ตอนที่ 4
ฐานะที่แท้จริง
อวี้เยี่ยนจำไม่ได้สักนิดว่าฤดูหนาวปีนี้นั้นจะหนาวถึงเพียงนี้มือเรียวใช้ไม้จิ้มองุ่นที่ถูกปอกเปลือกเป็อย่างดีเข้าริมฝีปากอวบอิ่ม
เรือนร่างงดงามของดรุณีน้อยตอนอยู่บนตั่งอย่างเกียจคร้านในหัวสมองน้อยๆ ของนางกำลังคิดถึงความเป็ไปได้ใน่เวลาที่เฉินชิงเหลียนและชินอ๋องพบเจอกัน
อย่างไรก็เป็เวลานี้กระมั้ง? พลางคำนวณ่เวลาการเดินทางกลับเต๋อหวางฉายของคณะแม่ทัพ
คงใช้เวลาอีกไม่นานสักเท่าไหร่...นางคงต้องเริ่มเขียนเทียบเชิญให้แก่จวนเสนาบดีเสียแล้ว
กลิ่นสมุนไพรแผ่กระจายไปทั่วห้องคับแคบอับทึบจนแสงอาทิตย์ไม่สามารถสาดส่องเข้ามาได้ทั่วถึงั์ตาคมที่มักจริงจังอยู่เป็นิจสะท้อนความเจ็บออกมายามเมื่อเขาคิดขยับตัวเสียงทุ้มแหบพร่าเปล่งออกมาบางเบา
นอกจากกลิ่นสมุนไพรก็เป็กลิ่นดอกไม้บางเบาที่น่าจะมาจากเครื่องหอมจวบจนั์ตาเริ่มปรับสภาพกับความมืดทึบได้ หางตาปรากฏร่างสีเขาร่างหนึ่ง
เขาอยู่บน์หรือไม่?หรือว่าปรโลกกัน?
ทว่าทั้งสองสถานที่ จะที่ไหนก็ไม่น่าจะเต็มไปกลิ่นสมุนไพรถ้าหากมิใช่ร่างสีขาวเริ่มปรากฏใบหน้าให้เห็นชัดขึ้นเพราะกำลังเดินเข้ามาใกล้ก่อนร่างนั้นจะเอ่ยถาม “ท่านฟื้นแล้ว! รู้สึกอย่างไรบ้าง?”
เป็เสียงสตรีที่สดใสยิ่งร่างนั้นมาพร้อมกลิ่นหอมและมือบอบบางที่ทาบลงมาบนหน้าผากของเขา เขาค่อยๆกระพริบตาจ้องมอง จึงเห็นร่างสีขาวชัดเจน
เป็ดรุณีที่งดงามและดูสดใส นางสวมชุดสีขาวตรงชายกระโปรงที่พริ้วไหวมีลอยเปรอะเปื้อนที่คาดว่าเพราะเดินตามป่าเขาเพื่อไปเก็บสมุนไพรอย่างที่ไม่ได้ทำให้สาวน้อยดูสกปรก กลับส่งเสริมให้ดูซุกซนน่าตามใจประกอบกับร่างของนางมีกลิ่นเครื่องหอมละมุมอ่อนจางช่วยไม่ได้ที่ทำให้รู้สึกผ่อนคลายยามได้เห็นนางในครรลองสายตา
“…ที่นี่ที่ไหน”ร่างสูงใหญ่เริ่มขยับไม่ทันไร นางก็ปรี่เข้ามากดตัวเขาไว้ ส่ายหัวน้อยๆ ใบหน้างามเคร่งเครียดทว่าน่าดูชมริมฝีปากเรียวบางเอ่ยเสียงแจ้ว “ที่นี่คือโรงหมอของอาจารย์ข้าเวลานี้คนไม่ค่อยมารักษาตัวกันเท่าไหร่ ท่านเพิ่งพ้นอาการาเ็หนักมาอย่างไรก็ยังไม่หายดี” ข้อมือเล็กดึงผ้าห่มผืนบางขึ้นมาจนถึงอกของเขาร่างสีขาวเคลื่อนตัวอย่างคล่องแคล่ว บ่งบอกว่านางดูแลคนเป็ประจำอย่างคุ้นชิน“ท่านสามารถรักษาตัวที่นี่ได้ อย่าได้เคลื่อนไหวรุนแรง ข้ารู้ว่าท่านมีภารกิจสำคัญแต่ร่างกายนั้นสำคัญมาก! รักษาให้ค่อยยังชั่วก่อนย่อมไม่สายเกินไปที่จะทำงานต่อ”
