กองถ่ายกลับมาเต็มไปด้วยเสียงพูดคุยและความวุ่นวายเหมือนเดิมราวกับไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นในห้องเล็ก ๆ เมื่อครู่ อริสยกแฟ้มงานในมือเดินผ่านทีมงานที่กำลังเร่งจัดไฟไปยังมุมแต่งตัวเหมือนทุกอย่างปกติ
หัวใจเธอยังเต้นแรงไม่เป็ส่ำภาพที่เพิ่งผ่านมาเมื่อไม่นานนักวนซ้ำอยู่ในหัวจนต้องสูดลมหายใจลึกเพื่อปรับสีหน้าให้เป็กลางที่สุดใคร ๆ ก็มองว่าเธอเป็มืออาชีพ และเธอไม่มีทางยอมให้ใครจับพิรุธได้ง่าย ๆ
เอเดนยืนคุยกับผู้กำกับอยู่ไม่ไกลเสื้อเชิ้ตที่เมื่อครู่ยับยู่ยี่ถูกจัดเรียบจนไม่มีร่องรอยผิดแปลกเขาหันมามองเพียงเสี้ยววินาทีแววตาคมคายที่สบกับเธอคล้ายดึงทุกสิ่งรอบกายให้หยุดนิ่ง
อริสเบือนหน้าหนีแทบจะทันทีริมฝีปากเม้มแน่นอย่างหงุดหงิดกับตัวเองที่เผลอหวั่นไหวเพราะแค่สายตาเดียวเธอเร่งก้าวเดินต่อไปเหมือนคนที่ไม่มีอะไรต้องปิดบังทั้งที่ความจริงในใจกลับะโดังจนแทบฟังออกจากสีหน้า
บรรยากาศที่พลุกพล่านรอบกองกลับกลายเป็เพียงฉากหลังให้ไฟระอุที่ยังคงคุกรุ่นระหว่างเธอกับเขาไม่มีใครล่วงรู้ และเธอก็ภาวนาว่าจะไม่มีใครทันได้จับสังเกตในเร็ววัน
อริสก้มหน้าก้มตาจัดอุปกรณ์ที่โต๊ะเครื่องแป้งแกล้งทำเป็สนใจแค่ขวดสเปรย์และกล่องเครื่องสำอางตรงหน้าแต่ปลายตาก็ยังเผลอเหลือบไปทางร่างสูงที่ยืนกลางกองบ่อยครั้งเกินไป
เอเดนคุยกับทีมงานต่อด้วยสีหน้าสบาย ๆทว่าหากมองดี ๆ จะเห็นมุมปากเขายกขึ้นเล็กน้อยเหมือนกำลังเพลิดเพลินกับการเห็นเธอทำเป็เมินทั้งที่จริงแล้วกำลังวุ่นวายอยู่ในใจ
เธอสูดหายใจลึกกัดริมฝีปากแน่นเหมือนตำหนิตัวเองที่ไม่สามารถควบคุมความรู้สึกได้เต็มร้อยทั้งที่ควรจะวางระยะห่าง แต่แค่สายตาคมคู่นั้นก็ทำลายกำแพงที่เธอสร้างไว้ทุกครั้ง
เสียงทีมงานเรียกชื่อเธอขึ้นมากะทันหันทำให้อริสสะดุ้งเธอรีบยกแฟ้มในมือตอบกลับทันทีด้วยรอยยิ้มเรียบง่ายแสดงออกเหมือนมืออาชีพที่ไม่มีอะไรให้ผิดสังเกต
แต่ในใจกลับสั่นระรัวจนแทบควบคุมไม่อยู่ ยิ่งรับรู้ว่ามีแค่เขาที่กำลังจับตามองจากอีกฟากของห้องความลับที่ทั้งคู่กุมร่วมกันก็ยิ่งกดทับในอกอย่างหนักหน่วง
