เสียงลมหวีดหวิวพัดผ่านหมู่บ้านจิ่นเฟิงในยามพลบค่ำพระจันทร์เต็มดวงเปล่งแสงนวลเหนือขอบฟ้า ส่องลงมายังหมู่บ้านเล็ก ๆที่เริ่มมีหมอกควันจาง ๆ ลอยขึ้นจากปล่องไฟของบ้านเรือนหลังจากเหตุการณ์ลึกลับในค่ำคืนก่อนทุกคนในหมู่บ้านต่างหวาดระแวงไม่กล้ากล่าวถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับซูลี่อย่างเปิดเผยแม้แต่หลิงชางซู พี่ชายบุญธรรมของซูลี่ ก็มีท่าทีครุ่นคิดเงียบงันตลอดวัน
ซูลี่นั่งอยู่ในห้องพักเล็ก ๆของตนเอง จ้องมองไปยังสร้อยคอที่มีอัญมณีสีแดงสดซึ่งส่องประกายวูบไหวเธอััได้ถึงความอบอุ่นที่แผ่ออกมาจากอัญมณีเหมือนมันกำลังปลอบโยนเธอจากความหวาดกลัวในตัวเอง
“ทำไม… ข้าถึงมีพลังแบบนี้?” ซูลี่กระซิบเสียงเบา น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความสับสนและหวาดหวั่น
“ข้าเป็เพียงหญิงชาวบ้านธรรมดาไม่ได้หรือ”
ก่อนที่ความคิดจะหลุดลอยไปไกล เสียงโหวกเหวกดังขึ้นจากด้านนอกทำให้เธอสะดุ้ง รีบลุกขึ้นเดินออกไปยังลานหมู่บ้าน
เสียงะโดังขึ้นเรื่อย ๆ พร้อมแสงเพลิงลุกโชนบนท้องฟ้าห่างออกไปทางทิศเหนือของหมู่บ้าน
หลิงชางซูวิ่งเข้ามาพร้อมสีหน้าร้อนรน “ซูลี่ กลับบ้านไป!มีบางอย่างผิดปกติในป่าทิศเหนือ ข้าจะไปดู”
เขากำหมัดแน่น ท่าทางแสดงถึงความมุ่งมั่น
ซูลี่พยักหน้าช้า ๆ แม้ในใจจะรู้สึกไม่ดีแต่ก็เชื่อมั่นในตัวพี่ชายของเธอหลิงชางซูล้วงเข้าไปหยิบพัดหยก ที่อยู่ในอกเสื้อออกมากำไว้แน่นแล้วออกไปพร้อมชาวบ้านอีกกลุ่มหนึ่ง พัดหยกนี้เป็ของตกทอดจากตระกูลของเขาเป็อาวุธคมกริบเฉกเช่นดาบ
กลางป่าในทิศเหนือ เสียงะเิดังสนั่นหวั่นไหวพื้นดินสั่นะเืจนสัตว์ป่าพากันหนีตายเสียงคำรามของบางสิ่งที่ไม่ใช่สัตว์ธรรมดาดังก้องไปทั่ว
“หลิ่วเหยียน… เ้าปีศาจอัคคีบัดซบ!”เสียงชาวบ้านคนหนึ่งร้องลั่นขณะพยายามหลบหนีแต่เปลวเพลิงสีดำที่ปล่อยออกมาจากปีศาจนั้นเผาทุกอย่างจนแทบไม่เหลือสิ่งใด
ร่างของหลิ่วเหยียนปรากฏขึ้น มันเป็ปีศาจรูปร่างสูงใหญ่มีดวงตาสีแดงเพลิงที่เต็มไปด้วยความชั่วร้ายและกรงเล็บที่แหลมคม มันกวาดตามองไปรอบๆ ก่อนจะยิ้มเยาะ
“ข้าได้กลิ่นพลังสุริยะ… ฮ่าฮ่า!ดูเหมือนเหยื่อของข้าจะอยู่ที่นี่จริง ๆ!”มันคำรามพร้อมพ่นเปลวเพลิงลุกลามไปทั่วป่า
ที่หมู่บ้าน เสียงร้องเตือนดังระงม เมื่อเพลิงสีดำลามเข้ามาใกล้เรื่อยๆ ซูลี่ยืนตัวแข็งทื่ออยู่กลางลานหมู่บ้าน คำสั่งของพี่ชายยังไม่ทันให้เธอได้ทำตามเธอก็มองเห็นเปลวเพลิงกำลังกลืนกินทุกอย่างอย่างไร้ปรานีเธอก้าวถอยหลังด้วยความหวาดกลัว
หลิงชางซูที่กลับมาพร้อมกลุ่มชาวบ้านะโลั่น “ซูลี่!รีบไปที่หอศักดิ์สิทธิ์เดี๋ยวนี้!”
