ผู้กล้าหญิงสุดแกร่งกับการเริ่มต้นใหม่ในโลกใบใหม่

    บทที่ 22 บทเรียนเวทมนตร์ ( 1 )

                    เส้นทางทั้งหมดมืดมิดจนมองไม่เห็นปลายทางแต่ก็รู้สึกได้ว่าร่างกายถูกพลังงานบางอย่างนำพาไปเพียงไม่ถึงไม่กี่นาทีปลายทางแสงสีขาวก็ปรากฏออกมา
                    ด้านในของหอสมุดต้องห้ามที่ไม่มีผู้ใดเคยเห็นก็ปรากฏลักษณะที่แท้จริงออกมา มันคือหอสมุดที่เหมือนปกติทั่วไปเพียงแต่ตั้งอยู่บนโลกแห่งหนึ่งที่ถือได้ว่าเป็นโลกที่ไม่เชื่อมต่อกับที่ใดและไม่มีที่ใดเชื่อมต่อเข้ามาได้และที่แปลกตาไปกว่านั้นที่นี่มันเหมือนหอสมุดทั่วไปแล้วคนที่เห็นเมื่อครู่หลายแสนคนหายไปไหนนี่คือข้อสงสัย เพียงแต่อเล็กซานดร้าที่มองไปรอบๆสายตาตกไปยังชั้นหนังสือที่หนึ่งที่มีหนังสือสิบเล่มอยู่ด้านล่างและมีหนังสืออีกหนึ่งเล่มวางอยู่ด้านบนเล่มเดียวที่ไม่เหมือนใคร
                    “บางทีทุกคนที่ออกมาจากที่นี่เมื่อครู่คือหนังสือทั้งหมด”
                    อเล็กซานดร้ากล่าวด้วยความประหลาดใจ เพราะนางเองก็ไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อน 
                    “คงเป็นเช่นนั้น วิญญาณหนังสือไม่น่าเชื่อว่าจะมีอยู่จริงหนังสือที่เป็นวิญญาณหนังสือคงเป็นสุดยอดหนังสืออย่างแน่นอน”
                    โคลตันกล่าว
                    ถึงจะประหลาดใจไปกับวิญญาณหนังสือแต่ว่าก็ไม่ใช่อะไรที่เข้าไปยุ่งได้แน่นอนว่ามันคือหนังสือ หนังสือมีไว้ทำอะไรก็มีไว้อ่านเพราะฉะนั้นการที่จะอ่านวิญญาณหนังสือได้นั้นต้องมีความแข็งแกร่งที่สามารถสยบมันได้ด้วย ส่วนเนื้อหาภายในคืออะไรดีมากหรือไม่ก็แล้วแต่หนังสือแต่แทบจะทุกวิญญาณหนังสือไม่เคยมีเรื่องที่เปล่าประโยชน์ต่อผู้อ่านเลย
                    “มาทางนี้ดีกว่าข้าจะแนะนำเล่มที่พวกเจ้าควรอ่านกัน วิญญาณหนังสือพวกนั้นรอให้พวกเจ้าไปถึงในระดับหนึ่งก่อนค่อยลองเลือกเล่มง่ายๆมาอ่านสักเล่ม”
                    โคลตันนำทางมายังพื้นที่อีกฝั่งที่มีหนังสือตำราตามปกติแต่แน่นอนว่าที่นี่คือหอสมุดต้องห้ามหนังสือที่ว่าปกติที่ว่าจะหาได้จากที่นี่ได้อย่างไร
                    ตามเส้นทางที่เดินมาข้างทางเต็มไปด้วยหนังสือตำรามากมายเป็นชั้นๆสูงถึงห้าเมตรกันเลยทีเดียวจึงมีชั้นเป็นทางเดินขึ้นไปอีกทีและมันก็.....พูดได้ด้วย! พวกมันพยายามชักชวนอเล็กซานดร้าและเอเลน่าแทบจะทุกอย่างที่พวกมันนึกได้ออกมาเพื่อให้พวกนางอ่านพวกมัน หนังสือพวกที่ว่านี้พวกมันก็เหมือนปรสิตที่สามารถครอบงำคนที่อ่านมันได้ถึงแม้ไม่อาจทำได้ทันทีแต่คนอ่านก็จะค่อยๆถูกมันครอบงำอย่างช้าๆเหมือนปรสิตที่เกาะในร่างกายคอยกรอบโกยผลประโยชน์จากเราตลอดเวลา
