“ข้าส่งพลังธาตุเข้าไปสิบครั้ง เห็นเจ้าไม่มีท่าทีตอบสนอง ยังนึกว่าล้มเหลวเสียแล้ว”
ดวงตาเต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอยของเจียนั่วปิดปรือ เขาจ้องมองหมอนบนฟูก รู้สึกเพียงแค่ว่าอยากนอนหลับยาวสักตื่น
“นึกมิถึงว่าเจ้ามิเพียงแต่สัมผัสถึงพวกมัน กลับยังควบคุมพวกมันได้ด้วย”
โม่จ้านทำหน้าใสซื่อ “ตั้งแต่ดาวดวงแรกเข้าไป ข้าก็สัมผัสได้แล้ว”
เจียนั่วนิ่งงัน อ้าปากทว่ากลับมิเอ่ยสิ่งใดออกมา สายตาที่มองมายังโม่จ้านอีกครั้งแฝงความหมายที่มิอาจอธิบายด้วยคำพูดให้ชัดเจน
“อ่า มิรู้ว่าจะขอบคุณเจ้าอย่างไรดีจริงๆ” โม่จ้านกระโดดเข้าไปกอดเจียนั่วอย่างเป็นธรรมชาติและกะทันหันมิต่างกับเด็กน้อย
“อย่าก่อกวน เย็นนี้ข้ายังต้องกลับไปรายงานตัวที่เมืองนักดาบพเนจร” มุมปากของเจียนั่วหยักยกขึ้น เขาผลักไหล่โม่จ้าน ทว่าติดที่หมดเรี่ยวแรงจึงมิอาจผลักออก
โม่จ้านขมวดคิ้ว “เหนื่อยถึงเพียงนี้แล้ว วันพรุ่งนี้ยังต้องทำงานอีก? ขอลาหยุดอีกสักวันมิได้งั้นหรือ?”
เจียนั่วหัวเราะมิได้ร้องไห้มิออก “ข้าเหนื่อยถึงเพียงนี้เพราะผู้ใด? ระยะหลังมานี้ท่านเจ้าเมืองกำลังชักจูงพ่อค้า ยุ่งมากทีเดียว”
“อืม...” โม่จ้านนิ่งเงียบครู่หนึ่ง ทันใดนั้นพลันโอบเจียนั่วกดลงบนฟูก ตามด้วยเพลิดเพลินกับสายตาตะลึงงันของอีกฝ่าย “ถ้าเช่นนั้นก็พักสักประเดี๋ยวเถิด ที่นี่เงียบกว่าในจวนเจ้าเมืองมากทีเดียว”
ข้าพักห้องเดี่ยว เงียบมากมาโดยตลอด
เจียนั่วมองโม่จ้านที่จู่ๆ ทำตัวเป็นเด็ก กลืนคำพูดโต้แย้งลงไปก่อนปิดเปลือกตาลงอย่างเงียบเชียบ โม่จ้านหัวเราะพลางปิดเปลือกตาลงเช่นกัน มิรู้ว่าความแตกต่างและความระแวงระหว่างทั้งสองคนเลือนหายไปอย่างไร้ร่องรอยตั้งแต่เมื่อใด
หลังจากนั้นเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมง เจียนั่วลากโม่จ้านที่อ้าปากหาวขึ้นฟ้าเดินออกมาข้างนอก หลังจากฉิวอินเห็นข้อความจึงมาหาปาอิน ผลคือบังเอิญพบโม่จ้านกับเจียนั่วเข้าเสียแล้ว
ขณะมองคนทั้งสองเดินโอบไหล่ซ้อนหลังออกมาจาก ‘สวรรค์ที่หายไป’ โดยที่อาภรณ์ไม่เป็นระเบียบ ผืนดินเกือบจะกลายเป็นหลุมเพราะปลายคางของฉิวอินเสียแล้ว
...เพิ่งจะพบหน้ากันไม่กี่ชั่วโมงกลับมุ่งสู่ลู่ทางอันกว้างใหญ่เสียแล้ว? เห็นทีท่านโม่เจ๋อเอ่อร์ก็มิได้หวงเนื้อหวงตัวถึงเพียงนั้น
จินตนาการของฉิวอินโบยบินอย่างอิสระ หลงลืมเรื่องที่เกิดขึ้นของตนกับโม่จ้านครั้งแรกโดยสิ้นเชิง กระทั่งถูกปาอินตบหัวอย่างแรง ฉิวอินจึงได้สติกลับมา
“ท่านโม่เจ๋อเอ่อร์กับอัศวินผู้นั้น...” สีหน้าของฉิวอินยากบรรยายด้วยคำพูด
“สมแล้วที่เป็นท่านโม่เจ๋อเอ่อร์!” ขณะมองเจียนั่วที่ใบหน้าฉายแววอิดโรยกับโม่จ้านที่แลดูมีกำลังวังชา ภายในแววตาของปาอินเผยประกายเลื่อมใสออกมา
ฉิวอินหันมองน้องสาวที่เอามือกุมท้องแอบย่องกลับหอพักเงียบๆ อย่างตื่นเต้นแล้วมิรู้จะบรรยายออกมาอย่างไร น้องสาวของตนได้รับการอบรมสั่งสอนเป็นอย่างดีในฐานะปีศาจแฝงฝันมาโดยตลอด แต่จะทำเช่นไรดี ดูเหมือนว่าหลังจากเกิดเรื่องในครานั้นคล้ายจะออกนอกลู่นอกทางขึ้นเรื่อยๆ เสียแล้ว...