ก่อนที่ซูลี่จะตอบสนองต่อคำสั่งร่างของหลิ่วเหยียนก็ปรากฏขึ้นกลางลานหมู่บ้านเปลวเพลิงสีดำของมันแผ่กระจายอย่างบ้าคลั่ง และจ้องมองซูลี่อย่างไม่วางตา
“เ้าคือผู้ครองพลังสุริยะสินะ!”มันคำรามเสียงต่ำจ้องตรงมาที่ซูลี่ “ส่งพลังของเ้ามาให้ข้าเถอะ!”
ซูลี่ถอยหลังจนชนกับต้นไม้ใหญ่ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความหวาดกลัว แต่ในชั่วพริบตาแสงสว่างเจิดจ้าก็ปรากฏขึ้นกลางอากาศ ทำให้ดวงตาของเธอพร่ามัวไปชั่วขณะร่างในแสงนั้นดูเลือนลาง ทว่ามือที่ยื่นมาคว้าข้อมือของเธอไว้มั่นคง
ชายหนุ่มในชุดสีขาวบริสุทธิ์ปรากฏตัวชุดของเขาถูกตัดเย็บอย่างประณีต ประดับด้วยลวดลายเปลวเพลิงที่ทอดตัวอย่างสง่างามราวกับเปลวไฟที่พลิ้วไหวในสายลม เขาปรากฏตัวพร้อมเปลวเพลิงสีทองบริสุทธิ์แผ่พลังอันศักดิ์สิทธิ์ออกมา ราวกับสามารถชำระล้างทุกความมืดมิดในพริบตา
“เ้าปีศาจ!ถอยไปจากที่นี่เดี๋ยวนี้!” เสียงของหลงเฟยอวิ๋นดังก้อง
หลงเฟยอวิ๋นยกมือขึ้นเปลวเพลิงสีทองพุ่งออกมาปะทะกับเปลวเพลิงสีดำของหลิ่วเหยียนเสียงะเิดังสนั่นหวั่นไหวจนพื้นดินสั่นะเืชาวบ้านที่ยังหลบซ่อนอยู่ในบ้านเรือนต่างใกลัวและพากันปิดประตูหน้าต่างแน่น
“ใครกัน… เ้าคือใคร? กลิ่นของเ้า ไยถึงเหมือนของนาง ผู้ที่ไฟสุริยะคือใครกัน” หลิ่วเหยียนจ้องมองที่คนทั้งสองต่างเลือกไม่ถูกว่าเปลวเพลิงสุริยะมาจากใครกัน
ปีศาจหลิ่วเหยียน ใช้พลังในการดูดกลืนพลังจากซูลี่ก่อน เพราะหญิงสาวดูอ่อนแอกว่า
หลงเฟยอวิ๋นดึงร่างซูลี่กลับออกมา และปล่อยเพลิงสุริยะออกไปปีศาจหลิ่วเหยียน โดนกระแทกด้วยพลังที่แข็งแกร่ง นางปีศาจตื่นตะลึง
“พลังของเ้า… นี่มัน…เทพเซียนสุริยะ?!”