                    “ข้าเอาพวกมันไปเผาทิ้งเลยได้ไหมรู้สึกรำคาญพวกมันขึ้นมาแล้ว”
                    เกรย์สันกล่าวด้วยความหงุดหงิด
                    กว่าจะเข้าหอสมุดมาได้ก็ลำบากไปมากแล้วตอนเดินไปอ่านหนังสือสบายๆยังจะไม่สบายหูอีก
                    พวกหนังสือตำราพูดได้พวกนี้ก็รับรู้ได้ถึงเจตนาของเกรย์สันพวกมันก็โห่ร้องพูดเสียงดังมากกว่าเดิมจนหนวกหูมากกว่าเดิมทำให้เกรย์สันไม่อาจห้ามอารมณ์ร้อนของตนได้จึงใช้เศษเสี้ยวพลังส่งการโจมตีส่งๆไปยังหนังสือตำราจำพวกหนึ่งที่หัวเราะและพูดเสียงดังมากที่สุด
                    ปัง
                    พริบตานั้นเป็นหนังสือตำราพวกนั้นที่ควรแหลกสลายไปและถูกทำลายแต่พวกมันก็เปิดตัวของมันเองหน้ากระดาษก็เปิดไปมาดูดซับพลังของเกรย์สันเอาไว้ทั้งหมด
                    “ขอบคุณสำหรับอาหารว่างนะ เจ้าโง่ ฮ่า ฮ่า”
                    “สงสัยคงต้องลงมือหนักๆกว่านี้”
                    “หยุดเถอะเกรย์สัน หนังสือตำราพวกนี้ถูกหอสมุดปกป้องเอาไว้อยู่พลังของเจ้าจะถูกลดทอนลงไปมากและคงไม่เป็นการดีที่จะทำอะไรส่งๆเพราะกฏของที่นี่มันแปลกๆหากไม่ใช่อเล็กซานดร้าหรือเอเลน่าสั่งการพวกมันคงไม่หยุดปากลงอย่างแน่นอน"
                    “เฮ้อ.....แต่พวกนางนี่สิราวกับคนไม่รับรู้อะไรแล้ว ขนาดพวกมันพูดจาไร้สาระขนาดไหนก็ไม่สนใจเลย”
                    “จะว่ายังไงได้ก็พวกนางไม่ได้เห็นว่าพวกมันอยู่ในสายตาน่ะสิ”
                    “หยุดก็ได้”
                    “ฮ่า ฮ่า เจ้าโง่ไม่โจมตีมาอีกรึ ข้าจะได้.....อ๊ากกกกก”
                    ในจังหวะที่มันกำลังท้าทายเกรย์สันอย่างสนุกปากนั้นเปลวเพลิงก็ลุกไหม้บนปกหนังสือของมันแน่นอนมันไม่ต่างกับการที่ร่างกายถูกเผาไปเต็มๆ และพลังที่ว่าก็คือฝีมือของอเล็กซานดร้าที่คิดว่าหนังสือพวกนี้ล้ำเส้นมากเกินไป เดิมนางไม่สนใจพวกมันไม่ว่าพวกมันจะมีคำพูดว่านล้อมอะไรพูดอะไรออกมาก็ไม่คิดจะเหลียวแลแต่การที่มันเจาะจงเล่นงานกลุ่มของนางตรงๆและพูดจาไม่เข้าหูถ้าถูกทำลายทิ้งไปก็ไม่เสียหายอะไรเพราะหนังสือตำราพวกนี้มันไม่ได้สำคัญมากนักคุณค่ามันด้อยจะตายไปและมีแต่หายนะมาเยือนถ้าขืนไปใช้พวกมัน
