รุ่งสางของวันใหม่มาถึงเร็วกว่าที่หลิงเซียวคาดไว้ เขาแทบไม่ได้นอนเลยตลอดทั้งคืน ภาพความทรงจำของศึกเมื่อวานยังคงวนเวียนไม่หยุด ในขณะที่ร่างกายเ็ปจนชาไปทั้งตัว แต่จิตใจเขากลับสงบนิ่งกว่าที่เคยเป็มา
แสงอาทิตย์แรกของเช้านี้ไม่สดใสเหมือนวันก่อน เมฆสีเทาจาง ๆ ลอยปกคลุมท้องฟ้า ทำให้บรรยากาศทั่วทั้งหมู่บ้านซื่อหานดูเย็นเยียบและเงียบงัน หลิงเซียวยืนอยู่หน้ากระท่อม มองไปยังยอดเขาเฟยหยุนที่ลอยเด่นอยู่ไกลออกไป
“วันนี้สินะ…” เขาพึมพำกับตนเองเบา ๆ
เสียงฝีเท้าแ่เบาดังขึ้นจากทางเดินหน้าบ้าน เงาร่างเล็ก ๆ ของหญิงสาวคนหนึ่งปรากฏขึ้นในม่านหมอกจาง ๆ หลิงเซียวจำเธอได้ทันทีแม้ยังไม่เห็นหน้าชัดเจน
“เฟิ่งเหยา…” เขาเอ่ยชื่อเธอเบา ๆ
เฟิ่งเหยายิ้มบาง ๆ ขณะที่เดินเข้ามาใกล้ สีหน้าของเธอดูสงบแต่แววตายังแฝงไว้ด้วยความห่วงใยที่ชัดเจน
“เ้าตื่นเช้าเช่นเคย…” นางเอ่ยขึ้นพลางมองสำรวจสภาพเขา “เมื่อคืนเ้านอนหลับบ้างหรือเปล่า?”
หลิงเซียวส่ายหน้าเบา ๆ ยิ้มเจื่อน “นิดหน่อย… ข้าคงยังไม่ชินกับเื่พวกนี้”
นางพยักหน้าอย่างเข้าใจ “ข้าก็คิดไว้แล้ว… แต่วันนี้เ้าต้องพร้อมนะ การคัดเลือกเข้าสำนักใหญ่จะเริ่มในอีกไม่นาน”
หลิงเซียวถอนหายใจเบา ๆ รู้ดีว่าการเข้าสำนักใหญ่หมายถึงการก้าวเข้าสู่โลกใหม่ที่กว้างใหญ่มากขึ้น แต่ในใจลึก ๆ กลับมีบางสิ่งที่ยังลังเล
เฟิ่งเหยาสังเกตเห็นสายตาเขาที่ดูสับสน จึงวางมือบางเบาบนไหล่เขา น้ำเสียงอ่อนโยนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
“เ้าไม่ต้องกลัวหรอกนะเซียวเอ๋อร์ ทุกเส้นทางล้วนมีความท้าทายของมันเอง ข้าเชื่อในตัวเ้าเสมอ และเชื่อว่าเ้าก็พร้อมจะเผชิญมันแล้ว”
คำพูดที่ดูธรรมดาแต่กลับลึกซึ้งนั้น ทำให้หลิงเซียวเงยหน้าขึ้นสบตาเธอช้า ๆ เขารู้สึกถึงบางสิ่งที่เชื่อมโยงพวกเขาไว้ลึกซึ้งยิ่งกว่าเดิม—ความรู้สึกที่ไม่ต้องอธิบายด้วยคำพูดก็เข้าใจกันได้
“ขอบคุณ…” เขาตอบเสียงเบา แต่ในเสียงนั้นเต็มไปด้วยความจริงใจ
⸺
สายลมอ่อน ๆ พัดผ่านลานกว้างใจกลางหมู่บ้าน ชาวบ้านหลายสิบคนรวมตัวกันอยู่แล้ว รอคอยการประกาศผลจากตัวแทนของสำนักเสวียนอวิ๋น หลิงเซียวและเฟิ่งเหยาเดินเข้าไปรวมกลุ่มเงียบ ๆ
บนแท่นประกาศผล าุโเจี่ยนยืนอยู่กับชายหนุ่มชุดขาวผู้มีใบหน้าเคร่งขรึม ซึ่งคาดว่าเป็ตัวแทนจากสำนักเสวียนอวิ๋น
“วันนี้ ข้าขอประกาศผลผู้ที่ได้รับคัดเลือกเข้าสำนักเสวียนอวิ๋น!” าุโเจี่ยนกล่าวเสียงดังชัดเจน
สายตานับร้อยคู่จ้องมองเขาด้วยความคาดหวังระคนกังวล
าุโเจี่ยนกวาดตามองไปรอบ ๆ ก่อนจะพูดต่อ “คนแรก—หลิงจื้อ!”