“ใช่แล้ว” หลงเฟยอวิ๋นตอบเสียงเ็า“ข้าไม่ปล่อยให้เ้าทำร้ายใครที่นี่! โดยเฉพาะนาง”เขาหันไปมองซูลี่ชั่วครู่ก่อนจะเบนสายตากลับมา
ทั้งสองต่อสู้กันอย่างดุเดือดเปลวเพลิงทั้งสองสีปะทะกันกลางอากาศก่อให้เกิดแสงสว่างวูบวาบที่ทำให้ท้องฟ้ายามค่ำคืนดูราวกับกลายเป็กลางวัน
ในที่สุดหลงเฟยอวิ๋นก็สามารถปล่อยเปลวเพลิงสุริยะเข้าทำลายร่างของหลิ่วเหยียนจนแตกสลายไปในอากาศแต่ก่อนที่มันจะหายไป มันทิ้งคำพูดไว้ด้วยเสียงหัวเราะเยาะ
“ฮ่าฮ่า… การปลดผนึกเทพสุริยะของเ้า… จะนำพาภัยพิบัติมาสู่สามภพ…จอมมารทั้งหลายจะตามล่าเ้าจนถึงที่สุด…”
ร่างของมันเลือนหายไป ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่น่าหวาดหวั่น
หลังการต่อสู้ซูลี่นั่งกอดเข่าอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ ที่บัดนี้เหลือเพียงก้านไม้ที่ไร้ใบไฟของปีศาจทำลายล้างสิ่งรอบๆอย่างไม่เหลือชิ้นดี
หลงเฟยอวิ๋นเดินเข้ามาใกล้พร้อมสีหน้าจริงจัง “เ้าไม่เป็อะไรใช่ไหม?” เขาถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
ซูลี่เงยหน้ามองเขาดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความสับสน “ท่านเป็ใคร? และเหตุใดปีศาจนั้นถึงตามล่าข้า?”
หลงเฟยอวิ๋นถอนหายใจเบา ๆก่อนจะตอบ “เ้าคือผู้ปลดผนึกพลังสุริยะพลังที่หมุนเวียนในตัวเ้าคือสิ่งที่ปีศาจปรารถนา…”เขาบอกเธอแค่นั้นแต่ไม่ได้บอกถึงที่มาของเขาว่าเขาเองก็เสี้ยวหนึ่งของไฟสุริยะอยู่เช่นกัน
ซูลี่มองเขาด้วยความใ นางไม่เข้าใจเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นแต่ความรู้สึกบางอย่างบอกนางว่าชายคนนี้ คือผู้ที่นางสามารถไว้วางใจได้
“ต่อจากนี้ ข้าจะปกป้องเ้า…” หลงเฟยอวิ๋นพูดก่อนจะหันไปมองหมู่บ้านที่เสียหาย
“และข้าจะไม่ปล่อยให้ใครมาทำร้ายเ้าอีก… แม้แต่พญาจอมมารผู้ยิ่งใหญ่”
คืนแห่งการเปลี่ยนแปลง
หมู่บ้านจิ่นเฟิงกลับสู่ความเงียบงันอีกครั้งหลังเหตุการณ์ที่ชาวบ้านเรียกว่า"คืนแห่งเพลิงปีศาจ"ซากปรักหักพังและเถ้าถ่านปกคลุมพื้นที่ทางเหนือของหมู่บ้านกลิ่นไหม้ยังคงอบอวลในอากาศความสูญเสียครั้งนี้ไม่เพียงสร้างความเสียหายต่อสิ่งก่อสร้างเท่านั้นแต่ยังทิ้งร่องรอยลึกลงในจิตใจของผู้คน
หลิงชางซูและกลุ่มชาวบ้านเริ่มสำรวจความเสียหายรวบรวมเศษซากไม้และอิฐ ที่ยังพอใช้ได้เพื่อซ่อมแซมบ้านเรือนหลิงชางซูเองก็เหน็ดเหนื่อยแต่เขายังคงแสดงความมุ่งมั่นเพื่อปกป้องทุกคนที่เหลืออยู่
“เ้าต้องระวังตัวให้มากขึ้นซูลี่” หลิงชางซูกล่าว ขณะที่เขายืนมองน้องสาวบุญธรรมที่ดูเงียบขรึมกว่าปกติ
"พี่สัญญาว่าจะปกป้องเ้าให้ดีที่สุดแต่เ้าต้องเรียนรู้ที่จะปกป้องตัวเองด้วย"