ยามเมื่อั์ตาสดใสสังเกตเห็นพู่หยกที่ถูกผูกไว้ข้างเอวของชายหนุ่มนางก็ชะงักไป ถึงแม้นางจะอาศัยอยู่บนป่าลึก หุบเขาสูง กระนั้นการร่ำเรียนใดๆล้วนได้รับการสั่งสอนอบรมมาอย่างเคร่งครัด รู้ในหลายๆ เื่อย่างคาดไม่ถึง
เช่นเวลานี้ที่ร่างบางชะงักทำให้เขาต้องเบือนสายตามองตามนาง พบเจอกับหยกข้างเอวแล้วจึงส่งเสียงอ้อมาเพียงคำเดียวคิดว่านางคงรู้แล้วว่าเขาเป็ใคร ไม่มีอาการใหรือเคร่งเครียดเขาเพียงพูดกับนางเป็ปกติเพื่อให้สาวน้อยไม่รู้สึกเกร็ง
“มันเป็หยกถูกหล่อหลอมจากหินที่ว่ากันว่าได้รับมาจากเทพาบรรพบุรุษข้ากล่าวอ้างไปเรื่อยว่ามันไม่แตกไม่หัก ข้าย่อมไม่เชื่อจนถูกโจมตีทั่วสารทิศถึงขนาดนี้ตัวข้าแทบเอาไม่รอด แต่หยกนี่กลับไม่เป็อะไร” เขาหัวเราะเสียงแ่ทำให้บรรยากาศกดดันเมื่อครู่หายไป กลบด้วยเสียงทุ้มแหบพร่าที่พูดไปเรียบเฉื่อยฟังไปแล้วรู้สึกรื่นหูไม่เลว อยากให้เขาพูดต่อไป ราวกับกำลังฟังเสียงบรรเลงของเพลงสักบท
“ท่านคือชินอ๋อง...”
“ตอนนี้ยศนั่นข้าทิ้งไว้ที่เมืองหลวงนั่นแล้ว”เขาพูดตัดบทดด้วยเสียงทรงอำนาจที่เคยชิน กลับทำให้ดรุณีน้อยเงียบลงฉับพลันั์ตางดงามสดใสสะดุ้งเฮือกอย่างพยายามไม่แสดงออกทำให้เขาจำต้องผ่อนคลายและกดน้ำเสียงที่ทรงอำนาจนั่นลงไป “ตอนนี้ข้าคือซ่งหลิวหยางหากใช้นามชินอ๋องพร่ำเพรื่อน่ากลัวว่าโรงหมอของเ้าจะกลายเป็ที่โล่งเตียนเพียงเสี้ยวจากพวกโจรูเานั่น”
มีเพียงไม่กี่คนที่ทราบนามที่แท้จริงของชินอ๋องนับั้แ่ที่องค์รัชทายาทถูกแต่งตั้งั้แ่แรกเกิดซ่งหลิวหยางที่ประสูติตามหลังองค์รัชทายาทห่างกันสองปี ก็ได้รับยศชินอ๋องทันทีบ่งบอกว่าฮองเฮานั้นได้รับความโปรดปรานเพียงใดในฐานะสตรีข้างกายฮ่องเต้ผู้ใดอยากอายุสั้นล่มจม เพียงแค่คิดเป็ปฏิปักษ์กับพระองค์เท่านั้น
ั์ตาคมกริบกวาดมองโรงหมอลึกลับครานึงร่างบางที่เห็นเช่นนั้นก็รีบอธิบายเสียงตื่นทว่ายังคงความสดใสดุจธารน้ำกระจ่างนางเอ่ยเสียงแจ้ว “ข้าไม่ได้ตั้งใจจะให้ท่านอยู่ในที่มืดอับแบบนี้! แต่การรักษาบางอย่างจะต้องทำให้ถูกแสงอาทิตย์น้อยที่สุดเพราะสมุนไพรบางตัวแพ้แสงอาทิตย์และทำให้ประสิทธิภาพมันลดลง ข้า...”