เสียงปรบมือดังขึ้นจากชาวบ้าน หลิงจื้อก้าวออกมาอย่างสง่าผ่าเผย ใบหน้าเรียบเฉย เขารับตราสำนักจากตัวแทนด้วยท่าทีสงบนิ่ง แต่เมื่อสายตาของเขาเลื่อนมาที่หลิงเซียวชั่วครู่ แววตานั้นกลับแฝงไว้ด้วยความรู้สึกที่ลึกล้ำและซับซ้อน
“คนที่สอง—เฟิ่งเหยา!” เสียงปรบมือดังขึ้นอีกครั้ง เฟิ่งเหยายิ้มบาง ๆ ก่อนก้าวไปรับตราสำนักด้วยท่าทีสงบ
“และคนสุดท้าย…” าุโเจี่ยนหยุดชั่วครู่เหมือนกำลังลังเลอะไรบางอย่าง ก่อนจะยิ้มออกมาเล็กน้อย “หลิงเซียว!”
เสียงปรบมือดังขึ้นอย่างกึกก้อง บางคนถึงกับลุกขึ้นยืน หลิงเซียวเดินขึ้นไปรับตราสำนักด้วยหัวใจที่เต้นแรงกว่าเดิม
ตัวแทนจากสำนักเสวียนอวิ๋นจ้องมองเขานิ่ง ๆ ก่อนจะกล่าวเสียงเบา “เ้ามีพลังปราณเพียงขั้นที่สอง แต่เ้ามีบางอย่างที่คนอื่นไม่มี ข้าจะรอดูว่าเ้าจะเติบโตไปได้ไกลแค่ไหนในสำนักของเรา”
หลิงเซียวสบตาเขาอย่างแน่วแน่ “ข้าจะไม่ทำให้ผิดหวัง”
⸺
หลังพิธีประกาศจบลง หลิงเซียวเดินเงียบ ๆ ไปยังริมธารน้ำใกล้หมู่บ้าน นั่งลงบนก้อนหินใหญ่ที่เขามักมานั่งพักผ่อนเสมอ
เสียงฝีเท้าเบา ๆ ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เป็หลิงจื้อที่มาปรากฏตัวตรงหน้าเขา ทั้งสองจ้องหน้ากันโดยไม่มีใครพูดอะไรก่อน
“ข้าไม่เคยคิดว่าจะต้องมายอมรับในตัวเ้าแบบนี้” หลิงจื้อกล่าวเบา ๆ ด้วยน้ำเสียงเรียบแต่จริงใจ
หลิงเซียวเงียบไปชั่วขณะ ก่อนจะตอบกลับอย่างสงบ “ข้าก็ไม่เคยคิดว่าข้าจะมายืนอยู่จุดนี้ได้”
หลิงจื้อถอนหายใจเบา ๆ มองไปทางูเาที่อยู่ไกลออกไป “เส้นทางจากนี้… เราคงไม่ได้แข่งกันแค่พลังปราณอีกแล้ว แต่เป็เส้นทางที่เราต้องก้าวไปให้ไกลที่สุดด้วยตัวเอง”
หลิงเซียวพยักหน้า “ใช่ ข้าก็คิดเช่นนั้น”
ทั้งคู่เงียบไปครู่หนึ่ง หลิงจื้อหันกลับมามองหลิงเซียวอย่างจริงจังอีกครั้ง
“แต่ข้าอยากให้เ้าจำไว้ ข้าจะไม่แพ้ให้เ้าอีกง่าย ๆ แน่นอน”
หลิงเซียวหัวเราะเบา ๆ อย่างจริงใจเป็ครั้งแรกที่ได้ยินคำท้าทายนี้ “ข้าก็หวังเช่นนั้นเหมือนกัน”
รอยยิ้มบาง ๆ ปรากฏบนใบหน้าของทั้งคู่โดยไม่ได้นัดหมาย และในวินาทีนั้นเอง พวกเขาต่างรับรู้ว่า—
นี่คือจุดเริ่มต้นของเส้นทางใหม่ ที่จะเปลี่ยนแปลงโชคชะตาของทั้งสองไปตลอดกาล