หลังจากเว่ยเซียงพูดจบใบหน้าของอัจฉริยะทั้งสามร้อยคนบนสนามประลองก็เปลี่ยนไปในทันทีพวกเขามองตราประทับในมือของตัวเองด้วยความไม่พอใจเล็กน้อย
“ตราประทับร้อยเมืองสีขาวคือระดับต่ำสุดมันเป็สิ่งยืนยันว่าเ้ามีคุณสมบัติในการเข้าสู่สมรภูมิร้อยเมืองเท่านั้นแต่ละเมืองหลักจะมีผู้เข้าแข่งขันสามคนไม่ขาดไม่เกินกล่าวคือเมืองหลักแห่งหนึ่งจะมีตราประทับร้อยเมืองสีขาวสามชิ้นดังนั้นเมื่อเ้าเข้าสู่สมรภูมิร้อยเมืองแล้วสิ่งที่เ้าต้องทำคือเพิ่มระดับตราประทับของตัวเองให้กลายเป็สีม่วงเ้าจึงจะผ่านด่านแรกได้
ตราบใดที่ผู้เข้าแข่งขันทั้งสามคนจากเมืองใดเมืองหนึ่งสามารถยกระดับตราประทับของตัวเองให้กลายเป็สีม่วงได้พวกเ้าทั้งสามคนก็จะเข้าสู่รอบต่อไป แต่หากเวลาการประลองสิ้นสุดลงเมืองที่ไม่สามารถทำตามข้อกำหนดนี้ได้ทันเวลาก็จะถูกกำจัดออกจากการประลองนี้ทันที”
เมื่อมองไปยังตราประทับของเมืองหลงกวงในมือและนึกถึงกฎที่เว่ยเซียงกล่าวทันใดนั้นซือหม่าอ๋าวและหลินอิงหลัวก็พยักหน้าช้าๆเห็นได้ชัดว่าด่านแรกของสมรภูมิร้อยเมืองคือการต่อสู้แบบกลุ่มผู้เข้าแข่งขันสามคนที่เป็ตัวแทนของเมืองหลักจะต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้ตราประทับของพวกเขาเปลี่ยนเป็สีม่วงให้ได้
กฎนี้บ่งชี้ว่าคนทั้งสามจะต้องร่วมมือกันอย่างแข็งขันเพื่อให้บรรลุเป้าหมายในที่สุดเย่อู๋เชวียและคนอื่นๆก็เข้าใจว่าทำไมฉีซื่อหลงจึงสอนค่ายกลัพิโรธให้กับพวกเขา
มีเพียงการเชื่อมโยงความคิดการรุกและถอยอย่างพร้อมเพรียงเท่านั้นพวกเขาจึงจะมีโอกาสอยู่รอดในสมรภูมิร้อยเมืองนี้
อย่างไรก็ตามสิ่งที่สำคัญที่สุดคือพวกเขาจะทำให้ตราประทับร้อยเมืองเปลี่ยนจากสีขาวให้เป็สีม่วงได้อย่างไร?
ความสงสัยดังกล่าวเกิดขึ้นในใจของทุกคน
สายตาที่เฉียบคมของเว่ยเซียงกวาดไปทั่วใบหน้าที่เต็มไปด้วยความคาดหวังของหนุ่มสาวทั้งสามร้อยคนจากนั้นสายตาของเขาก็เต็มไปด้วยความโเี้ในขณะที่กล่าวอย่างเ็า
“มีสองวิธีในการเพิ่มระดับตราประทับร้อยเมืองให้เป็สีม่วงวิธีแรกคือการตามล่าและฆ่าสัตว์อสูรที่อยู่ในโลกไป๋เฉียนหลังจากสังหารสัตว์อสูรแล้วเ้าสามารถดูดซับพลังิญญาของสัตว์อสูรที่ตายไปผ่านตราประทับร้อยเมือง
พลังิญญาสามารถเพิ่มระดับตราประทับร้อยเมืองได้แน่นอนว่ายิ่งเ้าฆ่าสัตว์อสูรระดับสูงเท่าไรเ้าก็จะสามารถดูดซับพลังของิญญาได้มากขึ้นเท่านั้นนอกเหนือจากการดูดซับพลังิญญาของสัตว์อสูรเ้ายังสามารถดูดซับปราณ์พิภพที่อยู่ภายในโลกไป๋เฉียนหรือแม้กระทั่งดูดซับพลังจากสมบัติล้ำค่าเพื่อเพิ่มระดับของตราประทับก็ได้”
จากนั้นใบหน้าของเว่ยเซียงก็โหดร้ายขึ้นเรื่อยๆราวกับว่าสิ่งที่เขากำลังจะพูดถึงคือเื่สำคัญที่สุด
ดวงตาของอัจฉริยะรุ่นเยาว์ทั้งสามร้อยคนบนแท่นหยกขาวเต็มไปด้วยความกระตือรือร้นการล่าสัตว์อสูร มองหาปราณ์พิภพถือเป็การผจญภัยที่น่าสนุกสนานอย่างยิ่งอย่างไรก็ตามพวกเขาเชื่อว่าโลกไป๋เฉียนนี้ไม่มีทางเรียบง่ายอย่างแน่นอนโดยเฉพาะอย่างยิ่งหากพวกเขาบังเอิญไปเผชิญหน้ากับสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งบางทีคนที่ต้องโชคร้ายอาจเป็พวกเขาก็ได้!