“ข้าไม่ได้ไม่เชื่อใจเ้า” เขาอดไม่ได้ที่จะหัวเราะอีกครั้งอดเอ่ยถามขึ้นมาไม่ได้ “แม่นางเล่า เ้าคือใคร”
ซ่งหลิวหยางได้ยินมาไม่น้อยเื่ที่เด็กทารกบางคนอาจถูกเก็บมาเลี้ยงโดยชาวยุทธ์แม่นางน้อยผู้นี้ก็น่าจะเป็หนึ่งในนั้นแต่ที่น่าแปลกใจกลับเป็ใบหน้างดงามสะดุดตา ดูอย่างไรคงไม่แคล้วเป็อดีตคุณหนูในห้องหอมาก่อนตรงขมับของนางปรากฏรอยแผลเล็กๆ ให้เดาว่าตอนเป็ทารกแผลส่วนนี้คงใหญ่และหนักหนาสาหัสน่าดูไม่รู้ว่าชะตากรรมใดจึงทำให้นางต้องมาอาศัยอยู่ในหุบเขาลึกเช่นนี้ซ่งหลิวหยางพลันอดไม่ได้ที่จะรู้สึกว่านางน่าสงสารขึ้นมา
“ข้าชื่อชิงเหลียน” นางเอ่ยอย่างผ่อนคลายเมื่อรับรู้ว่าชายตรงหน้าไม่ได้ทำท่าขู่เข็ญหรือวางท่าทีใส่ร่างงามจึงอยากพูดคุยกับเขามากขึ้นอีกสักหน่อย “ข้าเป็ลูกศิษย์ของอาจารย์เซียวเขาเป็หมออยู่ที่นี่นับแต่ข้าจำความได้อาจารย์ไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองเป็หมอที่พิเศษอันใด กลับเป็ผู้คนที่เรียกเขาว่าเป็หมอเทวดา”
ท้ายประโยคคล้ายกับกำลังโอ้อวดอาจารย์ของตนซ่งหลิวหยางอดไม่ได้ที่จะหัวเราะเสียงทุ้มอีกครั้ง ช่างทรงเสน่ห์เหนือใครช่วยไม่ได้ที่ทำให้ดรุณีที่กำลังลอบมองอยู่ถึงกับหน้าแดง
ชิงเหลียนอาศัยอยู่บนหุบเขาลึกมาั้แ่จำความได้อาจารย์ไม่เคยกล่าวถึงครอบครัวที่แท้จริงของนางชายชราพูดเพียงว่าจะบอกเมื่อถึงเวลา ชิงเหลียนเคยคิดน้อยใจ่เวลาที่ว่านั่นคือเมื่อใดกันเล่าแต่เพราะมีความชอบและมีความหลงใหลในวิชาแพทย์ไม่น้อย่เวลาที่พยายามจะระลึกถึงความทรงจำในวัยเด็กจึงไม่ค่อยเกิดขึ้นสักเท่าไหร่
นี่อาจเป็ครั้งแรกที่สาวน้อยได้เจอบุรุษหนุ่มรูปงามถึงเพียงนี้ยิ่งพบว่าเป็ถึงชินอ๋องเป็ถึงผู้คนในราชวงศ์สูงส่งที่อาจารย์เคยเล่านิทานให้ฟังในวัยเยาว์นอกจากครอบครัวที่แท้จริงแล้วนางย่อมอยากเห็นเมืองหลวงที่พลุ่งพล่านไปด้วยหนุ่มสาวบัณฑิต และแสงสีที่ครอบคลุมอย่างงดงามไปทุกทั่วสารทิศของตัวเมืองมันคงสวยงามมากมายน่าดูชม
“ชิงเหลียน เป็ชื่อที่ดี” เขาเอ่ยชมเป็ชื่อที่เหมาะสมกับความสดใสราวกับบุปผาของนาง เพียงแค่เปิดปากเอ่ยพูดก็ราวกับช่วยพัดพาความหม่นหมองออกไป
“อาจารย์ย่อมมอบแต่สิ่งดีๆ ให้ข้า”ชิงเหลียนยิ้มเริงร่า ั์ตาน์เรียวหงส์โค้งเป็เสี้ยวราวกับพระจันท์บนท้องนภางดงามจนบาดตาคนมองไม่น้อย ก่อนที่เหมือนตัวนางจะเพิ่งระลึกสิ่งใดได้“ข้าลืมเก็บสมุนไพรตุนไว้ใช้พรุ่งนี้! ไม่ทันแล้ว ท่านนอนดีๆไปก่อน ประเดี๋ยวเดียวข้าจะกลับมาอีกครั้ง!”