เอเดนเปลี่ยนตำแหน่งมายืนพิงเสาซ่อนมุมสายตาจากคนอื่นแต่ก็ยังไม่วายเหลือบมองเธอเป็ระยะรอยยิ้มมุมปากที่แทบไม่เห็นชัดกลับยิ่งทำให้อริสใจเต้นแรงกว่าเสียงรอบกองที่ดังไม่หยุด
เธอก้มลงหยิบหวีจากโต๊ะเสียงขนแปรงเสียดกับผมในมือฟังเหมือนปกติ แต่ข้อมือกลับสั่นเล็กน้อยจนต้องรีบวางลงขืนปล่อยไว้นานกว่านี้มีหวังถูกใครจับพิรุธเข้าแน่
ทีมงานเดินผ่านไปหัวเราะคุยกันอย่างไม่รู้เื่รู้ราวอริสพยายามทำตัวกลมกลืนไปกับบรรยากาศแต่ทุกััยังเต็มไปด้วยร่องรอยที่ไม่จางจากห้องเล็ก ๆ เมื่อครู่
เอเดนยกแก้วน้ำขึ้นจิบเหมือนคนที่กำลังพักผ่อนธรรมดาแต่สายตาคมยังไม่ละจากเธอ คล้ายจงใจย้ำว่าภาพในหัวเขายังไม่หายไปไหนและเธอคือคนเดียวที่รู้ว่ามันหมายถึงอะไร
ความร้อนแล่นขึ้นมาที่แก้มอริสหันหลังกลับทันที มือกอดแฟ้มแน่นเหมือนใช้เป็เกราะกำบังหัวใจสั่นจนเจ็บกับความจริงว่าเธอไม่อาจปฏิเสธแรงดึงดูดจากเขาได้เลย
อริสพยายามโฟกัสกับงานตรงหน้าแต่สมาธิกลับกระเจิงทุกครั้งที่รับรู้ถึงสายตาคมที่ยังคงตามติดราวกับเขาไม่แม้แต่จะพยายามปกปิดเจตนานั้นเลยสักนิด
เธอเอื้อมหยิบคลิปหนีบผมที่วางอยู่บนโต๊ะแต่ปลายนิ้วกลับสะดุดทำให้ของตกลงพื้น เสียงดัง แกร๊ง ดึงสายตาทีมงานบางคนให้หันมามองอริสรีบย่อตัวเก็บขึ้นพร้อมส่งยิ้มบาง ๆ กลบเกลื่อน
เอเดนมองเหตุการณ์นั้นอยู่เงียบ ๆมุมปากยกขึ้นเล็กน้อย คล้ายจะขำกับความลนลานที่ไม่ใช่สไตล์ของเธอเลยแม้แต่น้อยมันยิ่งทำให้เขามั่นใจว่าเธอกำลังพยายามซ่อนบางสิ่ง
อริสเม้มปากแน่นใจเต้นแรงเพราะรู้ว่าเขาเห็นทุกอย่างชัดเธอสูดหายใจลึกแล้วหันไปสั่งงานทีมงานต่อด้วยน้ำเสียงมั่นคงปั้นท่าทีเป็ปกติจนแทบไร้รอยสั่นไหว
แต่เมื่อหันกลับมาสบตาเขาเพียงเสี้ยววินาทีไฟบางอย่างในแววตาคมนั้นทำให้เธอหนาวสะท้านขึ้นมาทั้งตัวทั้งที่ห้องเต็มไปด้วยแสงไฟสาดร้อนอบอ้าว
อริสถือโอกาสตอนพักเบรกเดินตรงไปหาเอเดนที่ยืนคุยกับทีมงานจบพอดี เธอวางแฟ้มลงบนโต๊ะข้าง ๆทำเหมือนแค่จะตรวจงานต่อ ริมฝีปากยกยิ้มบาง ๆ คล้ายจะท้าทายมากกว่าทักทาย
“สายตาแบบนั้น…” เธอพูดเรียบ ๆไม่ดังนัก แต่พอให้เขาได้ยิน “มันทำให้ใครสงสัยได้นะ” แววตาของเธอมั่นคงกว่าที่คิดไม่มีความหวั่นเกรงแม้แต่น้อย
