เวลานี้จ้าวเมี่ยวหลานอยู่ระหว่างทางเดินกลับตำหนักบรรทม ใบหน้าเต็มไปด้วยความริษยาโกรธเคือง ปลายเล็บย้อมสีน้ำมันเคลือบจิกลึกลงบนฝ่ามือโดยไม่รู้ตัว
นางคิดอย่างไม่ยินยอม ‘เหตุใดทุกคนเอาแต่ช่วยพี่หญิงสวินกันหมด ฉางซานอ๋องก็ช่วยนาง ตอนนี้แม้กระทั่งเสด็จพ่อก็เริ่มจะโปรดปรานนางแล้ว เช่นนั้นข้าจะมีที่ยืนอยู่ในวังได้อย่างไร’
ขณะคิด จู่ๆ ก็ได้ยินคนเรียกข้างหลัง “องค์หญิงหลาน” เมี่ยวหลานหันหน้าไปมอง นึกไม่ถึงว่าจะเป็หลิวปัง นางเอ่ยถาม “เพ่ยกงมีธุระอะไรกับข้าหรือ”
ดวงตาเรียวยาวของหลิวปังฉายประกายคมปลาบ เปล่งเสียงเ็า “เป็ไปได้มากว่าองค์หญิงหลานจะกลายเป็ฮูหยินของตัวข้าเพ่ยกงในอนาคต หรือว่าเราไม่ควรทำความรู้จักคุ้นเคยกันสักหน่อย”
นวลแก้มขาวกระจ่างดุจหิมะของเมี่ยวหลานพลันขึ้นสีระเรื่อ เอ่ยคำด้วยรอยยิ้ม “ต้องควรอยู่แล้วสิ เรียกข้าว่าหลานเอ๋อร์ก็ได้”
“ในเมื่อเป็ฮูหยินของเพ่ยกง ภายหน้าเดินทางกลับอำเภอเพ่ยย่อมมีูเาเงินูเาทองกองให้ใช้สุขสำราญไม่ขาดมือ แต่กระหม่อมไม่เข้าใจ เหตุใดองค์หญิงหลานต้องตั้งตนเป็ศัตรูกับองค์หญิงสวินด้วย”
เมี่ยวหลานฟังแล้วสีหน้าพลันไม่น่ามองขึ้นมา กล่าวคำด้วยอารมณ์ไม่เป็สุขนัก “ข้าไม่เข้าใจว่าท่านกำลังพูดเื่อะไร…”
หลิวปังแค่นเสียงเ็า หันหลังให้นาง น้ำเสียงเข้มงวดดุดัน “เมื่อครู่พระองค์รีบร้อนวิ่งไปฟ้องรายงานหน้าพระพักตร์จ้าวอ๋อง บอกว่าองค์หญิงสวินไม่อยู่ในวัง คะเนว่าท่านคงจะจับตามองนางอยู่ตลอดเวลา”
“ข้าก็แค่ไปเยี่ยมพี่หญิงสวินเท่านั้น ท่านคิดมากแล้ว” เมี่ยวหลานในเวลานี้สูญเสียความมั่นใจแล้ว พูดด้วยเสียงเบา
“จริงหรือ เื่องค์หญิงสวินพาพวกกระหม่อมสองพี่น้องออกนอกวัง มีผู้รู้แค่ไม่กี่คน กระหม่อมกลับพบว่าองค์หญิงแอบฟังอยู่ข้างๆ จากนั้นองค์หญิงสวินก็ถูกคนชุดดำลอบทำร้ายตอนอยู่นอกวัง ทั้งหมดนี้พระองค์กล้าสาบานหรือไม่ว่าไม่เกี่ยวข้องกับท่าน!”
เมี่ยวหลานฟังมาถึงตรงนี้ก็ตระหนกลนลานแล้วอย่างแท้จริง รู้ว่าปิดบังหลิวปังไม่อยู่ จึงไม่มีทางเลือก ได้แต่ดึงชายเสื้อเขาไว้พลางพูดอ้อนวอน “คุณชายหลิว เป็เสด็จแม่สั่งให้ข้าทำ ขอร้องท่านอย่าบอกใครเลยนะ เสด็จพ่อ้าพระราชทานสมรสให้ข้ากับท่าน เราสองถือว่าลงเรือลำเดียวกันแล้ว ท่านจะต้องช่วยข้า!”
“กระหม่อมไม่บอกใครก็ได้ แต่พระองค์ต้องช่วยกระหม่อมจัดการเื่หนึ่ง”
หลิวปังเว้นจังหวะครู่หนึ่ง ดวงตาเรียวยาวหรี่ลงเงียบๆ รังสีเย็นเยียบดุจถอนเข็มส่องประกาย ก่อนค่อยๆ เอ่ยคำต่อ “กำจัดคุณชายจางเอ่อร์”
…
ณ ตำหนักอิ๋งเมิ่ง จ้าวอ๋องและคนอื่นๆ เพิ่งออกไป จ้าวเสวี่ยสวินวิงเวียนศีรษะขึ้นมาเล็กน้อย ยืนทรงตัวไม่อยู่เกือบล้มลงบนพื้น
จางเอ่อร์กับจ้าวเคอฉี่รีบเข้ามาช่วยประคอง เคอฉี่เห็นอาการเช่นนี้ของเสวี่ยสวินก็ถามขึ้นอย่างไม่เข้าใจ “สวินเอ๋อร์เป็อะไรไปหรือ”
จางเอ่อร์บอกเล่าต้นสายปลายเหตุของเื่ราวให้เขาฟัง ที่แท้เสวี่ยสวินก็คาดการณ์ได้ว่าพระอัครมเหสีจะมาหาเื่จับผิด จึงรีบกลับวังพร้อมจางเอ่อร์แต่เนิ่นๆ
ในใจจ้าวเคอฉี่รู้สึกย่ำแย่ยิ่งนัก คิดไม่ถึงว่าผ่านไปหลายปีขนาดนี้แล้ว เสด็จแม่ยังคงปล่อยวางความชิงชังลงไม่ได้!
