บทที่ 3
แผนการร้าย
สายตาเยือกเย็นจ้องมาอย่างน่ากลัว ไม่รู้ว่าั้แ่เมื่อไหร่ที่สะใภ้ใหญ่มีสายตาที่น่ากลัวเช่นนี้ เฉิงตงซานเป็ทหารเขาย่อมผ่านสนามรบมาก่อน กว่าจะได้เลื่อนตำแหน่งมาเป็พันโทเขาก็ทุ่มเทไม่น้อย เขาไม่สามารถอ่านแววตาของลูกสะใภ้ออกเลย รู้เพียงแค่ว่าเป็แววตาที่สามารถตรึงศัตรูในหยุดการเคลื่อนไหวเพราะความหวาดกลัวในใจได้ มาพร้อมกับความเยือกเย็นราวกับกำลังทำการแช่แข็งยามจับจ้องสายตามองมา
“ฮวาเหลียน...” เฉิงเหล่ยเอ่ยเรียกภรรยาด้วยความไม่พอใจ ไม่เข้าใจว่าทำไมภรรยาที่เรียบร้อย อ่อนหวาน ชอบเก็บตัวอยู่แต่ในห้องหนังสือจะสามารถกดดันเขาได้เพียงแต่จ้องมองมา
“ฉันรู้ว่าเธอเสียใจที่ต้องสูญเสียลูกไป คิดว่าฉันไม่เสียใจหรือไง แต่ในฐานะลูกชายคนโตฉันต้องมีทายาทสืบสกุล เรามาตกลงกันดีๆ ได้ไหม” ในเมื่อใช้ไม้แข็งไม่ได้ผล เฉิงเหล่ยจำใจต้องใช้ไม้อ่อน
“เื่ของฉันกับหนิงอันฉันอธิบายได้ ฉันแค่สงสารและ้าทายาทสืบสกุล ไม่ได้มีความรู้สึกอะไรนอกจากนั้นเลย ฉันรักเธอนะฮวาเหลียน”
“ไม่คิดว่าคุณจนตรอกถึงกับต้องเอาคำว่ารักมาเหนี่ยวรั้งฉัน”
“ฮวาเหลียน ยังไงฉันก็เป็สามีของเธอ เราสองคนเป็หนึ่งเดียวกัน” เฉิงเหล่ยเอ่ยออกมาด้วยความมั่นใจ เพียงแค่เขายอมลงให้เธอ คนอย่างม่านฮวาเหลียนจะต้องใจอ่อน เฉิงเหล่ยมั่นใจเพราะเขาเป็ผู้ชายคนแรกและต้องเป็คนเดียวในชีวิต ผู้หญิงมักจะยึดติดไม่มีใจคิดหย่าร้างแน่นอน ตอนนี้เธอแค่โกรธที่เขาพูดเื่หย่าในวันที่ภรรยาสูญเสียบุตรในครรภ์ไปก็เท่านั้น
ม่านฮวาเหลียนมองเฉิงเหล่ยด้วยแววตาสมเพช ในอดีตนางเป็ถึงท่านหญิงขั้นหนึ่ง เป็ถึงบุตรสาวของเสนาบดีที่กำเนิดจากองค์หญิงแปดฮูหยินตาตั้งขั้นหนึ่งแห่งแคว้นฉู่ ไม่จำเป็ต้องลดศักดิ์ศรีไปเกี่ยวข้องกับคนไร้ค่าอย่างเฉิงเหล่ยอีกต่อไป
แม้ว่าม่านฮวาเหลียนคนเดิมจะมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับผู้เป็สามี แต่นั่นก็คือม่านฮวาเหลียนคนเดิม ไม่ใช่กับเธอที่ยืนอยู่ต่อหน้าเขาในตอนนี้