หลังโม่จ้านเอ่ยลากับเจียนั่ว เมื่อกลับไปยังหอพักของสองพี่น้องปีศาจแฝงฝันพลันมุดเข้ากองตำราทันที โม่จ้านที่ชาติก่อนพยายามสุดชีวิตกลับทำได้เพียงคลานออกจากกองเด็กเรียนมิเอาไหน ในที่สุดก็ได้สัมผัสกับความรู้สึกลุ่มหลงในการเรียนเช่นเหล่าเด็กเรียนเก่งเสียที --- ในยามที่ทุกคำถามในมือล้วนแต่ถูกแก้ไขได้อย่างง่ายดาย ความสุขที่ความรู้สึกเช่นนั้นนำพามาให้ช่างไร้สิ่งใดเปรียบเสียจริง
เช้าตรู่วันต่อมา สุดท้ายโม่จ้านก็พาขอบตาดำๆ อ่านตำราหลักสูตรจอมเวทระดับกลางทั้งชุดจนจบ ตามด้วยเปิดตำราการฝึกปฏิบัติจริง แม้จะอดนอนทั้งคืน กระนั้นกลับมิได้รู้สึกง่วงมากนัก ตนเฝ้ารอที่จะได้ทดสอบผลการเรียนมิไหวแล้วจริงๆ
การควบคุมพลังเวทขั้นพื้นฐานและการขับเคลื่อนพลังถูกฝึกจนชำนาญอย่างยิ่ง หัวข้อบนตำราฝึกปฏิบัติจริงถูกขีดออกภายในเวลาอันรวดเร็วเกินกว่าครึ่ง ในขณะที่โม่จ้านกำลังภาคภูมิใจ การฝึก ‘ระดับง่าย’ ข้อหนึ่งกลับทำให้อารมณ์ดีของตนดิ่งลงเหวโดยสิ้นเชิง
นั่นคือหัวข้อที่อยู่ในระดับง่ายไปถึงปานกลาง พบเห็นได้บ่อยเสียยิ่งกว่าบ่อย ใช้พลังเวทโจมตีสีแดงใจกลางกระดานในระยะห่างสิบเมตร
นี่มิเท่ากับซัดหอกหรืออย่างไร โม่จ้านเลียริมฝีปาก ใช้พลังธาตุมืดรวมตัวเป็นลูกศรหนึ่งดอกก่อนโยนไปยังกระดานบนผนังห้องโถงด้านนอก
หลังหนึ่งเสียง ‘ฉึก’ ลูกศรของโม่จ้านปักลงบนกระดาษฝาผนังด้านข้าง
ความหวาดหวั่นภายในใจของโม่จ้านพลันปะทุขึ้นมา เขายกมือขึ้นพยายามเล็งเป้า จากนั้นโยนลูกศรติดต่อกันห้าดอก
หนึ่งเสียงดัง ‘ตึง’ ทำให้โม่จ้านรู้สึกยินดี เพียงแต่หลังจากนั้นกลับต้องพบกับร่องรอยที่เด่นชัดด้านข้างกระดาน
...ห้าเข้าหนึ่ง คล้ายจะเป็นผลลัพธ์อันคุ้นเคย
โม่จ้านที่รู้สึกรับมิได้รวมลูกศรไม่กี่ดอกอีกครั้งแล้วโยนไปทางกระดานเป้า ผลลัพธ์ยังคงอยู่ในมาตรฐานห้าเข้าหนึ่ง รอยแดงกลางเป้ามิได้รับความเสียหายแม้แต่น้อย โม่จ้านกำหมัดทุบลงบนพื้นด้วยความโมโห หินแกร่งได้รับแรงสะเทือนจนเกิดเป็นรอยร้าวหลายเส้น
เพราะเหตุใด? ไม่ว่าจะเปลี่ยนร่างกายหรือเปลี่ยนวิธี เหตุใดจึงยังเป็นเช่นนี้ทุกครา? ทั้งๆ ที่สามารถเห็นด้วยตาอย่างชัดเจน กระนั้นเหตุใดจึงยังเล็งมิตรงเป้า?
ความรู้สึกไร้เรี่ยวแรงพรั่งพรูไปทั่วทั้งร่าง โม่จ้านเอนกายลงนอนบนพื้นอย่างห่อเหี่ยว
ไม่ว่าจะกระสุนปืนหรือเวทมนตร์ หากเล็งมิตรงเป้าแล้วจะไปมีประโยชน์อันใด หากเจอคดีลักพาตัว การสุ่มยิงเกิดไปโดนตัวประกัน มิเท่ากับช่วยให้รีบตายรีบเกิดใหม่งั้นรึ?