ในขณะนี้ซือหม่าอ๋าวและหลินอิงหลัวมองไปยังเย่อู๋เชวียในเวลาเดียวกันเย่อู๋เชวียก็สามารถเข้าใจความหมายในสายตาของพวกเขาได้อย่างง่ายดายนั่นคือทุกอย่างอยู่ภายใต้การนำของเ้าทั้งสองคนต่างให้ความเชื่อมั่นต่อเย่อู๋เชวียอย่างถึงที่สุด
แม้ว่าเย่อู๋เชวียจะเป็เพียงผู้บ่มเพาะอาณาจักรวีรชนแต่พลังการต่อสู้ที่แท้จริงของเขาอาจเพียงพอที่จะต่อสู้กับผู้บ่มเพาะระดับกลางของอาณาจักรชำระิญญาได้เลย!
ความแข็งแกร่งคือกฎนี่เป็สิ่งที่ซือหม่าอ๋าวยึดถือมาโดยตลอด เขาเชื่อมั่นว่าคนที่เอาชนะเขาได้อย่างเย่อู๋เชวียจะต้องสามารถนำเขาไปสู่ชัยชนะได้อย่างแน่นอนโดยเฉพาะอย่างยิ่งในการฝึกฝนร่วมกันตลอดยี่สิบวันก่อนหน้านี้ในที่สุดเขาก็ได้แต่ยอมรับว่าเย่อู๋เชวียเหมาะสมที่จะทำหน้าที่ควบคุมศีรษะของัจริงๆ
สำหรับหลินอิงหลัว หญิงสาวผู้เ็าและงดงามคนนี้นางให้ความชื่นชมต่อเย่อู๋เชวียมาั้แ่ตอนที่เขาทำสัญญาการต่อสู้สี่ปีกับจวินซานลี่ผู้น่าสะพรึงกลัวโดยไม่มีความหวั่นเกรงแม้แต่น้อย
เมื่อรู้สึกถึงความไว้วางใจที่ถ่ายทอดออกมาจากดวงตาของทั้งสองคนจิตใจของเย่อู๋เชวียก็ร้อนแรงด้วยความเชื่อมั่นมากขึ้นเรื่อยๆ!
ขณะที่อัจฉริยะทั้งสามร้อยคนแอบสื่อสารกันเสียงของเว่ยเซียงก็ดังขึ้นอีกครั้ง ด้วยน้ำเสียงที่เ็าและโหดร้ายนี้มันดึงดูดความสนใจของทุกคนในทันที!
“การล่าสัตว์อสูรและค้นหาปราณ์พิภพสามารถเพิ่มระดับตราประทับร้อยเมืองได้อย่างแน่นอนแต่มันเป็วิธีการที่ช้ามากด่านแรกของสมรภูมิร้อยเมืองมีเวลาเพียงสามวันสามคืนเท่านั้นในระหว่างสามวันนี้หากพวกเ้าไม่สามารถยกระดับตราประทับของตัวเองให้กลายเป็สีม่วงได้พวกเ้าก็จะถูกกำจัดออกจากการประลองโดยปริยาย และวิธีที่เร็วที่สุดในการยกระดับตราประทับของตัวเองก็คือการยึดตราประทับร้อยเมืองของคนอื่นและดูดซับพลังที่อยู่ด้านในโดยตรง!”
เมื่อเว่ยเซียงพูดจบประโยคร่างของอัจฉริยะทั้งสามร้อยคนบนแท่นหยกขาวก็แข็งค้างจากนั้นสายตาของทุกคนก็กวาดไปยังผู้เข้าแข่งขันจากเมืองอื่นๆด้วยความระมัดระวังมากยิ่งขึ้น!