เฉิงเหล่ยมองสำรวจภรรยาของเขาอย่างตั้งใจก็พบว่าอีกฝ่ายดูสวยกว่าเมื่อก่อนมาก รูปร่างสมส่วน ผิวพรรณขาวสุขภาพดี ใบหน้าแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางบางๆ แต่กลับส่งให้ดูงดงามอย่างไม่น่าเชื่อ
ผิดกับเฉิงตงซาน ที่ลอบมองสำรวจดูลูกสะใภ้ ม่านฮวาเหลียนในเวลานี้เต็มไปด้วยแววตาที่ไม่สามารถอ่านออก ท่าทีเย่อหยิ่ง จองหอง ราวกับนางพญา อะไรกันที่ทำให้ลูกสะใภ้หัวอ่อน ไม่เคยมีปากเสียงเปลี่ยนไปได้อย่างมากมายขนาดนี้
เฉิงอี้ฟาง แม้ปกติเขาไม่ค่อยจะสนใจในตัวพี่สะใภ้ผู้นี้เท่าไหร่ ในสายตาพี่สะใภ้เป็ที่แสนจะจืดชืด ดีหน่อยตรงที่มีฐานะร่ำรวย ไม่อย่างนั้นพ่อแม่คงไม่ยอมให้พี่ชายคนโตแต่งงานกับอีกฝ่าย หลังจากที่พี่สะใภ้หายไปจากบ้านตลอดฤดูหนาว กลับมาอีกครั้งกลับแตกต่างไปจากเดิม ดูสวย และมีเสน่ห์เย้ายวนชวนให้ใจเต้นแรงในขณะที่สองแม่ลูกอย่างซูเมิ่งและเฉิงเจินเจินมองด้วยความเกรี้ยวกราด มีความโกรธแค้นอยู่ภายในใจ ไม่คิดเลยว่าอีกฝ่ายจะกล้าทำเื่งามหน้าอย่างการฟ้องหย่าสามี ต้องเป็ลูกชายของนางไม่ใช่หรือฟ้องหย่ากับนางฮวาเหลียนกลายเป็แม่ไก่ที่ไม่อาจออกไข่ได้ ยังหน้าด้านมาฟ้องหย่าลูกชายของนางอในใจของซูเมิ่ง ลูกชายคนโตของนางไม่ผิด ที่เฉิงเหล่ยมีภรรยาน้อยก็เพื่อให้กำเนิดทายาทเพื่อสืบทอดวงศ์ตระกูล ในเมื่อนางฮวาเหลียนไม่อาจตั้งท้องมีบุตรได้ ลูกชายนางก็ไม่ผิดที่จะมีหญิงอื่นนอกบ้าน
หายหน้าไปสี่เดือนเต็ม ทำไมนางฮวาเหลียนมันเปลี่ยนไปมากขนาดนี้ แววตาน่ากลัวราวกับจะหักคอนางให้ตายคามือ จนไม่กล้าเข้าไปกระชากหัวอีกฝ่ายมาตบอย่างที่ใจคิด ทำได้เพียงมองด้วยแววตาคับข้องใจ ตระกูลเฉิงขี้ขลาดกว่าที่คิดเอาไว้มาก พวกเขาไม่กล้าลงไม้ลงมือกับเธอแม้แต่ปลายเล็บ เมื่อพูดจบก็ก้าวเดินออกมา ไม่นานเสียงฝีเท้าก็วิ่งตามมา
เป้าหมายที่มาก็เพื่อจะคว้าแขนเพื่อเหนี่ยวรั้งเอาไว้ ม่านฮวาเหลียนทำเพียงหลบ ทำให้เฉิงเหล่ยทีรีบวิ่งตามมาคว้าได้เพียงอากาศเท่านั้น
“ฮวาเหลียน มาคุยกันให้รู้เื่”
“ฉันพูดเื่ที่้าพูดไปหมดแล้ว” น้ำเสียงเ็าบอกกับผู้ชายตรงหน้า