เอเดนเหลือบตามอง แววตาคมวาวขึ้นเล็กน้อยเขาหยิบแก้วน้ำวางลงบนโต๊ะ เสียงกระทบเบา ๆ ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ“งั้นก็อย่าเผลอทำหน้าลนลานสิ”
อริสเลิกคิ้วยกยิ้มมุมปากเหมือนไม่ยี่หระ “ฉันไม่ได้กลัวอยู่แล้ว”น้ำเสียงราบเรียบแต่กดความหมายหนักแน่น แววตาที่สบกันตรง ๆคล้ายกำลังเล่นเกมที่ไม่มีใครยอมแพ้
ทีมงานสองสามคนเดินผ่านเข้ามาในจังหวะนั้นบรรยากาศเหมือนถูกกลืนหายไปในความวุ่นวาย อริสก้มลงหยิบแฟ้มกลับมากอดไว้เดินผ่านเขาไปอย่างสง่างาม ราวกับแค่มีการคุยงานสั้น ๆ เท่านั้นเอง
เอเดนยกคิ้วเล็กน้อยเมื่อเห็นเธอเดินผ่านกลับมาแทนที่จะทำเป็ไม่รู้ไม่เห็น อริสหยุดยืนตรงหน้าเขาพลิกแฟ้มในมือเหมือนกำลังตรวจงาน ก่อนเอ่ยเสียงเรียบที่ฟังดูเป็การสนทนาทั่วไป
“ชุดต่อไปนายอย่าลืมเปลี่ยนเครื่องประดับด้วยนะ”เธอพูดพลางปรายตามองขึ้นสบตาเขาเพียงแวบเดียวน้ำเสียงนิ่งจนใครผ่านไปมาก็คิดว่าเป็แค่คำสั่งงานธรรมดา
เอเดนรับคำสั้น ๆ “อืม”แต่รอยยิ้มมุมปากที่เจืออยู่กลับสื่อชัดเจนว่าความหมายไม่ได้มีแค่นั้นดวงตาคมยังจงใจจ้องเธออยู่เพียงลำพัง
อริสไม่หลบตา คราวนี้เธอยกยิ้มบาง ๆตอบกลับทันที “อย่ามองแบบนั้น เดี๋ยวคนอื่นจะเข้าใจผิด”คำพูดราบเรียบแต่เต็มไปด้วยนัยบางอย่างเหมือนประกาศชัดว่าเธอเองก็ไม่ได้กลัวจะเผชิญหน้ากับเขา
เสียงทีมงานเรียกชื่อเอเดนจากอีกมุมทำให้บรรยากาศถูกตัดขาดไปเขาหันไปตามเสียงอย่างไม่เต็มใจ ขณะที่อริสหมุนตัวกลับไปที่โต๊ะเครื่องแป้งใบหน้าของเธอยังคงสงบ แต่หัวใจกลับสั่นระรัวไม่ต่างจากเขาเลย
เอเดนเดินจากไปตามเสียงเรียกของทีมงานทิ้งให้อริสนั่งลงหน้ากระจกเครื่องแป้ง เธอหยิบแปรงขึ้นมาปัดแก้มเบา ๆทั้งที่มือยังสั่น ความรู้สึกสับสนตีตื้นขึ้นมา ทั้งโล่งใจที่ไม่มีใครสงสัยและหงุดหงิดที่ตัวเองดันใจเต้นแรงเกินไป
เธอมองเงาสะท้อนตรงหน้าแววตาตัวเองยังวูบไหวเล็กน้อย จนต้องเม้มปากแน่นแล้วหัวเราะในลำคอเบา ๆ ฉันไม่ได้กลัว…คำพูดที่เพิ่งหลุดปากเมื่อครู่สะท้อนกลับมาในหัวเหมือนกำลังทดสอบความมั่นคงของใจ