หลังจยาฮูหยินที่เคยรวบรวมความรักความโปรดปรานนับหมื่นพันไว้กับตัวในปีนั้นลาโลกไป พระอัครมเหสีก็ย้ายความชิงชังที่มีต่อจยาฮูหยินมาลงที่ตัวจ้าวเสวี่ยสวินทั้งหมด เสวี่ยสวินชอบออกข้างนอก พระนางก็รวบรวมกำลังทหารหน่วยกล้าตายไว้นอกวัง ขอเพียงได้รับข่าวว่าอีกฝ่ายออกข้างนอกก็พร้อมเคลื่อนพลลงมือทันที
ความเคียดแค้นชิงชังตลอดหลายปีนี้ของพระอัครมเหสี ถึงเวลาต้องจบสิ้นลงเสียที!
เสวี่ยสวินทำใจเห็นเคอฉี่เคร่งเครียดกังวลเกินไปไม่ไหว จึงพูดปลอบเขา “พี่ฉี่ไม่ต้องเป็ห่วง ข้ามีวิธีทำให้พระอัครมเหสีวางมือ เพียงแต่อาจต้องให้ท่านกับเมี่ยวหลานได้รับความไม่เป็ธรรมไปสักพัก...”
…
กว่าจ้าวเคอฉี่จะกลับตำหนักรัชทายาทก็เป็เวลากลางดึกแล้ว ภายในตำหนักบรรทม กำยานหอมอ่อนลอยล่อง คาดว่าคงมีคนเจตนาจุดเครื่องหอมสงบใจ ช่วยผ่อนคลายความเหนื่อยล้าแก่เขา
ดรุณีสุภาพงามสง่านางหนึ่งเดินเข้ามาต้อนรับ “รัชทายาท พระองค์กลับมาแล้ว ปี้เอ๋อร์รอท่านอยู่ทั้งคืน”
เคอฉี่เบี่ยงหลบมือนางอย่างเ็า ก่อนซักถาม “ได้ยินว่าวันนี้เ้าอยู่กับเสด็จแม่ทั้งวันอย่างนั้นหรือ”
เฉินปี้เองก็ไม่คิดปิดบังเขา สารภาพไปตามจริง “เพคะ...”
จ้าวเคอฉี่ถามต่อ “เ้าเองก็รู้เื่ที่เสด็จแม่ส่งคนชุดดำไปทำร้ายสวินเอ๋อร์ด้วยหรือ”
เฉินปี้หลุบตาไม่เปล่งวาจา ถือเป็การยอมรับคำตอบในใจเคอฉี่โดยปริยาย
“เช่นนั้นเหตุใดเ้าไม่ห้ามปรามเสด็จแม่!”
แววตาเฉินปี้สงบนิ่งไร้คลื่นอารมณ์ เพียงกล่าวตอบด้วยท่าทางเคร่งขรึมจริงจัง “หากหม่อมฉันห้าม เสด็จแม่ย่อมต้องคิดว่าหม่อมฉันกำลังช่วยพูดให้องค์รัชทายาท ความสัมพันธ์ระหว่างพระองค์สองแม่ลูกก็จะยิ่งมีปัญหาแข็งกร้าวกัน หม่อมฉันไม่ปรารถนาให้รัชทายาทต้องกลัดกลุ้มพระทัยเพราะเื่นี้”
เคอฉี่พูดด้วยความผิดหวัง “เฉินปี้เ้าเปลี่ยนไป! เปลี่ยนไปเห็นแก่ตัวถึงเพียงนี้ เห็นแก่ตัวจนข้าไม่กล้ามั่นใจแล้วว่าเ้ายังคงเป็องค์หญิงแห่งแคว้นไต้ผู้ใสซื่อไร้เดียงสาในปีนั้นอยู่หรือไม่! ข้าเหนื่อยแล้ว จะไปพักในห้องหนังสือ”
พูดจบเคอฉี่ก็หันร่างเดินจากไปอย่างไร้เยื่อใย ทิ้งเฉินปี้ให้อยู่ในตำหนักบรรทมอันกว้างขวางเพียงผู้เดียว เฉกเช่นคำกล่าวน้ำตาโฉมงามหยดลงจานหยก เถ้าธุลีทองส่องรัศมี
เฉินปี้น้อยเนื้อต่ำใจ ั์ตาใสดั่งระลอกน้ำยามสารทฤดูพลันหม่นสีสัน ความยากลำบากที่ตนต้องกล้ำกลืนและน้ำตาที่ต้องรินไหลเพื่อสามีและแคว้นไต้ ถึงที่สุดแล้วเขาเคยเข้าใจมันบ้างหรือไม่
...