แม้จิติญญาจะหลอมรวมกันกับเ้าของร่างเดิม แต่เธอก็คือเธอ ที่เติบโตมาท่ามกลางการแย่งชิงอำนาจและความแข็งแกร่งจากดินแดนแห่งธาตุ ม่านฮวาเหลียนก็คือม่านฮวาเหลียน เติบโตในครอบครัวที่อบอุ่นและร่ำรวย มีอิสระในการใช้ชีวิตตามความชอบของตนเอง
“ฉันไม่มีทางหย่าเด็ดขาด แล้วเื่บ้านเธอพูดเพราะต้องโกธรที่ฉันมีคนอื่นใช่หรือเปล่า? หากเธอรับปากไม่หย่าขาดจากฉัน ฉันยินดีจะเลิกกับหนิงอันทันที” ต้องเป็ภรรยากำลังโกธรที่เขามีผู้หญิงอื่นอย่างแน่นอน ผู้หญิงตัวคนเดียว ไร้ญาติขาดมิตรกล้าหย่ากับสามีได้ยังไง ก็แค่คงอยากให้เขาสนใจเธอและยอมอ่อนข้อให้เธอเท่านั้น ไม่มีเขาเธอก็ไม่เหลืออะไรแล้ว เฉิงเหล่ยคิดในใจอย่างถือดี คิดว่าตนเองยังไงก็ถือไพ่เหนือกว่าอยู่ดี
“ฉันขายบ้านไปแล้วจริงๆ คุณควรเก็บข้าวของและย้ายออกไป”
“ฮวาเหลียนทำไมต้องทำถึงขนาดนี้”
“เป็คุณที่พูดเื่หย่ากับฉัน ฉันก็หย่าตามความ้าของคุณแล้ว ยังจะเอาอะไรอีก”
“....” เฉิงเหล่ยได้ยินประโยคนี้ก็พูดไม่ออก ใบหน้าบึ้งตึงด้วยความไม่พอใจ
“อย่าปากดีให้มันมากฮวาเหลียน อย่าให้ฉันหมดความอดทน” ยอมขนาดนี้ยังคิดจะเล่นตัว ท่าทีไม่สนใจไยดีกับแววตาอวดดีของอีกฝ่ายทำให้ความอดทนของเขาหมดลง ในเมื่อคุยกันดีๆ ไม่รู้เื่ก็อย่าหาว่าเขาใจร้ายก็แล้วกัน
เพี๊ยะ
เพี๊ยะ
ใบหน้าของเฉิงเหล่ยหันไปตามแรงฝ่ามือที่ฟาดลงมายังใบหน้าอย่างไม่ทันตั้งตัว และไม่คิดว่าภรรยาที่เขาไม่เคยเห็นค่าจะเป็คนลงมือ
แววตาคุกรุ่นเต็มไปด้วยไฟโทสะ หวังจะเข้าไปสั่งสอนให้อีกฝ่ายสำนึก
เพี๊ยะ
เพี๊ยะ
ม่านฮวาเหลียนฟาดฝ่ามือลงบนใบหน้าของเฉิงเหล่ยอีกสองครั้ง แน่นอนว่าเธอตบเข้าไปที่แก้มของอีกฝ่ายเต็มๆแรง เพื่อตอกย้ำความเ็ปถือเป็การเรียกสติของเขาด้วย
“อาเหล่ย แกกล้าดียังไงมาทำร้ายลูกชายของฉัน” ซูเมิ่งที่วิ่งออกมาก็พบกับภาพที่น่าใ นั่นคือลูกชายสุดที่รักของนางถูกนางผู้หญิงกำพร้าตบหน้า หล่อนกล้าดียังไงมาตบลูกชายสุดที่รักของนาง
“นางลูกสะใภ้แพศยา”
พลั่ก...
ตุบ...