ภาพที่ดรุณีน้อยกุลีกุจอนำตะกร้าสะพายไว้บนหลังอย่างเร่งรีบเอ่ยกับเขาอย่างรวดเร็วและวิ่งไปที่ประตูก่อนจะหายลับสายตาไปดูน่ารักน่าขบขันเป็อย่างยิ่ง ซ่งหลิวหยางไม่รู้จริงๆว่าในวันนี้เขาหัวเราะไปกี่ครั้งแล้ว
จวบจนเงาสายหนึ่งวูบมาข้างกายเขาซ่งหลิวหยางหาได้ตื่นตระหนก เขาเก็บรอยยิ้มลงไปมือหนาเพียงยื่นไปรับสารจากเงาดำข้างกายมาเปิดอ่าน อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว
“ชวี่ฮุ่ยิถูกโจรูเาลอบโจมตีทำให้ตกลงไปในแม่น้ำ และโดนคุณหนูตระกูลเฉินช่วยไว้?”
เงาดำค้อมตัวผงกหัว ตอบกลับว่า“เขาค่อนข้างกระตือรือร้นที่จะตอบแทนบุญคุณเฉินไม่น้อยขอรับ”
ซ่งหลิวหยางยิ่งขมวดคิ้วอีกครา
คุณหนูตระกูลเฉิน...เฉินอวี้เยี่ยนหากให้บรรยายความรู้สึกของเขาต่อดรุณีผู้นี้เพียงหนึ่งคำล่ะก็ คำว่ายุ่งยากย่อมปรากฏอยู่ในหัว
แม่ทัพบูรพาและชินอ๋อง จะกล่าวว่าอยู่ห่างไกลกันก็ใช่จะกล่าวว่าอยู่ใกล้กันก็ไม่เชิง ด้วยฐานะและผลประโยชน์ พวกเขาล้วนต้องเกี่ยวข้องและได้เจอหน้ากันบ่อยครั้งทำให้นอกจากแม่ทัพใหญ่ผู้นำตระกูลเฉินและรองแม่ทัพซึ่งเป็บุตรชายจากฮูหยินรองที่แม่ทัพหนุ่มให้ความสำคัญแล้ว
บุตรสาวของตระกูลเฉินผู้นี้ก็ทำให้ซ่งหลิวหยางค่อนข้างหนักใจ
ดรุณีน้อยที่งดงามเปล่งประกายจนเกินไปแบบนั้นทำให้ซ่งหลิวหยางมักจะลอบนึกไปถึงเหล่าสนมผู้งดงามในวังหลวงที่จ้องจะสร้างความลำบากให้แก่มารดาอยู่เสมอ พวกนางงดงามล่อลวงรอยยิ้มหวานมักแฝงไปด้วยความเย็นเยียบพร้อมทำทุกอย่างเพื่อพาตนขึ้นสู่จุดสูงสุดอย่างไม่สนวิธีการ
ยิ่งเฉินอวี้เยี่ยนคล้ายจะพึงใจต่อเขา ยิ่งทำให้เขาอยากหลบเลี่ยงใน่หลังที่มีการประชุมเจรจากับจวนแม่ทัพ หลายๆ ครั้งเขายินยอมเสียเงินทองจำนวนมากเพื่อเหมาร้านน้ำชาบางที่ หรือโรงเตี๊ยมบางแห่งไว้ใช้เป็สถานที่ประชุมจนผู้คนลอบกล่าวถึงเขาไม่น้อยว่าชินอ๋องนั้นใจกว้างยิ่งนัก