อีกฟากหนึ่งเอเดนยืนฟังทีมงานอธิบายตารางถ่ายทำ แต่สายตาคมยังไม่หลุดไปไหนเขาเหลือบมองตรงมาหาเธอครั้งแล้วครั้งเล่า รอยยิ้มบางแทบไม่ปรากฏชัดแต่กลับทำให้หัวใจอริสสั่นแรงเหมือนถูกกระตุก
เธอรีบก้มหน้ากับงานตรงหน้ามือจัดขวดเครื่องสำอางให้เข้าที่สูดลมหายใจลึกเหมือนบังคับตัวเองให้กลับสู่โหมดมืออาชีพทุกการเคลื่อนไหวพยายามทำให้เป็ปกติ แม้ภายในจะยังร้อนรุ่มไม่คลาย
บรรยากาศรอบกองยังวุ่นวายเต็มไปด้วยเสียงคุยและหัวเราะแต่สำหรับอริสและเอเดน มันกลับเหมือนโลกอีกใบที่มีแค่สายตาและความลับร่วมกันเกมเงียบ ๆ ที่ทั้งคู่ต่างเล่นอยู่ในใจ โดยไม่มีใครภายนอกรู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้น
พักเบรกผ่านไปไม่กี่นาทีทีมงานเริ่มเรียกดาราและสไตลิสต์ให้เตรียมเข้าฉากต่ออริสรีบเก็บของใส่กล่องเครื่องสำอาง ยกขึ้นเดินตามตารางงานเหมือนทุกครั้งสีหน้าเรียบสงบจนแทบไม่เหลือร่องรอยความสั่นไหวที่มีเมื่อครู่
เอเดนก้าวตามเข้ามาจากอีกมุมเสียงพูดคุยของทีมงานรอบข้างกลบทุกอย่าง เขาเดินเฉียดผ่านเธอไปเหมือนไม่ได้ตั้งใจทว่าแขนเสื้อกลับเฉียดถูกกันชั่วเสี้ยววินาทีจนเธอสะดุ้งวาบ
เธอชะงักไปเพียงครู่ก่อนแสร้งยกคิ้วทำหน้าเฉยชาราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นทั้งที่ในใจกลับรู้ดีว่าเขาทำมันอย่างจงใจแววตาคมที่เหลือบมามอบให้เพียงเสี้ยววินาทีคือหลักฐานชัดเจน
อริสเม้มปากแน่นสูดหายใจเข้าลึกขณะก้าวเดินต่อ เธอบอกตัวเองให้รักษาระยะไว้อย่าเผยพิรุธต่อหน้าคนทั้งกอง แต่ความจริงคือไฟในอกยังคุกรุ่นเกินจะดับลงง่าย ๆ
บรรยากาศรอบกายยังคงเต็มไปด้วยความวุ่นวายของงานแต่ระหว่างเขากับเธอกลับมีเพียงบรรยากาศตึงเครียดที่มองไม่เห็นเหมือนเกมเงียบที่เริ่มกดดันขึ้นทุกที แม้ไม่มีคำพูดสักคำแต่ทุกการกระทำนั้นชัดเจนยิ่งกว่าประโยคใด ๆ
เสียงทีมงานเรียกชื่อเอเดนดังขึ้นอีกครั้งเขาตอบกลับด้วยน้ำเสียงปกติเดินตรงไปตามตารางงานเหมือนนักแสดงมืออาชีพที่คุ้นชินกับความวุ่นวายรอบกองอริสยืนมองแผ่นหลังกว้างนั้นเพียงเสี้ยววินาทีก่อนรีบหันไปสนใจอุปกรณ์ในมือเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เธอขยับจัดคิ้วนักแสดงคนอื่นอย่างตั้งใจใช้ความวุ่นวายในงานบังสายตาที่เผลอแอบเหลือบมองเขาอยู่บ่อยครั้งทุกััเมื่อครู่ยังติดตรึงในใจจนยากจะลบเลือน แม้เธอจะพยายามบอกตัวเองว่า นี่คือที่ทำงานไม่ใช่ที่สำหรับเื่พวกนั้น