เพี๊ยะ
ในเมื่อคิดจะแตะต้องเธอด้วยความมาดร้าย ม่านฮวาเหลียนผลักร่างของซูเมิ่งออก แล้วตวัดฝ่ามือฟาดลงใบหน้าของเฉิงเหล่ยอีกครั้ง แต่ดูเหมือนเธอจะกะแรงตัวเองไม่ถูก ฝ่ามือและแรงผลักทำเอาสองแม่ลูกสลบไปทันที แววตาเ็ายากจะคาดเดามองสองร่างนอนไม่ได้สติที่พื้นอย่างไม่ไยดี สองเท้าก้าวเดินออกจากบ้านตระกูลม่าน
บ้านตระกูลม่าน มีรั้วสูงสามเมตรล้อมรอบ มีพื้นที่ 2 ไร่ ซึ่งถือว่าเป็พื้นที่กว้าง อีกทั้งยังอยู่กลางเมืองเซียงไฮ้ แม้จะเต็มไปด้วยความทรงจำของเ้าของร่างเดิม แต่ก็เต็มไปด้วยความเ็ปเช่นกัน เธอจึงตัดสินใจขาย โดยปรึกษาทนายความเื่สัญญาชื้อขาย
ไม่ว่าจะว่าจะอยู่ที่ใด เงินทองล้วนเป็สิ่งสำคัญ สามารถช่วยให้การใช้ชีวิตของเธอราบรื่นขึ้นได้ ส่วนทรัพย์สินที่อยู่ในตู้เชฟธนาคาร ม่านฮวาเหลียนจะนำออกมาหลังจากที่หย่าขาดเรียบร้อยแล้ว
เซียงไฮ้ เป็เมืองที่ติดกับชายทะเล นับว่าเป็เมืองทางเศรษฐกิจที่สำคัญ มีชาวต่างชาติเข้ามาลงทุน อาคารบ้านเรือนที่สร้างให้มีความคล้ายคลึงและกลิ่นอายของชาวต่างชาติ อีกทั้งยังเป็เมืองท่าที่สำคัญ มีท่าเรือที่นำเข้าสินค้าจากต่างประเทศเข้ามามากมาย นับั้แ่มีการเปิดประเทศ เซียงไฮ้ก็เป็เขตพื้นที่ทางเศรษฐกิจที่สำคัญ ส่งผลให้ที่ดินราคาสูง
ม่านฮวาเหลียนใช้วันว่างเดินสำรวจบ้านเมืองและเขตการค้าของเซียงไฮ้ เธอตัดสินใจซื้อจักรยานหนึ่งคัน เพื่อช่วยให้สะดวกในการเดินทาง
“สนใจผ้าแบบไหนสอบถามได้เลยนะคะ”
“ฉันอยากได้ผ้าที่ใส่สบาย” แบบชุดสำเร็จมีให้เลือกหลากหลาย แต่ไม่ค่อยถูกใจเท่าไหร่ ในระหว่างที่รอเื่การฟ้องหย่าจึงมีความคิดที่จะตัดเย็บเสื้อผ้าด้วยตนเอง
“ทางร้านมีผ้านำเข้าจากอิตาลี ลูกค้าสนใจไหมคะ?” พนักงานสาวเอ่ยถามลูกค้า ม่านฮวาเหลียนพยักหน้าเป็คำตอบ จากนั้นก็เดินตามพนักงานขายไป เลือกผ้าตามที่ตนเองชอบ เธอเลือกมาสามพับ พอออกจากร้านผ้าก็เข้าร้านขายหนังสือและเครื่องเขียน ก่อนกลับบ้านไม่ลืมแวะซื้อบะหมี่กลับมาด้วย ถือเป็มื้อเที่ยง
ม่านฮวาเหลียนรับรู้ได้ถึงความเคลื่อนไหวที่ตามมา ชายสองคนที่ตามมาเพียงแค่จับตามองไม่ได้มีจิตคิดมุ่งร้าย ั้แ่ที่ขายบ้านก็เริ่มมีชายสองคนติดตามความเคลื่อนไหวของเธอ ในตอนนี้ยังไม่รู้ว่าเป็คนของใคร ในเมื่อยังไม่มีจิตคิดร้ายเธอเลยยอมปล่อยไปก่อน เอาไว้ให้รู้แน่ชัดว่าทั้งสองเป็คนของใคร ค่อยคิดว่าจะจัดการยังไง ยังไงตอนนี้เธอก็ไม่ได้เป็ท่านหญิง ที่จะมีองครักษ์ที่ไว้ใจได้ข้างกาย ไม่มีนางกำนัลคนสนิทที่คอยช่วยจัดการเื่ต่างๆ เธอในเวลานี้ตัวคนเดียว ไร้ญาติขาดมิตร จะสร้างศัตรูเพิ่มได้ยังไง