ทว่านั่นก็เป็เพียงความรู้สึกยามแรกพบซ่งหลิวหยางไม่เคยได้พูดคุยกับเฉินอวี้เยี่ยนโดยตรงมาก่อนผู้คนที่เขาไม่ถูกชะตาด้วย ไม่มีอะไรที่ต้องให้สนทนายิ่งข่าวลือของนางนั้นช่างมากหลาย ทั้งโหดร้ายและเอาแต่ใจบ่าวรับใช้จำนวนมากที่เคยโดนนางแผลงฤทธิ์ใส่จนถึงกับต้องมาลอบนินทาอยู่นอกจวน
อีกทั้งยิ่งกับชวี่ฮุ่ยิ ดวงตาคมหรี่ลงทอประกายความสงสัยไว้หลายอย่างและมีความแข็งกร้าวแฝงอยู่บางเบาคิ้วทรงกระบี่ขมวดมุ่นชนกันจนเงาข้างกายของเขางุนงงไปวูบชินอ๋องทำสีหน้าเช่นนี้ให้เห็นน้อยครั้งไม่รู้เพราะเหตุใดพระองค์จึงดูเคร่งเครียดนัก
ซ่งหลิวหยางกำลังคาดไปถึงความเป็ไปได้ที่คนทั้งสองจะรู้จักพบเจอกันกับชวี่ฮุ่ยิ พวกเขาทั้งสองคนล้วนอยู่ขั้วตรงข้ามเสนาบดีคนปัจจุบันมีความภักดีต่อฮ่องเต้เพียงผู้เดียวมีความยำเกรงต่อรัชทายาทอยู่บ้าง ทว่ากลับชินอ๋องใต้เท้าผู้นั้นกลับดูไร้ซึ่งความสนใจ ซ่งหลิวหยางก็ไม่ได้ให้ความสนใจกับตระกูลชวี่เขาเล็งเป้าไปที่ตระกูลเฉินจวนแม่ทัพและกองทัพหมื่นแสนดูอย่างไรก็มีประโยชน์กว่าตระกูลบัณฑิตผู้ถือตัวนั่น
แต่อย่างหนึ่งที่เขาไม่ยินยอมคือจนกระทั่งยามเมื่อมีการลากมาถึงความเกี่ยวดองเพื่อเชื่อมความสัมพันธ์
เฉินอวี้เยี่ยน แม้เป็บุตรของฮูหยินรอง พูดไปถึงกิริยาความงาม ความสามารถ กลับโดดเด่นไม่แพ้เป็บุตรของภรรยาเอกหากอวี้เยี่ยนกล่าวว่าตนคือที่สอง ผู้อื่นก็ไม่มีหน้ายกยอว่าตนเองคือที่หนึ่งแล้ว
ทว่ายินยอมก็คือไม่ยินยอมซ่งหลิวหยางไม่คิดผูกใจสัมพันธ์วิวาห์กับดรุณีผู้นี้ กระนั้นก็ดูไม่มีใครในตระกูลเฉินที่เหมาะกับเขาไปมากกว่านี้แล้ว
คุณหนูรองตระกูลเฉินหายสาปสูญ ทุกคนล้วนรับรู้หากคุณหนูรองตระกูลเฉินยังอยู่ล่ะก็...เขาคิดว่าอย่างไรนางย่อมต้องดีกว่าคุณหนูใหญ่ตระกูลเฉินผู้นั้นอย่างแน่นอน
แต่ใครจะไปคิดเมื่อมีข่าวของชวี่ฮุ่ยิและเฉินอวี้เยี่ยนมาปรากฏให้ได้ยินเป็สองคนที่คราแรกดูไม่สามารถมาลงกันได้เลยเพราะสองตระกูลนี้เรียกได้ว่าไม่ได้ไปมาหาสู่กันนอกจากการเยี่ยมเยือนตามมารยาททำให้ดูอย่างไรก็ไม่มีความเชื่อมโยง
หรือชวี่ฮุ่ยิรับรู้ว่าเขากำลัง้าผลประโยชน์จากตระกูลเฉินจึงคิดนำทัพไปหนึ่งก้าวด้วยการเข้าใกล้เฉินอวี้เยี่ยน?