                    เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้หนังสือตำราเล่มอื่นเงียบลงทันทีพวกมันลืมคิดไปว่าอเล็กซานดร้าและเอเลน่าที่เป็นเจ้าของคนใหม่ของหอสมุดต้องห้ามยังอยู่ที่นี่และสามารถทำลายพวกมันได้ตลอดเวลาแค่พวกนางเปิดโอกาสให้พวกมันนำเสนอตัวเองก็ถือว่ามากไปด้วยซ้ำ
                    “หากยังเกิดเหตุการณ์ไร้สาระที่หาสาระไม่ได้ข้าจะเอาพวกเจ้าไปให้วิญญาณหนังสือลงโทษ”
                    อเล็กซานดร้ากล่าวพร้อมมองไปรอบๆ
                    เกรย์สันที่กำลังหงุดหงิดลอบยกนิ้วให้อเล็กซานดร้าที่จัดการเรื่องได้ดี
                    พวกเขาทั้งหมดเดินทางมาถึงห้องห้องหนึ่งที่อยู่ด้านในสุดและเป็นจุดที่ใหญ่โตมากในที่แห่งนี้รวมหนังสือตำราสุดยอดแห่งเวทมนตร์เอาไว้
                    “แม่หนูทั้งสองนั่งรอพวกข้าที่นี่สักครู่ ข้าจะเลือกของดีมาให้พวกเจ้า”
                    เกรย์สันกล่าว
                    อเล็กซานดร้าและเอเลน่าก็นั่งรอยังโต๊ะสุดหรูที่จัดไว้สำหรับอ่านหนังสือโดยเฉพาะ
                    ผ่านไปไม่นานนักโคลตันและเกรย์สันที่แยกกันออกไปหาหนังสือมาก็กลับมากันแล้วพร้อมกับนำหนังสือกองโตกลับมาด้วย
                    “นี่สำหรับเจ้า”
                    โคลตันกล่าวพร้อมยื่นหนังสือไปให้อเล็กซานดร้า
                    “ส่วนเจ้าคือนี่”
                    เกรย์สันกล่าวพร้อมยื่นหนังสือให้เอเลน่า
                    อเล็กซานดร้าและเอเลน่ารับมาและเปิดอ่านดูเนื้อหาภายในเล็กน้อย แน่นอนก่อนที่อเล็กซานดร้าจะให้เอเลน่าร่ำเรียนและศึกษาเวทมนตร์ตั้งแต่ที่พวกนางรอการมาของโคลตันที่จิตตกอเล็กซานดร้าก็ถ่ายทอดความทรงจำเกี่ยวกับเวทมนตร์ทั้งหมดให้เอเลน่าและวิธีการมองเลือกเวทมนตร์สำหรับตัวเองอีกด้วย                 
                    แต่ที่แน่นอนคือหนังสือเล่มแรกที่โคลตันและเกรย์สันยื่นให้คือพื้นฐานสำหรับการร่ำเรียนเวทมนตร์
                    “เวลาที่ข้าจะให้พวกเจ้าคือสามวันเริ่มได้เลย เพราะหลังจากนั้นก็จะเป็นการเริ่มเข้าสู่บทเรียนของเวทมนตร์ของจริงเสียที”
                    อเล็กซานดร้าและเอเลน่าจ้องมองกันก่อนจะพยักหน้าแล้วหลับตาลง หนังสือตำรามากมายลอยขึ้นไปบนอากาศทั้งสองใช้มือประกบเข้าหากันแล้วกล่าวพึมพำอะไรบางอย่างจากนั้นไม่นานนักที่หนังสือตำราแต่ละเล่มก็มีแสงสีขาวห่อหุ่มพวกมันเอาไว้เป็นวงกลมแล้วก็เปลี่ยนแสงสีขาวเป็นเส้นตรงมุ่งสู่ยังร่างของอเล็กซานดร้าและเอเลน่า
                    “นี่มันอะไรกัน?”