ซูลี่พยักหน้าช้าๆและเดินจากไปด้วยความสับสนพลังที่แฝงอยู่ในตัวเธอเป็ทั้งความลึกลับและภาระอันใหญ่หลวง
ภายในเพิงพักชั่วคราวหลงเฟยอวิ๋นนั่งคุกเข่าอยู่หน้ากองไฟเล็ก ๆในขณะที่ซูลี่มองเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถาม
"เ้า… เ้าจะอยู่ที่นี่นานเท่าใด?" เธอเอ่ยขึ้นหลังจากรวบรวมความกล้า
หลงเฟยอวิ๋นยิ้มบาง ๆ"ข้าจะอยู่จนกว่าจะมั่นใจว่าเ้าปลอดภัย"
"แต่ทำไมท่านถึงช่วยข้า? เราไม่เคยพบกันมาก่อน…"
หลงเฟยอวิ๋นถอนหายใจ"เ้ามีพลังที่สำคัญต่อชะตากรรมของสามภพข้าไม่ได้ช่วยเ้าเพียงเพราะความบังเอิญ"
"แต่เพราะข้าได้รับหน้าที่นี้จากเบื้องบน"เขามองลึกเข้าไปในดวงตาของซูลี่
"แต่ไม่ว่าเหตุผลจะเป็อย่างไร สิ่งที่สำคัญคือเ้าต้องยืนหยัดเพื่อตัวเอง"
คำพูดของเขาทำให้ซูลี่รู้สึกเหมือนน้ำหนักบนบ่าของ้ธอเพิ่มขึ้นแต่ในขณะเดียวกันก็จุดประกายความหวังบางอย่างในใจ
การค้นพบเบาะแสใหม่
ในขณะที่หมู่บ้านเริ่มกลับมามีชีวิตอีกครั้งซูลี่และหลงเฟยอวิ๋นพบเบาะแสบางอย่างที่หลงเหลืออยู่ในป่าทางทิศเหนือเศษซากของเปลวเพลิงสีดำที่ไม่ดับสนิท และสัญลักษณ์ประหลาดที่สลักอยู่บนพื้นดิน
"นี่คืออะไร?" ซูลี่ถาม ขณะนั่งยอง ๆ สำรวจรอยสลัก
"สัญลักษณ์ของพญาจอมมารไป๋หลงเทียน" หลงเฟยอวิ๋นตอบเสียงหนักแน่น
"มันบ่งบอกถึงการเคลื่อนไหวของเผ่ามารที่กำลังค้นหาเ้า"
"ข้าคือเป้าหมายของพวกมันจริงหรือ?" ซูลี่พูดเสียงสั่น
"ไม่ใช่แค่เ้า แต่เป็พลังในตัวเ้า"หลงเฟยอวิ๋นพูดเรียบๆ
"พวกมันต้องขัดขวางไม่ให้เ้าปลดผนึกเรียกคืนท่านเทพสุริยะให้กลับมาเป็แน่" ซูลี่ฟังแล้วก็ถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย
การใช้เวลาร่วมกันระหว่างซูลี่และหลงเฟยอวิ๋นใน่หลังการโจมตีทำให้ทั้งสองเริ่มคุ้ยเคยกันมากขึ้น
แต่หลงเฟยอวิ๋นก็ไม่เคยเปิดเผยเื่ส่วนตัวของเขามากนักซูลี่รู้เพียงว่าหลงเฟยอวิ๋นเป็เซียนมีหน้าที่มาปกป้องเธอ
และเขาก็ค่อนข้างจริงจัง เงียบขรึมเขามักจะฟังเธอคุยเสียมากกว่าที่จะเปิดปากพูด
ในขณะเดียวกัน หลิงชางซูที่เห็นการเปลี่ยนแปลงในตัวของซูลี่เริ่มสงสัยในตัว
หลงเฟยอวิ๋น เขา้าปกป้องซูลี่เช่นกันแต่เขาไม่แน่ใจว่าการปรากฏตัวของเซียนผู้นี้จะนำพาความปลอดภัยหรือหายนะ
“ท่านคือใครกันแน่?” หลิงชางซูเอ่ยถามหลงเฟยอวิ๋นอย่างตรงไปตรงมา
หลงเฟยอวิ๋นมองกลับด้วยแววตาสงบนิ่ง“ข้าเป็เพียงผู้พิทักษ์ที่ได้รับหน้าที่มาเท่านั้น แต่เ้าสามารถมั่นใจได้ว่าข้าไม่มีวันทำร้ายซูลี่”
แม้หลิงชางซูจะยังไม่ไว้ใจเต็มที่แต่เขาเลือกที่จะเฝ้าสังเกตการณ์อย่างใกล้ชิดอย่างน้อยก็อีกคนหนึ่งที่คุ้มครองซูลี่ น้องสาวของเขา