ซันได้เตรียมตัวไว้ก่อนแล้วว่ารุ่งเช้าของวันเปิดเทอมจะเป็วันที่วุ่นวายที่สุดทั้งการจราจรทั้งการเรียนในที่ใหม่ เขาจึงตื่นให้เช้าขึ้นกว่าเดิม เริ่มวันใหม่ ปีการศึกษาใหม่ด้วยการโทรไปขอคำอวยพรจากพ่อแม่ที่อยู่ไกลจากเมืองหลวงออกไปสี่ร้อยห้าสิบกิโลเมตร
“ตั้งใจเฮียนเด้อลูก” เสียงปลายสายจากพ่อจบเพียงเท่านี้ตามประสาคนพูดน้อย
ต่างจากแม่ที่ส่งความห่วงใยผ่านคำพูดเก่งกว่า
“ฮ้ายกวดหนีดีกวดเข้าเด้อลูกขอให้เจอแต่คนดีๆ ไผบ่ดีกะอย่าไปใกล้ ตั้งใจเฮียนบ่ต้องแข่งกะไผดอกแข่งแต่ตัวเ้าของนั่นล่ะ” (ร้ายกวาดหนีดีกวาดเข้านะลูก ขอให้เจอแต่คนดีๆใครไม่ดีก็อย่าไปใกล้ ตั้งใจเรียนไม่ต้องแข่งกับใครหรอก แข่งแต่ตัวเองนั่นแหละ)
หลังจากคำอวยพรนั้นต่างฝ่ายก็ได้ไถ่ถามความเป็อยู่ของกันและกันให้พอบรรเทาความคิดถึงก่อนจะวางสายแล้วแยกย้ายไปทำหน้าที่ของแต่ละคน
“เฮ้อออออออ” เสียงถอนหายใจแ่ยะเยียบออกมาจากกระจกตู้เสื้อผ้าถึงซันจะรู้อยู่แล้วว่าเป็เสียงของใคร แต่ก็ยังอดขนลุกขนชันไม่ได้อยู่ดี
“มะ....มีอะไรรึปล่าวซิดนี่ย์”
“อิจฉา……”
นักศึกษาหนุ่มฉงนในท่าทีของเพื่อนในกระจกการที่ต้องดิ้นรนออกไปใช้ชีวิตร่ำเรียนเพื่อจะสามารถยกระดับความเป็อยู่ให้ดีขึ้นได้ด้วยกระดาษหนึ่งแผ่นมันน่าอิจฉาตรงไหน
“อิจฉาที่ผมไปเรียนเนี่ยนะ”ซันพูดกลั้วหัวเราะไปด้วย
ซิดนี่ย์ส่ายหน้า พูดเสียงละห้อย “อิจฉาที่เธอได้ออกไปใช้ชีวิตต่างหาก”
พอมองอีกมุมหนึ่งเขาก็เข้าใจความเบื่อหน่ายของซิดนี่ย์ที่ต้องติดอยู่แต่ในห้องไม่ได้ออกไปเที่ยวเล่นหรือพบเจอผู้คนภายนอก ใช่แล้วถึงความเหนื่อยยากลำบากที่เขาเจอมันจะหนักหนาสักแค่ไหนอย่างน้อยมันก็เป็เครื่องยืนยันว่าเขายังคงมีชีวิตอยู่ ชีวิตที่ยังสามารถเปลี่ยนแปลงไปได้ทุกวันชีวิตที่ยังมีทางข้างหน้าให้เดินไปถึง...ต่างจากซิดนี่ย์
ถึงจะพอเข้าใจความรู้สึกของิญญาร่วมห้องอยู่บ้างแต่มันก็ยังมีบางสิ่งที่ซันสงสัย ั้แ่เขาเข้ามาอยู่ในห้องนี้ได้เจอซิดนี่ย์จนตกลงอยู่ร่วมกัน ทุกครั้งหลังจากซันโทรคุยกับพ่อแม่เขามักจะแชร์เื่ราวของตัวเองให้เธอฟังอยู่เสมอ แต่สิ่งเหล่านี้ไม่เคยเกิดจากซิดนี่ย์เลย
เธอไม่เคยเล่าเื่ส่วนตัว ครอบครัวหรือเพื่อนที่เธอเคยมีเมื่อครั้งยังได้ใช้ชีวิตเลยซันไม่แน่ใจว่าเื่เ่าั้มันสำคัญกับซิดนี่ย์แค่ไหนหรือมันอาจมีผลกระทบรุนแรงต่อความรู้สึกของเธอก็เป็ได้