                    โคลตันและเกรย์สันงุนงงนี่คือวิธีอ่านหนังสือของพวกนางหรือ และไม่ใช่ว่าพวกนางอ่านเพียงแค่เล่มเดียวหนังสือที่พวกเขานำมาให้แต่ละคนก็ปาเข้าไปหลายร้อยเกือบจะถึงพันเล่มด้วยซ้ำแต่พวกนางเลือกที่จะอ่านมันทั้งหมด และด้วยที่ว่าพวกมันไม่ใช่หนังสือเวทมนตร์พื้นฐานทั่วๆไปของหอสมุดทั่วๆไปแต่นี่มันเป็นของหอสมุดต้องห้ามที่มีเงื่อนไขมากมาย
                    แต่การที่อเล็กซานดร้่าและเอเลน่าเลือกที่จะอ่านมันทั้งหมดในคราเดียวมันไม่ต่างอะไรจากการรนหาที่ตายของตัวพวกนางเอง
                    “อย่าพึ่งไปตัดสินพวกนางจะดีกว่ามีหรือที่เรื่องแปลกๆที่พวกนางทำได้จะเป็นเรื่องแปลกไปได้เพราะเดิมพวกนางก็ไม่ใช่คนธรรมดาปกติทั่วไปจะเทียบได้อยู่แล้ว”
                    เกรย์สันกล่าว
                    “มันก็จริงรอดูต่อไปเถอะ”
                     โคลตันกล่าว                 หนึ่งชั่วโมง
                    สองชั่วโมง
                    สามชั่วโมง
                    ห้าชั่วโมง
                    สิบชั่วโมง
                    กระทั่งหนังสือทั้งหมดหยุดเรืองแสงสีขาวส่งไปให้อเล็กซานดร้าและเอเลน่าพวกมันก็ลอยกลับไปที่ที่พวกมันลอยขึ้นมาครั้งแรกจากนั้นพวกนางก็ลืมตาขึ้นมาพร้อมกับดวงตาที่เป็นประกาย แน่นอนว่าความรู้สึกที่พวกนางได้รับมันเหมือนกับการเกิดใหม่ของร่างกายทั้งหมดเพราะตอนนี้เวทมนตร์ในร่างกายเริ่มไหลเวียนไปเรื่อยๆเข้าสู่ทุกอณูของร่างกายเลยก็ว่าได้
                    “ว้าว…นี่น่ะหรือคือ "เวทมนตร์" มันวิเศษมาก ข้าชอบมันมาก”
                    เอเลน่ากล่าวด้วยความตื่นเต้นยินดี
                    “ใช่แล้วข้ากลับมาใช้มันได้อีกครั้ง”
                    อเล็กซานดร้ากล่าว หลังจากนี้นี่แหละคือของจริงของนางดาบทั้งสองเล่มจะใช้ได้ดีก็มาจากเวทมนตร์ถึงครึ่งต่อครึ่งเรียกได้ว่าที่ผ่านมาใช้พลังมันแค่ครึ่งเดียวก็ว่าได้
                    “ใช้มันได้อีกครั้ง?”
                    โคลตัน เกรย์สัน รวมไปถึงเอเลน่าเกิดความสงสัยจนกล่าวออกมาพร้อมกัน
                    “ไม่มีอะไรหรอกก็แค่เมื่อก่อนทดลองอะไรนิดๆหน่อยๆกับสิ่งประดิษฐ์ที่ข้าสร้างขึ้นมาก็เท่านั้นจึงมีโอกาสได้สัมผัสกับเวทมนตร์”
                    อเล็กซานดร้ากล่าว