“นี่คือการต่อสู้ที่แท้จริงของสมรภูมิร้อยเมืองมีเพียงการยึดตราประทับของผู้อื่นเท่านั้นพวกเ้าจึงจะมีโอกาสได้เข้าสู่รอบต่อไปแต่หากเป็เช่นนี้ก็จะมีผู้คนมากมายอย่างยิ่งที่ต้องถูกสังหารภายในสมรภูมิร้อยเมือง”
เย่อู๋เชวียเหลือบมองเยว่เฉิงเฟิงในระยะไกลและพบว่าอีกฝ่ายก็กำลังมองเขาด้วยความกระตือรือร้นเช่นกัน
“ฮ่าๆๆดูเหมือนจะมีเ้าโง่บางคนกำลังรนหาที่ตาย…”
ในขณะเดียวกันเย่อู๋เชวียก็สังเกตเห็นว่ามีผู้คนมากมายกำลังจับจ้องมายังกลุ่มของพวกเขาด้วยความโลภแน่นอนว่าระดับที่ค่อนข้างอ่อนแอของพวกเขาย่อมกระตุ้นความสนใจของกลุ่มอื่นๆอย่างแน่นอน
“พวกเรากลายเป็ลูกพลับอ่อนนุ่มที่ใครๆต่างก็้าบีบไปแล้ว”
เกี่ยวกับเื่นี้เย่อู๋เชวียทำได้เพียงยิ้มอย่างเ็าอย่างไรก็ตามในใจของเขามีเพียงความคาดหวังและไม่ได้หวาดกลัวแต่อย่างใดหากใครคิดจะยื่นมือเข้ามาบีบลูกพลับอ่อนนุ่มอย่างพวกเขาเย่อู๋เชวียก็ไม่ลังเลที่จะยึดครองตราประทับร้อยเมืองของฝ่ายตรงข้ามเช่นกัน
“นี่คือกฎทั้งหมดทุกอย่างหลังจากนี้จะขึ้นอยู่กับพวกเ้าแล้ว ใครจะเป็คนได้หัวเราะในตอนท้ายที่สุดเราจะได้เห็นกันในอีกสามวัน”
“ครืน…”
เว่ยเซียงไม่เคลื่อนไหวใดๆแต่ร่างกายของเขาเปล่งแสงสีขาวพร่างพราวออกมาอย่างไม่สิ้นสุดจากนั้นประตูมิติขนาดร้อยวาที่อยู่เหนือแท่นหินหยกขาวก็เริ่มสั่นะเือย่างรุนแรง!
เมื่อมองไปยังประตูมิติที่อยู่ตรงหน้าเย่อู๋เชวียก็ััได้ว่าจิติญญาการต่อสู้แห่งกฎศักดิ์สิทธิ์ภายในร่างกายของเขาเริ่มเดือดพล่านขึ้นเล็กน้อยเขารู้ว่าอีกด้านหนึ่งของประตูมิติจะมีการต่อสู้ที่โหดร้ายรออยู่ข้างหน้าอย่างแน่นอน!
“จำไว้ว่าในสมรภูมิร้อยเมืองเ้าสามารถใช้ทุกวิถีทางเพื่อแย่งชิงตราประทับร้อยเมืองจากคนอื่นแต่ห้ามฆ่าใครอย่างเด็ดขาด ตราบใดที่รักษาชีวิตของฝ่ายตรงข้ามไว้เ้าจะทำอย่างไรก็ได้ผู้ฝ่าฝืนกฎจะต้องถูกลงโทษอย่างหนักและหากพวกเ้าคนใดรู้สึกว่าไม่สามารถทนรับความทุกข์ทรมานได้พวกเ้าจะถูกเคลื่อนย้ายออกมาข้างนอกทันที แน่นอนว่าเมื่อออกมาข้างนอกพวกเ้าจะสูญเสียคุณสมบัติในการเข้าร่วมสมรภูมิร้อยเมืองรอบต่อไปเช่นกัน”เว่ยเซียงกล่าวอย่างเ็า
“รับทราบ!”อัจฉริยะทั้งสามร้อยคนตอบรับเสียงดัง
“เอาละ ถึงเวลาแล้วถ้าเ้าไม่เข้าไปตอนนี้เ้าจะต้องรออีกสามปี!”
เมื่อสิ้นเสียงเหล่าหนุ่มสาวที่อยู่บนแท่นหยกต่างก็มองหน้ากันเล็กน้อย จากนั้นพวกเขาก็ะโเข้าสู่ประตูมิติโดยปราศจากความลังเล!