และอาจจริงอย่างที่เธอเคยบอกว่าิญญาที่ติดอยู่ในบ่วงกรรมอย่างเธอไม่สามารถไปไหนทำอะไรอย่างที่ใจอยาก จึงไม่สามารถไปหาครอบครัวหรือกระทั่งไปเข้าฝันเพื่อนๆของเธอได้เลย
ถ้าหากจริงตามนั้นเป็ใครก็ต้องรู้สึกเหงาและอ้างว้างมากแน่ๆ
“งั้นเย็นนี้.....ผมซื้อขนมมาให้นะ”ทางเดียวที่พอจะเยียวยาจิตใจของเธอได้คงไม่พ้นของกิน ที่แม้จะไม่อาจรับรู้ถึงกลิ่นและรสชาติ แต่มันมีผลทางจิตใจมากกว่า
และแล้วอารมณ์หน่ายโลกของซิดนีย์กลับเปลี่ยนเป็ลิงโลดทันที“เอาเค้กสตรอเบอร์รี่นะ”
โชคดีที่เงินรางวัลจากความเมตตาของคุณตาเ้าที่ยังมีเหลืออยู่ซันเลยสามารถตามใจรสนิยมการกินของซิดนี่ย์ได้
เช้าแรกในการเรียนมหาวิทยาลัยของเด็กต่างจังหวัดทุกอย่างดูเป็สิ่งใหม่และแปลกตามากสำหรับซันตึกสูงหลายชั้นตั้งสลับไปมากับสนามกีฬา ทั้งสนามเทนนิส สนามบอล สนามบาสและยังมีอาคารเล็กๆ ที่มีแค่ 2-3ชั้นวางคั่นในกลุ่มนั้นด้วย
วินมอเตอร์ไซค์มาส่งเขาไว้ด้านหน้าตึกคณะวิศวกรรมศาสตร์ซึ่งอยู่คนละฝั่งถนนกับคณะอื่นๆ ที่ส่วนใหญ่จะอยู่ฝั่งเดียวกันแต่เพราะคณะนี้มีสาขาย่อยมากมาย จึงทำให้ต้องใช้พื้นที่รองรับนักศึกษาค่อนข้างมาก
นอกจากเขตแดนคณะที่กว้างเกินกว่าสายตาจะกวาดไปสุดได้แล้วสระน้ำหน้าคณะที่กว้างและยาวจรดประตูอีกฝั่งนั่นก็ทำให้ซันตะลึงด้วยเช่นกัน
เขาเดินผ่านประตูเพื่อมุ่งไปที่ตึกสาขาแต่คงเพราะทีท่าของเขามันดูเงอะงะผิดปกตินักศึกษาหญิงคนหนึ่งจึงเดินเข้ามาทัก
“หวัดดีเธอจะไปตึกไหนหรอ”
ซันใเล็กน้อยที่อยู่ๆก็มีคนแปลกหน้าเข้ามาคุยกับเขาก่อน “เอ่อ ไปตึกนี้ครับ”
เธอชะโงกหน้ามาอ่านข้อความในโทรศัพท์ของซัน “อ๋อ ตึกคอมพ์ อยู่ใกล้ๆ ตึกเราเลย ไปด้วยกันมั้ย”
ซันรีบพยักหน้าแล้วเดินตามสาวน้อยคนนี้ไปเธอดูใจดีและไม่น่าอันตราย อาจจะเป็เพราะความสูงที่ไม่น่าเกิน 160ซม.ด้วยที่ทำให้ดูปลอดภัยสำหรับซันหากเกิดอะไรขึ้นมาคงวิ่งไม่ทันเขาที่สูงเกือบ180ได้หรอก
ซันทำเป็หันดูสิ่งต่างๆรอบข้างเพื่อจะแอบมองผู้หญิงคนนี้เธอมีผิวขาวแต่เป็ผิวที่ขาวอมเหลืองดูต่างจากน้องไนซ์ที่ขาวอมชมพูตามสไตล์ลูกคนจีนผมยาวหนาถูกรวบไว้ด้วยยางมัดผมสีดำแบบไม่ได้ตั้งใจจัดทรงอะไร ดูแล้วเผลอๆจะไม่ได้ผ่านการหวีมาด้วยซ้ำ แต่ที่ทำให้ซันใจสั่นเบาๆคือดวงตากลมโตที่เวลาเธอหันมายิ้มให้จะเห็นถุงใต้ตานูนขึ้นมานิดๆ
‘น่ารักดีแฮะ’