                    แน่นอนว่านางไม่มีทางพูดถึงความจริงของตนเองแน่นอนเพราะมันเกี่ยวโยงถึงสิ่งที่ติดพันและตัวตนที่สูญเสียทุกสิี่งไปของนางถึงชีวิตของผู้กล้าหญิงจะได้รับการสรรญเสริญเยินยอมากมายได้รับการกล่าวขานและจดจำเอาไว้ทว่าการใช้ชีวิตของนางก็ไม่ได้ดีเหมือนกับนามของผู้กล้าหญิงเลยชีวิตของนางตอนนั้นมันเลวร้ายมาก ทั้งโดนไล่ที่เพราะราชวงศ์ล่มสลายฐานะที่เคยเป็นเจ้าหญิงก็ถูกยึดไปตั้งแต่เด็กๆ โดนคนมากมายครหาและนินทา รังเกียจจากคนรอบด้าน ทั้งยังโดนกลั่นแกล้งสารพัดวิธีจากชาวบ้านธรรมดา 
                   ในสังคมก็ยังไม่เป็นที่ยอมรับนับหน้าถือตา ครอบครัวของพวกนางไม่ได้ผิดและยังปกครองประเทศดีมาโดยตลอดและดีมากกว่าหลายๆประเทศแต่ว่าด้วยพวกศัตรูของประเทศและเหล่ากบฏที่คอยจะกินผลประโยชน์แอบสร้างช่องว่างให้ช่องโหว่มันใหญ่มากพอที่จะหาข้อผิดใช้ประโยชน์จากชาวบ้านปกติและครอบงำขุนนางชั้นสูงด้วยบางสิ่งพร้อมด้วยเป้าหมายบางอย่างจนทำให้ทุกคนหันหลังและโยนความผิดมายังครอบครัวของนางทั้งหมดในคราเดียว
                   นั่นทำให้นางชั่งน้ำหนักกับเผ่าปีศาจของทางนี้มันต่างกันมาก เพราะที่นี่นับถือผู้แข็งแกร่งกว่าและพวกเขามีเกียรติศักดิ์ศรีในตัวเองมากไม่เหมือนเช่นมนุษย์ที่มีไปทุกอย่างและยังมีการแบ่งชนชั้นที่แม้แต่คนอ่อนแอแต่เต็มไปด้วยเล่ห์กลปกครองคนที่แข็งแกร่งกว่า ทุกที่ไม่ว่าที่ใดย่อมใส่หน้ากากอันดำมืดเข้าหากัน ถ้าหากจะชักนำก็ทำได้ง่ายเนื่องจากแค่ใช้กลอุบายนิดๆหน่อยๆก็ใช้ได้แล้ว
                   “เป็นอย่างนี้นี่เอง”
                   ทุกคนคลายข้อสงสัยออกไปมีเพียงเอเลน่าที่ยังสงสียนางจึงกล่าวในใจ 'สักวันถ้าหากซานดร้าจะพูดนางก็คงพูดออกมาเอง' ความจริงเอเลน่าจะถามไปก็ได้เพียงแต่ทุกคนย่อมมีความลับเป็นของตนเองหากซักไซ้มากเกินความจำเป็นและมากเกินไปมันไม่ใช่เรื่องที่ดีแม้แต่น้อย
                   และด้วยเหตุผลที่อเล็กซานดร้าใช้มันก็ลงตัวทำให้โคลตันและเกรย์สันเชื่อ นั่นเพราะอเล็กซานดร้าเป็นตัวเต็งด้านการประดิษฐ์ของจากเวทมนตร์อยู่แล้วนั่นเอง
                   “เอาล่ะในเมื่อพวกเจ้าสร้างเรื่องที่ไม่ต่างกับปาฏิหาริย์ขึ้นมาแบบนี้ ข้าก็จะได้นำพวกเจ้าเข้าสู่ขั้นต่อไป ครั้งนี้จะยากกว่าครั้งแรกนิดหน่อย”
                   โคลตันและเกรย์สันใช้นิ้วชี้ตวัดไปมาเล็กน้อยเป็นสัญลักษณ์อะไรบางอย่างก่อนที่จะเกิดภาพร่างของสัตว์ประหลาดตนหนึ่งปรากฏออกมา ตัวที่ปรากฏออกมานั้นบ่งบอกไม่ได้เลยว่าเป็นสัตว์หรืออสูรประเภทใดมันเป็นสัตว์ประหลาดของจริงที่โผล่ออกมาจากอากาศธาตุอันว่างเปล่าและที่ทำให้มันเหมือนสัตว์ประหลาดไปมากว่านั้นคือร่างของมันสลับไปมาระหว่างสีขาวและสีดำ
                  "…..หรือว่าเจ้านี่คือสิ่งที่ใช้สร้างจินตภาพเวทมนตร์!”