“ฮึ่ม”
ทันทีที่เขาเข้าไปในประตูมิติดวงตาของเย่อู๋เชวียก็ถูกปกคลุมด้วยแสงสีขาวและไม่สามารถมองเห็นอะไรได้ชัดเจนเขารู้สึกคลุมเครือเหมือนกำลังบินผ่านเมฆหมอกมากมาย จากนั้นตราประทับร้อยเมืองในมือของเขาก็เปล่งแสงออกมาและทำให้ดวงตาที่มองเห็นเพียงแสงสีขาวของเขาเริ่มมองเห็นสิ่งอื่น!
“ปัง!”
เย่อู๋เชวียตกลงไปบนพื้นที่แข็งแกร่งซือหม่าอ๋าวและหลินอิงหลัวก็ตามหลังเขามาติดๆ เช่นกัน
ตราประทับร้อยเมืองที่เพิ่งปลดปล่อยแสงเจิดจ้าก็กลับมาเป็ปกติอีกครั้ง!
“ก่อนหน้านี้ตราประทับของพวกเ้าเกิดความผิดปกติหรือไม่?”
หลังจากได้ยินคำถามของเย่อู๋เชวีย ทั้งสองคนก็พยักหน้าอย่างรวดเร็ว
เย่อู๋เชวียมองไปยังตราประทับร้อยเมืองในมือดวงตาของเขาสว่างขึ้นเล็กน้อยในขณะที่กล่าวว่า
“ดูเหมือนว่าตราประทับร้อยเมืองจะส่งผู้คนจากเมืองต่างๆให้กระจายตัวกันออกไป พวกเขาคงไม่้าให้เราพบกันก่อนเวลาอันควร”
คำกล่าวของเย่อู๋เชวียทำให้ดวงตาเ็าของหลินอิงหลัวเปล่งประกายเล็กน้อย“เ้าหมายความว่ารองเ้าเมืองเว่ยจงใจแยกเราออกจากกัน?”
“ไม่จำเป็ต้องมองในแง่ร้ายท้ายที่สุดเขาก็้าให้เราต่อสู้กันอย่างแน่นอนในตอนนี้เราควรทำความรู้จักกับอาณาจักรไป๋เฉียนก่อนหรือไม่พวกเราก็ล่าสัตว์และค้นหาปราณ์พิภพไปพลางๆอย่างน้อยก็ดีกว่าค้นหากลุ่มอื่นอย่างมืดบอด”
คำอธิบายของเย่อู๋เชวียทำให้หลินอิงหลัวและซือหม่าอ๋าวเห็นด้วยในขณะเดียวกันพวกเขาก็เกิดความรู้สึกประหลาดใจเป็อย่างมากเย่อู๋เชวียเป็เพียงชายหนุ่มอายุสิบห้าปีแต่จิตใจของเขากลับมีความลึกซึ้งและสามารถพึ่งพาได้ไม่แตกต่างจากคนที่เป็ผู้ใหญ่เต็มตัว
“น้ำมาก่อทำนบกั้น ทหารมาตั้งทัพสู้(แก้ไขไปตามสถานการณ์)”
ซือหม่าอ๋าวมองไปรอบๆอาณาจักรไป๋เฉียนมีลักษณะค่อนข้างแปลกตาสำหรับพวกเขา
ในตอนนี้ทั้งสามบังเอิญอยู่ที่ทางเข้าป่าโบราณอันกว้างใหญ่มีต้นไม้โบราณปกคลุมท้องฟ้าและแสงแดดแทบจะไม่สามารถสาดส่องลงมาที่พื้นได้
เื้ัของพวกเขาคือถนนขรุขระเส้นเล็กๆและยอดเขาที่ทอดยาวอย่างไม่สิ้นสุดเหนือศีรษะของพวกเขามีดวงอาทิตย์สีขาวที่ดูคล้ายกับภาพลวงตาเล็กน้อยเพียงดวงอาทิตย์นี้ก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าพวกเขาไม่ได้อยู่ในโลกใบเดิมอย่างแน่นอน
“เอาละ เข้าไปในป่ากันเถอะข้าคิดว่าต้องมีสัตว์อสูรอยู่ในส่วนลึกของป่านอกจากนี้ข้ายังมีบางสิ่งที่จะสอนพวกเ้าระหว่างทางอีกด้วย”
ต่อให้ไม่รู้ว่าเย่อู๋เชวียจะสอนอะไรพวกเขาแต่หลินอิงหลัวและซือหม่าอ๋าวก็ยังพยักหน้าและติดตามเย่อู๋เชวียเข้าไปในป่าอย่างรวดเร็ว
...