ตลอดทางทั้งคู่ไม่ได้คุยอะไรกันมากมีแค่การแนะนำสถานที่จากผู้รู้ส่วนเขาก็มองตามมือที่เธอชี้ไปด้านนู้นทีด้านนี้ทีและเธอก็พาเขาเลี้ยวขวาตรงสนามบาส เดินเลยตึกที่มีร้านกาแฟอยู่ด้านหน้าไม่นานทั้งสองก็มาถึงตึกคอมพ์
“นี่เธอได้มางานปฐมนิเทศรึปล่าวเนี่ยเหมือนไม่รู้อะไรเลย”
“งานปฐมนิเทศหรอ”
ซันทวนคำพูดเพราะหลังจากกดรายงานตัวในระบบออนไลน์ไปแล้วเขาก็ไม่ได้เข้าไปอ่านคู่มือนักศึกษาใหม่อีกเลย
ใบหน้าครุ่นคิดและแววตาอันล่องลอยของซันทำเอาเด็กสาวเผลอหลุดขำ
“ทำหน้าหยั่งงี้แสดงว่าไม่ได้มาล่ะสิ”
ซันยิ้มเขินในความเลินเล่อของตัวเองที่ทำให้พลาดงานสำคัญของมหา’ลัยไปซะได้
“งั้นเราไปละนะคลาสเราใกล้เริ่มละ” เธอเอ่ยลาและกำลังเดินออกไป
“เดี๋ยวสิ…ชื่อ…เธอชื่ออะไร”เดินด้วยกันมาตั้งนานแต่เด็กหนุ่มเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าต้องถามชื่ออีกฝ่าย
สาวน้อยตาโตหันกลับมา “เราชื่อจอม เรียนเครื่องกลข้างๆ ตึกเธอนี่แหละ”
หลังจากทิ้งรอยยิ้มบางๆไว้ให้ใจสั่นแล้ว เธอก็ตรงไปยังตึกเรียนตัวเอง
คลาสเรียนแรกเป็วิชาการเขียนโปรแกรมเบื้องต้นเนื้อหาเกี่ยวกับต้นกำเนิดความเป็มาและโครงสร้างคร่าวๆ ของโปรแกรมเหมือนเป็การได้ทบทวนสิ่งที่เคยเรียนเมื่อตอนม.ปลาย
เพียงแค่สิบนาทีจากที่คลาสเริ่มสมุดเลคเชอร์ของซันก็อัดแน่นไปด้วยข้อมูลที่ล้วนเป็ข้อมูลเพิ่มเติมนอกเหนือจากในหนังสือ
ตรงข้ามกับในสมองของเขาที่ดูโล่งกว่าลานจอดรถตอนห้างปิดเสียอีก
‘จดไว้ก่อนค่อยไปอ่านอีกรอบทีหลังละกัน’
และเมื่ออาจารย์พูดส่งท้ายเป็สัญญาณว่าใกล้จบคาบแล้วมือสีเข้มจากด้านหลังก็เอื้อมมาสะกิดที่ไหล่ซัน
“นิๆ…นี่นายจดทันบ้างมั้ยนิ” ชายหนุ่มผิวสีช็อกโกแลตยื่นหน้ามาใกล้“เรายืมลอกหน่อยต่ะ”
เพราะเหตุนี้ซันจึงได้ไปกินข้าวกับเพื่อนใหม่อย่าง ‘พัฒน์’ หนุ่มใต้หน้าคมผิวเข้มและเพื่อนอีก 2คน ‘นาวา และ นาวิน’ คู่แฝดสุดเนิร์ดที่มีความหลงใหลในตัวการ์ตูนอนิเมะญี่ปุ่นสังเกตุได้จากข้าวของใช้เครื่องเขียนไปจนถึงพวงกุญแจห้อยกระเป๋า
“โห…ซันนายเก่งเหมือนกันนิ จดได้ครบหมดเลย” พัฒน์พูดระหว่างลอกข้อมูลจากสมุดของเพื่อน
แต่ซันยิ้มแหย “จดทันแต่ไม่เข้าหัวเลยน่ะสิ”
วันนี้ซันมีเรียนแค่ 2คลาสหลังจากจบคลาสบ่ายเขาจึงรีบโทรหาน้องไนซ์เพื่อขอลาหยุดอันที่จริงเขาควรโทรหาเถ้าแก่แต่ด้วยเขารู้นิสัยของนายจ้างดีว่าไม่ค่อยชอบพกโทรศัพท์ติดตัวฉะนั้นเวลาลูกน้องคนไหนจะลาหรือมีธุระอะไรเลยต้องแจ้งผ่านน้องไนซ์แทน