                   เอเลน่ากล่าว 
                   แน่นอนว่าหลังจากที่ได้สร้างพื้นฐานเป็นที่เรียบร้อยก่อนที่จะเข้าสู่การเป็นผู้ใช้เวทย์ที่แท้จริงได้นั้น ต้องได้รับจินตภาพเวทมนตร์มาเสียก่อน จินตภาพเวทมนตร์นั้นก็คือสัญลักษณ์ของเวทมนตร์แต่ละคนที่ไม่มีทางเหมือนกันมากสุดได้แค่คล้ายกันเท่านั้น ฉะนั้นแล้วจินตภาพเวทมนตร์นับได้เลยว่าเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นไปของแต่ละคน ความสามารถของมันเองก็ขึ้นอยู่กับว่าจะได้จินตภาพเวทมนตร์อะไรมา
               “ใช่ มันคือจินตภาพเวทมนตร์ที่ก่อนที่เราจะก้าวเข้าสู่โลกเวทมนตร์ที่แท้จริงได้นั้นต้องได้รับมันมาก่อน ”
              อเล็กซานดร้ากล่าว
                 ถึงจะเป็นการนำเอาตัวสร้างจินตภาพเวทมนตร์ออกมาแต่ตัวที่ใช้สร้างมันนั้นจะแสดงให้เห็นถึงว่าจินตภาพเวทมนตร์ที่จะเกิดขึ้นกับผู้ที่จะสร้างมันขึ้นมา นั่นบงบอกได้ว่าอเล็กซานดร้าและเอลน่ามีความสามารถมากจนเรียกสัตว์ประหลาดที่ไม่อาจระบุว่ามันคล้ายหรือเหมือนกับอะไรออกมา
                 “แปลกประหลาดไม่พอแต่เจ้านี่มันยากเอาเรื่องเลยนะ เล่นเอาข้าต้องใช้พลังทั้งหมดออกมาเพื่อจับมันเอาไว้”
                 เกรย์สันกล่าว
                 “ใช่ ขนาดว่าใช้พลังของพวกเราทั้งสองคนยังไม่เพียงพอที่จะหยุดมันเอาไว้ได้อย่างมากกก็แค่ขังมันเอาไว้ได้”
                 โคลตันกล่าว
                  เมื่ออเล็กซานดร้าและเอเลน่าเข้าใจถึงสถานการณ์แล้วนั้นพวกนางก็หันหน้าเข้าหากัน จากนั้นอเล็กซานดร้าก็กุมมือทั้งสองข้างของเอเลน่าเอาไว้แล้วใช้หน้าผากแนบหน้าผากของเอเลน่า
                  “พวกท่านปล่อยมันเข้ามาหาพวกข้าได้เลย พวกข้าพร้อมแล้ว”
                  โคลตันและเกรย์สันที่ตอนนี้พยายามยื้อมันเอาไว้จนเหงื่อผุดขึ้นมาทั่วทั้งร่างนั่นแสดงให้เห็นว่าพวกเขากำลังใช้ความพยายามอย่างหนักเพื่อที่จะทำให้สัตว์ประหลาดที่ว่านี้ยังถูกขังเอาไว้อยู่แต่พออเล็กซานดร้ากล่าวออกมาเช่นนั้นแล้วพวกเขาจึงปล่อยสัตว์์ประหลาดเพื่อให้่มาหลุดออกจากพันธนาการของพวกเขา
                  ปกติแล้วนั้นตัวสร้างจินตภาพเวทมนตร์นั้นทันทีที่หลุดจากพันธนาการมันจะค่อยๆเข้าไปหาผู้สร้างอย่างช้าๆแต่ว่าครั้งนี้นั้นทันทีที่มันหลุดออกจากการพันธนาการของพวกเขามันก็พุ่งเข้าใส่อเล็กซานดร้าและเอเลน่าทันที ปากขนาดใหญ่ของมันก็อ้าออกมาเขมือบร่างของพวกนางเข้าไปทั้งคู่ จากนั้นก็เลือนหายไปโดยทิ้งไว้ให้โคลตันและเกรย์สันได้แต่ยืนตกตะลึงอยู่แบบนั้น
                   …………….