โกดังท่าเรือ
มีชายชุดดำยืนเฝ้าระวังอยู่รอบนอก ได้ยินเสียงร้องโหยหวนดังมาจากด้านใน เสียงร้องแสดงให้เห็นว่าอีกฝ่ายคงเ็ปทรมานเจียนจะขาดใจตายแล้ว
“นายครับ ทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว”
“อืม” มือหนาเอื้อมมาหยิบผ้าเช็ดมือจากคนสนิทที่ยื่นมาให้ มาเช็ดมือที่เปื้อนเืของตัวเอง ก่อนจะโยนผ้าเช็ดมือทิ้งลงบนศพด้วยแววตาว่างเปล่า
“เก็บกวาดให้เรียบร้อย”
“แล้วบ้านที่พึ่งซื้อมาละครับ? คุณชายจะให้พวกเราจัดการยังไง? ครอบครัวตระกูลเฉิงสายรองยังคงอาศัยอยู่”
“จัดการให้เรียบร้อย อย่าให้อะไรมาขวางโครงการใหญ่ของฉันได้”
“ครับ”
นับว่าผู้หญิงคนนั้นตัดสินใจถูกที่ขายที่ดินพร้อมบ้านให้กับผู้เป็นายของตน ที่ดินใจกลางเมืองเนื้อที่สองไร่ ทำเลทองเหมาะสมกับโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ ผู้เป็นาย้าสร้างห้องชุดใจกลางเมืองเซียงไฮ้ ที่ดินที่ได้มาเป็ที่ดินที่ผู้เป็นายหมายตาเอาไว้พอดิบพอดี
“สั่งคนของเราไม่ต้องตามดูเธอ พรุ่งนี้เช้าให้คนของเราไปรื้อบ้านทิ้ง เคลียร์พื้นที่ให้เรียบร้อย”
“แล้วเราจะไม่แจ้งก่อนล่วงหน้าเหรอครับลูกพี่”
“แจ้งทำไมในเมื่อเ้าของบ้านตัวจริงขายให้คุณชายแล้ว พวกนั้นก็แค่ผู้อาศัย”
“ครับ”
เป็เช้าวันใหม่เป็เช้าที่สดใสสำหรับม่านฮวาเหลียน แต่ไม่ใช่กับครอบครัวตระกูลเฉิง ที่กำลังเผชิญปัญหาใหญ่กว่าที่คิดเอาไว้
เฉิงเหล่ยไม่คิดเลยว่าม่านฮวาเหลียนจะเสียสติขายบ้านและที่ดินไปจริงๆ ที่ดินใจกลางเมืองที่มีมูลค่านับแสนหยวน แต่เขากลับไม่ได้ผลประโยชน์แม้แต่หยวนเดียว อีกทั้งยังถูกบังคับให้ย้ายออก หากไม่ยินยอมก็ต้องยินยอม ชายชุดดำนับสิบ ดูเหมือนหัวหน้าของพวกมันรู้จักกับพอของเขา ทำให้ยังพอเจรจาได้บ้าง
“เห็นแก่หน้าผู้พันเฉิง ให้เวลาสองชั่วโมงในการเก็บของ”
“ไม่มีข้อต่อรอง”
ซูเมิ่งและเฉิงเจินเจินแทบจะกรีดร้องออกมาเมื่อผู้เป็พ่อและพี่ชายเดินเข้ามาบอกให้เก็บของ เพราะมีเวลาสองชั่วโมง
“คุณพี่เป็ถึงผู้พัน ทำอะไรพวกมันไม่ได้เลยเหรอคะ? ทำไมเราต้องย้ายออกไปด้วย”
“นั่นสิคะคุณพ่อ ฉันไม่อยากย้ายออก”
“ไม่ย้ายก็ต้องย้าย ม่านฮวาเหลียนขายบ้านหลังนี้แล้ว อีกทั้งยังขายให้คุณชายใหญ่ตระกูลเจียง หนึ่งในห้าตระกูลที่มีอิทธิพลมากที่สุดในเมือง เ้าของฉันก็ทำงานให้คุณชายใหญ่ตระกูลเจียง เขาเลยยอมให้เวลาพวกเรา” เฉิงตงซานบอกกับภรรยาและลูกสาว ที่ไม่เข้าใจสถานการณ์ในตอนนี้ว่าตระกูลเฉิงกำลังเจอกับอะไรนั่นคือหนึ่งในตระกูลที่มีอิทธิพลและร่ำรวยมากที่สุด ตำแหน่งพันโทไหนเลยจะต่อต้านอิทธิพลของอีกฝ่ายได้