เอเดนในอีกฟากยังคงรับฟังคำสั่งของผู้กำกับเขาพยักหน้ารับง่าย ๆ แต่สายตากลับแวบมาทางอริสอยู่ตลอดราวกับเขาไม่ได้แยกแยะเลยว่ากำลังอยู่ท่ามกลางคนมากมายหรือไม่
อริสสูดหายใจเข้าลึก ตั้งสติให้แน่วแน่เธอเคยบอกไปแล้วว่าเธอไม่กลัว และตอนนี้ก็ต้องทำให้ได้จริงไม่ปล่อยให้เขาควบคุมทุกอย่างอยู่ฝ่ายเดียว
ความพลุกพล่านในกองถ่ายยังคงดำเนินต่อไปแต่ระหว่างเขากับเธอ เหมือนมีเส้นบาง ๆ ที่ดึงรั้งให้ใกล้ชิดกันอยู่ตลอดแม้จะไม่ได้เอ่ยคำใด แต่แรงกดดันนั้นกลับชัดเจนจนแทบกลืนทุกเสียงรอบข้างหายไปหมด
อริสเดินตามตารางงานต่อไปมือยังยุ่งอยู่กับการจัดอุปกรณ์และตรวจความเรียบร้อยให้ทีมงานแต่หัวใจกลับรู้สึกถึงแรงกดดันที่ตามติดอยู่ทุกฝีก้าว แม้ไม่หันไปมองเธอก็มั่นใจว่าเขายังคงเฝ้ามองเธอจากที่ไกล ๆ
ระหว่างพักสั้น ๆนักแสดงบางคนเข้ามาพูดคุยเล่นกับเธอ เสียงหัวเราะเบา ๆดังขึ้นทำให้บรรยากาศดูผ่อนคลายลงเล็กน้อยแต่ในมุมสายตาเธอเห็นเอเดนเหลือบมองมาทางนี้ครู่หนึ่งแววตาคมนั้นไม่ได้แสดงความไม่พอใจ แต่กลับเต็มไปด้วยความเป็เ้าของที่ปิดไม่มิด
อริสเลือกที่จะไม่สนใจเธอหันกลับไปตอบบทสนทนาต่อเหมือนปกติรอยยิ้มที่ปรากฏบนใบหน้าเป็เพียงภาพลักษณ์ของคนทำงานไม่ใช่สิ่งที่สะท้อนความรู้สึกจริงในใจ
เอเดนหันกลับไปทำงานต่อร่างสูงตั้งใจฟังคำสั่งผู้กำกับเหมือนทุกอย่างเป็เื่ปกติแต่สายตาที่ฉายประกายบางอย่างเมื่อครู่ยังคงตามหลอกหลอนอริสอยู่ทุกวินาที
บรรยากาศที่ดูเหมือนเรียบง่ายและเป็มืออาชีพยิ่งทำให้เธอตระหนักชัดว่าความสัมพันธ์นี้ไม่มีทางเป็เื่ธรรมดาอีกต่อไปต่อให้ทั้งคู่จะแสร้งทำเป็ไม่รู้จักกันมากแค่ไหนก็ตาม
เสียงประกาศเรียกกองถ่ายเข้าฉากดังขึ้นทำให้ทุกคนขยับตัววุ่นวายอีกครั้งอริสก้มลงตรวจเช็กเสื้อผ้าของนักแสดงที่เธอดูแลอย่างละเอียดใช้ความยุ่งนั้นบังความคิดที่ยังวนอยู่กับคนเพียงคนเดียว
