“เจ้าเด็กนี่...หรือจะเขาเป็นคนที่ข้ากำลังตามหา”
เสียงเก่าแก่โบราณดังขึ้นจากควันสีดำ ดวงตาสีแดงจ้องที่บ้านของเจิ้นเทียนอีกพักใหญ่ จากนั้นก็ค่อยๆซึมลงพื้นดินแล้วหายไป หลังจากเจิ้นเทียนทำแผลและกินยาที่ท่านปู่ต้มแล้ว เขาก็ไม่ได้ถามอะไรเรื่องหวังเย่อีก เจิ้นเทียนรู้ว่าท่านปู่คงมีเหตุผลสำคัญที่ยังไม่บอกเขาตอนนี้ ดังนั้นระหว่างที่กินมื้อเย็น เจิ้นเทียนจึงเล่าเรื่องการฝึกฝนบนภูเขาเสียมากกว่า “เจิ้นเทียนตอนที่เจ้าเห็นเลือดของกวางตัวนี้ เจ้าไม่เป็นลมอีกแล้วหรือ?” ท่านปู่ถามด้วยความสงสัย “นั่นสิท่านปู่ หากท่านไม่พูดข้าก็ลืมนึกถึงเรื่องนี้ไปเลย น่าแปลกใจจริงๆ ” เจิ้นเทียนฟังคำถามของท่านปู่แล้วนึกย้อนไปถึงตอนที่ใช้ชีวิตบนภูเขา ตั้งแต่เด็กๆ หากเจิ้นเทียนเห็นเลือดของสัตว์สดๆ ที่เพิ่งถูกฆ่าก็จะเป็นลมทันที แต่ตอนที่เจิ้นเทียนอยู่บนภูเขานั้น ก็มีการล่าสัตว์เล็กๆ อย่างกระต่ายหรือนกมาเป็นอาหาร แม้จะเห็นเลือดแต่เขาก็ไม่ได้เป็นลมเหมือนเคย แม้กระทั่งเห็นเลือดจากสัตว์ใหญ่อย่างกวางที่เอากลับมาเมื่อวาน ทำให้เจิ้นเทียนคิดว่าสาเหตุน่าจะมาจากมรดกวรยุทธ์ที่เขาได้รับการถ่ายทอดมา คืนนั้น...เจิ้นเทียนนอนคิดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น “ข้าโชคดีที่ได้รับมรดกวรยุทธ์ชุดนี้จากท่านเทพ ทำให้ชีวิตข้าเปลี่ยนไป แต่การที่มีแค่พลังและร่างกายที่แข็งแกร่งแค่นี้ยังไม่เพียงพอ ข้าต้องฝึกเคล็ดเมฆาแปรเปลี่ยนนี้ให้ถึงแก่นแท้ก่อน ”
“ตอนนี้ข้าควบคุณทุกอณูของร่างกายได้แค่ส่วนหนึ่ง หากดูจากความเร็วของการฝึกแล้ว กว่าจะควบคุมได้ทั้งตัว คงต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่าสี่สิบปี” “นั่นยังไม่รวมถึงการบังคับการควบคุมที่ต้องต่อเนื่องอีกหนึ่งเดือน ซึ่งไม่รู้ว่าต้องใช้เวลาอีกกี่สิบปี หากเป็นเช่นนี้.....ช่วงชีวิตของข้า...อาจไปไม่ถึงการสร้างปราณเหมือนคนอื่น” เจิ้นเทียนนอนคิดพร้อมถอนหายใจ.......................................... เช้าวันรุ่งขึ้น ผู้อาวุโสของเผ่าก็ประกาศให้นักรบฝึกหัดทุกคน มารับยาสมุนไพรเพื่อใช้ในการสร้างปราณ สำหรับทะลวงขั้นเพื่อเลื่อนเป็นระดับนักรบ พร้อมตำราที่อธิบายขั้นตอนการฝึก การสร้างปราณของนักรบฝึกหัดนั้น ต้องเริ่มจากทำให้ร่างกายสัมผัสปราณจากฟ้าดินให้ได้ จากนั้นก็รวบรวมพลังปราณทั้งหมดไปไว้ที่จุดตันเถียน แล้วฝึกเก็บพลังปราณให้ได้ เมื่อสามารถเก็บพลังปราณได้แล้ว ก็เริ่มโคจรพลังปราณไปตามจุดชีพจรต่างๆทั่วร่าง พลังปราณจะขับสิ่งสกปรกที่เป็นพิษในร่างกายออก และสามารถใช้ปราณนั้น เพิ่มพลังการต่อสู้ได้ โดยการสร้างปราณของผู้ฝึกยุทธ์ขั้นนักรบนั้น จะถูกแบ่งเป็นสามระดับ คือ นักรบขั้นต้น นักรบขั้นกลาง และนักรบขั้นปลาย ในดินแดนแห่งท้องฟ้านี้ แต่ละเผ่าจะจะใช้ยาสมุนไพรหายากต้มแล้วกิน เพื่อให้ร่างกายมีประสาทสัมผัสที่ไวและรับรู้ได้ถึงพลังปราณ และเผ่าฟ้าคำรามถือว่าเป็นเผ่าที่โชคดี เนื่องจากภูเขาด้านหลังของเผ่า เต็มไปด้วยสมุนไพรหายากจำนวนมาก และสมุนไพรนี้ก็เป็นสินค้าของเผ่าในการแลกเปลี่ยนกับเผ่าอื่นมาโดยตลอด วันนี้เมื่อเจิ้นเทียนตื่นมา เขารู้สึกแจ่มใสมาก ขณะที่ขยับตัว ก็เริ่มรู้สึกถึงสิ่งผิดปกติของร่างกาย “เอ๊ะ!...