“เพราะนางฮวาเหลียนคนเดียว”
“โวยวายไปก็ไม่มีประโยชน์ ไปเก็บของก่อนเถอะครับ”
สมาชิกในครอบครัวตระกูลเฉิงสายรอง วิ่งวุ่นเก็บของข้าวของมีมากจะให้เก็บหมดภายในสองชั่วโมงมันเป็ไปไม่ได้อยู่แล้ว ซูเมิ่งกรีดร้องออกมาด้วยความใเมื่อนางเปิดตู้เชฟแล้วพบว่าเครื่องเพชรและเครื่องประดับที่เก็บเอาไว้หายไปจนหมดเกลี้ยง เฉิงเจินเจินเองก็กรีดร้องออกมาด้วยความใเช่นกัน เครื่องประดับของมีค่าที่เก็บเอาไว้ หายไปจนหมด
ทำเอาสองแม่ลูกถึงกับเข่าทรุด ไม่ต่างกับเฉิงเหล่ยที่เข้าไปในห้องทำงานของตนเองแล้วเปิดช่องลับที่ตัวเองเก็บเอกสารสำคัญและโฉนดที่ดินเอาไว้ พบว่าโฉนดที่ดินที่เป็ชื่อของม่านฮวาเหลียนหายไป พอเปิดตู้เครื่องประดับก็พบว่าเครื่องประดับที่เป็ของตระกูลม่านหายไปทั้งหมด
“ม่านฮวาเหลียน” เฉิงเหล่ยเอ่ยเรียกชื่อภรรยาด้วยความแค้นใจ ลางสังหรณ์ของเขามันบอกว่าต้องเป็ม่านฮวาเหลียนอย่างแน่นอนที่เอาไป
ซูเมิ่งและเฉิงเจินเจินต้องออกจากบ้านหลังใหญ่ด้วยความไม่ยินยอม อีกทั้งของมีค่าที่เก็บเอาไว้ก็หายไป เหลือเพียงไม่กี่ชิ้นเท่านั้น
“ต้องเป็ฝีมือนางแพศยาฮวาเหลียนแน่ๆ”
“เราไม่มีหลักฐาน” เฉิงอี้ฟางบอกกับแม่และน้องสาว แม้ว่าจะสงสัย แต่ก็ไม่มีหลักการ อีกอย่างตู้เชฟมีกุญแจ การที่จะเอาของมีค่าออกมามันยากมาก ตู้เชฟไม่มีร่องรอยของการงัดเลย
“แล้วพวกเราจะไปอยู่ที่ไหน?
ยังดีที่มีรถยนต์สองคัน เวลาสองชั่วโมงพ่อของเขาติดต่อรถบรรทุกของทหารมาได้หนึ่งคัน ครอบครัวตระกูลเฉิงไม่ได้สนใจพวกคนใช้ในบ้านสามคน ลำพังครอบครัวตัวเองก็ไม่มีที่จะซุกหัวนอน
รถบรรทุกขนของไปที่บ้านเดิมของตระกูลเฉิงสายรอง บ้านเก่าๆ และทรุดโทรม เป็บ้านชั้นเดียวที่มีเพียงสามห้องนอน ห้องโถง ห้องครัว ห้องเก็บของและห้องน้ำอย่างละหนึ่งห้องเท่านั้น ส่วนทั้งห้าคนตกลงกันว่าจะพักนอนที่โรงแรมก่อน จนกว่าจะหาที่อยู่ใหม่หรือปรับปรุงบ้านให้เรียบร้อย
ผ่านมาอีกหนึ่งสัปดาห์เื่การหย่ายังไม่คืบหน้า เพราะเฉิงเหล่ยวิ่งเต้น ใช้เส้นสายตำแหน่งผู้พันของผู้เป็ช่วยชะลอเื่การหย่าร้างเอาไว้ก่อน
แม้ว่าจะเสียโฉนดที่ดิน เครื่องประดับและของมีค่า แต่มีบ้านอยู่หลังหนึ่งที่เฉิงเหล่ยได้ให้ม่านฮวาเหลียนโอนมาเป็ชื่อของตนเองอยู่หลังหนึ่ง เดิมที่เขาคิดว่าจะให้หนิงอันย้ายไปอยู่ แต่ไม่คิดว่าเป็เขาและครอบครัวที่ต้องย้ายไปอยู่เสียเอง