“ฮั่นแน่เลิกเรียนปุ๊บรีบโทรรายงานเลยนะ แฟนหวงหรอ” หนุ่มใต้เดินปรี่เข้ามาหลังเก็บของใส่กระเป๋าเสร็จ
“ห๊า…ซันมีแฟนแล้วหรอ” ฝาแฝดพูดพร้อมกันจนเหมือนเป็เสียงเดียว
แต่ซันต้องรีบปฏิเสธ “ไม่ใช่แฟน โทรลางานวันนี้เรามีธุระต่อเลยโทรบอกที่ร้านก่อน”
ทั้ง 3หนุ่มร้องอ๋อทันที เพราะตอนกินข้าวต่างคนก็ได้เล่าคร่าวๆ แล้วว่ามาจากไหนทำอะไรอยู่บ้าง
พอเดินลงมาถึงหน้าตึกเรียนเพื่อนๆก็ชวนกันไปเล่นเกมส์ต่อที่บ้านของคู่แฝด ซันเลยขอตัวกลับก่อน
“ไว้คราวหน้าไปด้วยกันนะซัน”พัฒน์ะโบอกเมื่อเห็นเพื่อนเดินไปไม่ไกลซันได้แค่หันมายิ้มให้ก่อนรีบเดินต่อ
“พวกเธอเป็เพื่อนซันหรอ”เสียงหนึ่งดังขึ้น ทำให้พวกเขาหันกลับมามองพร้อมกัน
สาวน้อยตาโตในฟอร์มเสื้อช็อปสีน้ำตาลกระโปรงพีชยาวเกือบตาตุ่มยืนอยู่ด้านหลัง สายตามองตามคนที่เพิ่งเดินออกไป
“ใช่พวกเราเป็เพื่อนซัน” หนุ่มๆตอบสาวแปลกหน้า
“รู้จักกันนานรึยัง”
“เพิ่งวันนี้…เธอมี’ไรรึปล่าว” นาวินเป็คนถามกลับบ้าง
แต่สายตาเธอยังคงมองตามซันที่กำลังเดินดุ่มๆไปจนเกือบถึงสนามบาส
“นึกว่ารู้จักกันนานแล้วไม่เป็ไร…ไว้เราค่อยถามเองก็ได้” และเป็ครั้งแรกที่เธอเลื่อนสายตามาโฟกัสทั้ง 3คน
“ไม่มีไรละ ไปละนะ” เธอส่งยิ้มให้ก่อนวิ่งไปที่หลังตึกเครื่องกลหายไปลึกลับไม่ต่างกับตอนมา
รถเมล์มาถึงป้ายหน้าซอยM/1 ตอนประมาณเกือบสี่โมงเย็นซันรีบเดินจ้ำอ้าวเข้าซอยพร้อมถุงใส่อาหารพะรุงพะรังในมือเขาสับเท้าอย่างไวเพราะเื่เมื่อตอนนั้นยังทำให้เขาไม่กล้าอ้อยอิ่งอยู่ข้างนอกนานๆ
เมื่อเดินพ้นโค้งก็ปรากฎร่างสูงใหญ่ยืนพิงรถหรูสีดำอยู่หน้ารั้วหอพักชายคนนั้นยิ้มทักทายซันหยิบมือถือขึ้นมาเช็คเวลาเพราะดูเหมือนว่าเขาจะมาถึงก่อนเวลานัดจริงและคนที่ยืนรอก็รู้ทันท่าทางของเด็กหนุ่ม
“วันนี้งานพี่เสร็จเร็วเลยแวะมาก่อน”
“มารอนานรึยังครับผู้กอง”
“เกือบ 10นาทีแล้ว” ความเกรงใจแสดงออกชัดบนใบหน้าของซัน“อย่าทำหน้างั้นดิ ไม่เป็ไรๆ พี่มาถึงเร็วเอง”
ซันมองดูผู้กองแล้วเกิดความสงสัย “ผู้กองใส่ชุดนี้ทำงานหรอครับ”
แบร์ก้มมองเสื้อบอลสีแดงของทีมโปรดกับกางเกงยีนส์ซีดมีรอยขาดตรงหน้าแข้งและรองเท้าแตะหูคีบสีดำคู่ใจของตัวเอง
“เฮ๊ย..ไม่ใช่พี่เปลี่ยนชุดก่อนมาดิ ใครจะใส่ชุดนี้ทำงาน เลิกงานแล้วพี่ไม่ใส่เครื่องแบบหรอก”แบร์พูดปนขำในลำคอ
แต่ความผ่อนคลายของเขาอยู่เพียงชั่วครู่ก่อนที่ดวงตาจะเปลี่ยนแววฉายความจริงจัง
“ป่ะ…งั้นเราขึ้นไปกันเลยมั้ย”