นี่มันแปลกมาก...เมื่อวานข้าถูกแรงกดดันของหวังเย่และพลังปราณของเขาทำร้าย จนกระอักเลือด แม้ยาของท่านปู่จะดี แต่ร่างกายของข้า ก็ไม่น่าที่จะหายเป็นปกติได้เร็ว ภายในหนึ่งคืน ” เจิ้นเทียนคิดวิเคราะห์แล้วตรวจสอบร่างกายตัวเองที่บอบช้ำจากเมื่อวาน แล้วพบว่าอาการเจ็บปวดและรอยแผลต่างๆหายไปจนหมดสิ้น “หรือว่าจะเป็นเพราะเคล็ดเมฆาแปรเปลี่ยน” เจิ้นเทียนวิเคราะห์ถึงสาเหตุ เคล็ดเมฆาแปรเปลี่ยนนั้นแม้จะเป็นเพียงขั้นแรกของมรดกวรยุทธ์ แต่ก็ลึกลับและมหัศจรรย์มาก เมื่อตอนที่ร่างกายของเจิ้นเทียนได้รับการปรับแต่งและถ่ายทอดพลังจากท่านเทพ ทั่วทุกอณูของร่างกายก็ได้รับการปรับแต่งให้พัฒนาสู่จุดสูงสุด รวมถึงการฟื้นตัวและรักษาตัวเอง ด้วยความมหัศจรรย์นี้ การฝึกฝนจนถึงแก่นแท้จึงเป็นเรื่องยากด้วยเช่นกัน เมื่อเจิ้นเทียนเดินออกมาจากห้อง เขาก็เห็นท่านปู่นั่งอ่านตำราที่เป็นม้วนไม้ไผ่ ที่นอกบ้าน พร้อมสมุนไพรห่อใหญ่ “ท่านปู่ ท่านศึกษาสมุนไพรเพิ่มอีกแล้วหรือ?” เจิ้นเทียนเดินมาหาท่านปู่ พลางมองดูตำราสมุนไพรเหล่านั้น “ไม่ใช่ตำราสมุนไพรหรอก เมื่อเช้านี้ท่านผู้อาวุโสของเผ่า ประกาศแจกยาสมุนไพรสำหรับสร้างปราณ ปู่เห็นเจ้ายังไม่ตื่นจึงไปรับสมุนไพรมาให้ และนั่งศึกษาวิธีการใช้อยู่” ท่านปู่อธิบาย “ท่านปู่ ข้ายังไม่สามารถสร้างปราณได้ตอนนี้ จนกว่าจะฝึกเคล็ดขั้นแรกให้ถึงแก่นแท้ก่อน” เจิ้นเทียนตอบท่านปู่ด้วยแววตาที่เศร้า เมื่อท่านปู่รับรู้เหตุผลก็เข้าใจ มองเจิ้นเทียนอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเอ่ยขึ้นว่า “สงครามชิงป้ายประจำเผ่ากำลังจะเกิดขึ้น หากต้องพกห่อสมุนไพรเหล่าติดตัวหรือต้มกินช่วงนั้นคงจะลำบาก งั้นปู่จะปรุงยาสมุนไพรนี้ให้ใหม่ เจ้าจะได้สามารถใช้ได้ทุกเมื่อ” พูดจบท่านปู่ก็เดินไปในบ้าน แล้วออกมาพร้อมเตาและหม้อขนาดเล็กใบหนึ่ง หม้อและเตานั้น ทำจากโลหะ มีลวดลายโบราณสวยงาม จากนั้นก็หยิบเอาผลึกสีแดงหนึ่งก้อน ออกมาใส่ที่เตา แล้ววาดมือเขียนอักขระบนอากาศ ไฟนั้นก็ลุกโชติช่วงทันที เจิ้นเทียนเห็นภาพนี้มาตั้งแต่เด็ก ตอนนี้ท่านปู่ของเขากำลังปรุงโอสถเม็ดหรือเม็ดยานั่นเอง ในดินแดนแห่งท้องฟ้านี้ ใช้การต้มสมุนไพรเป็นหลัก เพราะขาดแคลนผู้ปรุงยามานาน เม็ดยาจึงเป็นของที่หาได้ยาก โดยสมุนไพรที่ปรุงเป็นเม็ดยาแล้วจะมีประสิทธิภาพมากกว่าการเอามาต้มหลายเท่า เจิ้นเทียนก็ไม่เคยถามท่านปู่ว่าไปเรียนรู้วิธีปรุงยามาจากไหน เพราะเขาไม่รู้เรื่องราวของผู้ปรุงยาในดินแดนแห่งท้องฟ้ามากนัก ตอนนี้ท่านปู่กำลังทำหลายอย่างพร้อมกัน เพื่อปรุงเม็ดยาให้กับเจิ้นเทียน “ทุกครั้งที่ข้าเห็นท่านปู่ปรุงยา ก็รู้สึกทึ่งทุกครั้ง ที่ท่านปู่สามารถแยกประสาท ทำหลายอย่างได้พร้อมกัน ” เจิ้นเทียนมองท่านปู่อย่างชื่นชม “เอ๊ะ!..แล้วถ้าข้าสามารถแยกประสาทได้มากกว่าท่านปู่ล่ะ” เจิ้นเทียนทำท่าเหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ ........................................................