ส่วนเื่กิจการการค้าที่เขาเปิดเป็บริษัทอย่างถูกต้อง เป็ของเขาโดยที่ม่านฮวาเหลียนไม่มีสิทธิ์เข้ามาแทรกแซง ถึงแม้ว่าเงินจะเป็ของอีกฝ่ายก็ตาม เฉิงเหล่ยอยากจะบีบให้ม่านฮวาเหลียนยินยอมมอบโฉนดที่ดินอีกสามแห่งให้กับตัวเอง
“สหายเฉิง ไม่เจอกันนานเลย”
“ได้เื่ยังไง” เฉิงเหล่ยเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ดูเหมือนกิจการการค้าสหายเฉิงจะไปได้ดี ไม่คิดเลยว่าจะมีเื่ผิดใจกับภรรยาคนสวย”
“เส้าหยวน” เฉิงเหล่ยเอ่ยเรียกชื่อสหายตรงหน้า ตัวเขาและเส้าหยวนอายุเท่ากันคือ 24 ปี เขาเริ่มทำการค้าั้แ่เรียนอยู่ชั้นปีที่สาม ดิ้นรนมาจนมีทุกวันนี้ได้ เขาจะไม่ยอมเสียมันไปโดยเด็ดขาด
“ฉันจะทำให้สหายเฉิงผิดหวังได้ยังไง” เส้าหยวนบอกสิ่งที่อีกฝ่าย้ารู้ให้ฟังอย่างละเอียด เขารับงานมาจากสหายเฉิงด้วยค่าจ้างที่สูงพอสมควร
“ขอบใจสหายเส้ามาก นี่คือค่าจ้างที่เหลือ” เฉิงเหล่ยจ่ายค่าจ้างที่เหลืออยู่อีกครึ่งให้กับเส้าิ
“มีงานเงินดีๆ แบบนี้อีก สหายเฉิงเรียกใช้ได้เสมอ” เส้าหยวนรับเงินมาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
แต่เฉิงเหล่ยไม่คิดจะใช้งานอีกฝ่ายอีก เขาได้จ้างวานอันธพาลต่างถิ่นมารอที่เขตนอกเมืองแล้ว แววตาดำมืดเผยความโเี้ขึ้นมาในทันที ตระกูลเฉิงสายรองไม่ได้มีอำนาจและร่ำรวยเหมือนกับตระกูลใหญ่ แต่ก็ใช่ว่าจะไร้เส้นสาย พ่อเขาเป็ถึงนายทหารยศพันโท เขาถึงพอมีเส้นสายอยู่บ้าง การนำมาใช้เพื่อบีบบังคับภรรยาตัวคนเดียวที่ไร้ญาติขาดมิตรก็คงไม่มีปัญหา
ในเมื่อม่านฮวาเหลียนไม่เห็นแก่หน้าเขา ก็อย่าหาว่าเขาใจร้ายใจดำ ในเมื่อกล้าขายบ้านจนทำให้เขาเกือบไม่มีที่ซุกหัวนอน เขาก็จะมอบบทเรียนราคาแพงให้กับหล่อน คิดจะหย่าขาดจากเขา นำสมบัติที่เหลือไปเสวยสุขเพียงลำพัง คิดฝันไปเกินตัวไปเสียแล้ว
ม่านฮวาเหลียนเป็เพียงผู้หญิงตัวเล็กๆ ถึงแม้จะเรียนจบชั้นมัธยมปลาย มีดีแค่เงินทอง ไร้ญาติ ไร้คนหนุนหลัง ในเมื่อหล่อนกล้าฟ้องหย่าสร้างความอับอายให้เขา โดยเปิดเผยเื่ที่เขาคบชู้ จะหาว่าเขาใจร้ายไม่ได้
หากม่านฮวาเหลียนไม่ฟ้องหย่า ไม่ขายบ้าน ไม่เอาทรัพย์สินและของมีค่าไปจากบ้าน เขาก็คงไม่ลงมืออย่างโเี้เช่นนี้
ในเมื่อสถานะของหล่อนในตอนยังคงเป็ภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมาย หากว่าหล่อนตาย ทรัพย์สมบัติทุกอย่างของหล่อนก็จะต้องตกเป็ของเขาแต่เพียงผู้เดียว
---TBC---