กระทั่งตกเย็นฉิวอินกับปาอินกลับมา ความรู้สึกเซื่องซึมของโม่จ้านก็ยังมิคลาย จำต้องรู้ไว้ว่าสิ่งที่เจ็บปวดมากที่สุดมิใช่ความผิดหวังเพราะไร้ความสามารถ หากแต่เป็นการถูกผลักให้ร่วงลงสู่ความสิ้นหวังหลังจากได้รับความหวัง
คนทั้งสองสัมผัสได้ว่าอารมณ์ของโม่จ้านผิดปกติ หากแต่มิได้เอ่ยถามแต่อย่างใด ปีศาจแฝงฝันสองพี่น้องเข้าใจ ปีศาจชั้นสูงท่านนี้มิได้ถือตัวและใช้อำนาจบาตรใหญ่เช่นท่านอื่นๆ ทำให้ผู้อื่นเกิดความรู้สึกใกล้ชิดสนิทสนมได้ง่าย ไม่มีทางเห็นผู้อื่นเป็นคนนอก หากเป็นเรื่องที่สามารถคลี่คลายด้วยการแลกเปลี่ยนทางคำพูด เขาจะต้องเป็นฝ่ายเอ่ยออกมาก่อนอย่างแน่นอน ทว่ายามนี้อารมณ์ของอีกฝ่ายหดหู่ถึงเพียงนั้น จะต้องพบเจอเรื่องที่ยากรับมืออย่างแน่นอน
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารอึมครึมอย่างยิ่ง โม่จ้านไร้ความอยากอาหารต่อเหล่าอาหารกลิ่นหอมฉุยจริงๆ หลังกินไม่กี่คำอย่างเงียบเชียบพลันไปนั่งอ่านตำราบนโซฟา ฉิวอินส่งสัญญาณผ่านสายตาให้ปาอิน สองพี่น้องจึงพากันกลับห้องของตนอย่างเงียบเชียบ
โม่จ้านอ่านเนื้อหาในตำราการฝึกปฏิบัติจริงจบหมดสิ้นแล้ว สำหรับตัวเขา สามารถสำเร็จขั้นตอนบนตำราประมาณแปดสิบจากหนึ่งร้อยได้อย่างง่ายดาย แต่ทว่าเมื่อเกี่ยวเนื่องไปถึงการโจมตีระยะไกลกลับกลายเป็นสถานที่เกิดอุบัติเหตุรถคว่ำ[1] เมื่อชาติก่อนเพื่อแก้ไขปัญหานี้ สถาบันถึงกับพาตนไปโรงพยาบาลเพื่อตรวจร่างกายครั้งใหญ่ ผลคือทุกอย่างล้วนปกติ
คนตาบอดมิอาจมองเห็น ดังนั้นการได้ยินและการดมกลิ่นจึงถูกฝึกฝนจนพัฒนาอย่างมาก ตนมิอาจเล็งทางไกลให้แม่น ดังนั้นสวรรค์จึงได้ยกกระดูกเหล็กมาให้งั้นหรือ?
โม่จ้านยกยิ้มขมขื่นพลางวางตำราลง นิ้วมือกรีดผ่านกลางอากาศไม่กี่ครา พลังธาตุหลากชนิดพลันรวมตัวจากน้อยไปถึงมาก แต่ละธาตุต่างเผยสีสันของตนออกมาช้าๆ เรียงรายเป็นหนึ่งขบวนอยู่ด้านหลังธาตุมืดที่มีจำนวนมากที่สุด ท้ายที่สุดกลายเป็นวงกลมโอบล้อมโซฟา
เมื่อเห็นกลุ่มก้อนสีน้ำเงินข้างฝ่าเท้าของตน โม่จ้านพลันนึกถึงเจียนั่วขึ้นมาอีกครา
เจ้ากลุ่มก้อนเล็กๆ เหล่านี้คืออาวุธร้อนในโลกนี้สินะ ยิ่งใหญ่จนสามารถทำลายฟ้าดินและอย่างน้อยที่สุดในชีวิตประจำวันก็ยังมีร่องรอยของพวกมัน เจียนั่วยังสามารถนำพวกมันมาเป็นอาวุธ เช่นนั้นเหตุใดตนจึงใช้มันมิได้?
ชาติก่อนตนคือครรภ์พิสดาร นึกมิถึงว่าชาตินี้ก็ยังมิต่างกัน กระทั่งถึงวันตายยังนึกมิถึงว่าข้อบกพร่องน่ารังเกียจนี้จะ ‘ข้ามมิติ’ มาด้วย
อีกผู้หนึ่งคือทหารที่รู้จักเพียงวิธีเตะต่อยหากแต่ไม่รู้วิธียิงปืน? อีกผู้หนึ่งคือนักรบเผ่าปีศาจที่รู้จักเพียงการต่อสู้ระยะประชิด? อย่าว่าแต่เอ่ยออกไปแล้วผู้อื่นจะมิเชื่อ กระทั่งตนยังรู้สึกอัศจรรย์ใจ
เชิงอรรถ
[1] สถานที่เกิดอุบัติเหตุรถคว่ำ 翻车现场 หมายถึงสถานการณ์ที่น่าอายอย่างมาก