เอเดนก้าวเข้าไปกลางฉากสีหน้าและท่าทางเปลี่ยนเป็มืออาชีพเต็มตัวแต่สายตาคมที่กวาดผ่านเธอเพียงเสี้ยววินาทีทำให้อริสสะดุ้งเบา ๆราวกับถูกจับได้ว่ากำลังคิดอะไรที่ไม่ควรคิดอยู่
เธอสูดหายใจเข้าลึกพยายามบอกตัวเองว่าเขาแค่ดาราคนหนึ่งที่ต้องดูแลไม่ใช่ใครที่มีสิทธิ์มาปั่นหัวเธอได้ ความมั่นคงที่เธอพูดไว้ต้องทำให้เป็จริงไม่ใช่แค่คำพูดลอย ๆ
แต่ยิ่งบอกตัวเองเท่าไรภาพเหตุการณ์ในห้องเล็ก ๆ ก็ยิ่งตามมาหลอกหลอนร่างกายยังจดจำัันั้นได้ชัดเจนเกินกว่าจะปฏิเสธความจริงที่ไม่อยากยอมรับคือเธอเองก็ติดอยู่ในวงจรเดียวกัน
ท่ามกลางความวุ่นวายของกองถ่ายไม่มีใครล่วงรู้ว่าระหว่างเธอกับเขามีบางอย่างกำลังดำเนินอยู่เงียบ ๆเหมือนเชือกที่รัดแน่นขึ้นทุกที แม้ทั้งคู่จะไม่พูดสักคำแต่แรงดึงดูดนั้นก็ปฏิเสธไม่ได้เลย
ฉากถ่ายทำเริ่มต้นขึ้นแสงไฟสาดลงบนเวทีจนทุกอย่างรอบกายสว่างจ้าเอเดนยืนในบทบาทของเขาได้อย่างสมบูรณ์แบบ สีหน้ามั่นคงคำพูดทุกถ้อยชัดเจนจนทีมงานรอบกองพากันชื่นชม แต่ในแวบตาที่หันมาสบกับอริสชั่วขณะเขาก็เผยแววตาอีกแบบที่ไม่มีใครมองเห็น
อริสยืนกอดแฟ้มแนบอกสายตาจับจ้องกับหน้าที่ของตัวเองแต่หัวใจกลับสั่นแรงทุกครั้งที่เผลอรับสายตาเขาเข้าเต็ม ๆ เธอรีบเบือนหน้าหนีริมฝีปากยกยิ้มบาง ๆ ให้คนรอบตัวเหมือนทุกอย่างปกติ
เสียงปรบมือดังขึ้นเมื่อการถ่ายทำผ่านไปได้อย่างราบรื่นทุกคนขยับตัวเพื่อเตรียมเข้าฉากต่อไป อริสเดินหลบไปเก็บอุปกรณ์ใจหนึ่งโล่งที่ผ่านวันอันยุ่งวุ่นวายมาได้แต่ใจอีกส่วนกลับรู้ดีว่าเื่นี้ไม่จบง่าย ๆ
เอเดนเดินสวนผ่านหลังฉาก กลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ ของเขาแตะจมูกเธอในวินาทีนั้น ร่างสูงเฉียดผ่านเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นแต่แรงลมที่ก่อให้ผมเธอปลิวเบา ๆ กลับเหมือนเป็คำประกาศชัดเจนกว่าคำพูด
ในความพลุกพล่านของกองถ่ายทั้งคู่ต่างทำเหมือนไม่มีอะไรระหว่างกัน ทว่าความจริงคือทุกสายตาทุกััที่แอบซ่อน ยังคงดึงพวกเขาเข้าใกล้กันมากขึ้นเรื่อย ๆจนไม่มีใครรู้ว่าเมื่อไรเส้นนั้นจะขาดลงอย่างแท้จริง