ทั้งสามกำลังวิ่งอยู่ในป่าโบราณเป็เวลากว่าครึ่งชั่วยามในขณะนี้ใบหน้าของซือหม่าอ๋าวและหลินอิงหลัวเริ่มมีท่าทีประหลาดใจและเกิดความรู้สึกเหลือเชื่อเล็กน้อย!
“เย่อู๋เชวียค่ายกลัพิโรธฉบับปรับปรุงของเ้าซับซ้อนกว่าค่ายกลที่เราศึกษาก่อนหน้านี้ค่อนข้างมากดูเหมือนมันจะทำให้พลังการต่อสู้ของพวกเราเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่าสามในสิบส่วนอีกด้วยเป็ไปได้ไหมว่าเ้าเมืองฉีได้มอบสิ่งนี้ให้เ้าในภายหลัง”
ในความเป็จริงสิ่งที่เย่อู๋เชวียสอนซือหม่าอ๋าวและหลินอิงหลัวก็คือค่ายกลัพิโรธแต่รูปแบบนี้แตกต่างจากสิ่งที่พวกเขาเคยฝึกฝนเพราะมันซับซ้อนและมีความละเอียดอ่อนมากกว่าหลายเท่า
ในตอนแรกที่เย่อู๋เชวียได้เห็นแผนภูมิค่ายกลัพิโรธฉบับนี้เขาก็รู้สึกไม่มั่นใจอยู่บ้างแต่เมื่อศึกษาอย่างจริงจังเขาก็พบว่าค่ายกลรูปแบบใหม่นี้สามารถเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับพวกเขาได้ไม่น้อยกว่าสามในสิบส่วนจริงๆ!
แม้กระทั่งตอนนี้เย่อู๋เชวียก็ยังไม่เข้าใจว่าเหตุใดต้นกำเนิดกฎศักดิ์สิทธิ์ของเขาจึงสามารถปรับเปลี่ยนค่ายกลัพิโรธให้มีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้นแต่หลังจากได้รับการยืนยันแล้วว่ามันใช้ได้เย่อู๋เชวียก็ไม่ลังเลที่จะถ่ายทอดให้กับสหายทั้งสองคนในทันที
หลังจากที่เย่อู๋เชวียนำแผนภูมิค่ายกลัพิโรธให้ซือหม่าอ๋าวและหลินอิงหลัวร่วมกันศึกษาพวกเขาก็ยิ่งพบความลึกซึ้งและความละเอียดอ่อนของมันมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม
“แม้ว่ารูปแบบการโจมตีใหม่นี้จะดูซับซ้อนกว่าเดิมมากแต่เราเพียงต้องจดจำการเปลี่ยนแปลงหลักไม่กี่อย่างเท่านั้นและเราก็จะสามารถใช้งานค่ายกลัพิโรธรูปแบบใหม่นี้ได้อย่างเชี่ยวชาญในเวลาอันรวดเร็ว”
เย่อู๋เชวียกล่าวด้วยสีหน้าเปล่งประกายซือหม่าอ๋าวและหลินอิงหลัวก็พยักหน้าอย่างตื่นเต้นเช่นกัน
“โฮก!”
ขณะที่พวกเขาทั้งสามกำลังฝึกค่ายกลัพิโรธรูปแบบใหม่ทันใดนั้นก็มีเสียงคำรามดุร้ายดังมาจากพุ่มไม้ที่อยู่ตรงหน้า!
“สัตว์อสูร ระวัง!”
ภายใต้เสียงะโของเย่อู๋เชวียพวกเขาทั้งสามคนก็เคลื่อนย้ายตัวเองเข้าสู่รูปแบบของค่ายกลัพิโรธและเตรียมพร้อมที่จะโจมตีตอบโต้กลับไปอย่างรวดเร็ว!
“โฮก!”
เสียงคำรามดังมาจากสัตว์อสูรที่มีรูปร่างเหมือนสิงโตดวงตาสีแดงดั่งโลหิตของมันจ้องมองทั้งสามอย่างหิวกระหายในขณะเดียวกันร่างกายของมันก็ปลดปล่อยหมอกสีแดงเข้มและทำให้บรรยากาศชวนขนลุกเล็กน้อย!
“สัตว์อสูรระดับล่างขั้นสอง ราชสีห์โลหิต!”
หลินอิงหลัวจำสัตว์อสูรตัวนี้ได้อย่างรวดเร็ว