“เป็แค่ขุนนางสายบุ๋นกลับเดินทางมาปราบโจรูเา ใต้เท้าหน้าเสือผู้นั้นใช้คนไม่ดูความสามารถเอาเสียเลย”
ถึงโดนสอยร่วงไปแบบนั้นอย่างไรเล่า กล่าวจบจึงตามมาด้วยเสียงแค่นหัวเราะเ็า
แต่แล้วสิ่งที่เขาปรารถนาให้เป็ความจริงก็ปรากฏขึ้นต่อหน้าอย่างน่าตกตะลึง
“ชิงเหลียนคือคุณหนูรองผู้หายสาปสูญของตระกูลเฉิน?”
ใบหน้าหล่อเหลาตื่นตะลึงอย่างเห็นได้ยากมองชายชราตรงหน้าที่จู่ๆ ก็เดินเข้ามาคุยและบอกบางอย่างซึ่งนับสิ่งที่น่าใและปฏิเสธไม่ได้ว่าเขารู้สึกยินดีอย่างยิ่งยวดกับความเป็จริงข้อดี
“ข้าเป็คนเก็บนางได้หลังจากเกิดเหตุการณ์ปล้นครั้งใหญ่ในครั้งนั้น”อาจารย์เซียว หรือหมอเทวดาเซียวจวิ้น สะสมชื่อเสียงในยุทธภพด้วยฝีเข็มมานานชื่อเสียงขจรเลื่องลือไปทั่วทุกสารทิศดินแดน กระทั่งเขาไม่ปรากฏตัวอีกเลยใน่เวลาสิบปีที่ผ่านมาใครจะคิดไปถึงว่าเป็เพราะเก็บทารกได้และตั้งใจเลี้ยงดูมาอย่างดี
ชายชราหลังค่อม เคราสีดอกเลายาวถึงอกแม้อายุเข้าวัยเจ็ดสิบแต่ใบหน้ากลับผ่องใสไร้กังวลสมกับเป็บุคคลที่ผู้คนเชิดชูมาโดยตลอด ซ่งหลิวหยางดวงตาเปล่งประกายคุณหนูรองเฉินถูกเลี้ยงมาโดยหมอเทวดา!
“ข้าซ่อนเร้นนางมาโดยตลอดเพราะหากส่งนางกลับไปทั้งๆที่ยังไม่มีความรู้แตกฉานติดตัวน่ากลัวว่านางจะไม่สามารถเอาตัวรอดในจวนที่โหดร้ายนั่นได้แต่ตอนนี้ถึงเวลาที่นางต้องกลับไปแล้ว” ชายชรากล่าวกับซ่งหลิวหยางมองเขาอย่างไม่คิดจะให้เขาปฏิเสธใดๆ ทั้งสิ้น
คล้ายนึกถึงบางสิ่งได้อีกครั้งดวงตาที่เต็มไปด้วยริ้วรอยฉับพลันเคร่งเครียดไปชั่วขณะ ปากเอ่ยความ้าต่อไป“ข้าข้อใช้บุญคุณที่ได้รักษาท่านจนใกล้หายดี พานางกลับในที่ของนางและได้โปรดให้ความคุ้มครองนางให้ปลอดภัยต่อโลกภายนอกที่แสนโหดร้ายนั่นด้วยเถิด”
โจรชั่วที่คิดจะรักษาพาตัวคนั้แ่ทารก คาดไม่ถึงจริงๆว่าคนในจวนนั่นเป็ผู้อยู่เื้ั กล่าวถึงบาปบุญคุณแค้นที่แรงกล้าเช่นนี้เมื่อกำจัดบุตรสาวคนรองทิ้งบุตรสาวคนโตของนางย่อมได้รับประโยชน์ที่สุดแน่นอนอยู่แล้วเซียวจวิ้นคิดไม่ถึงจริงๆ ว่าภายในจวนแม่ทัพใหญ่ที่ดูยิ่งใหญ่สงบสุขกลับแฝงสตรีจิตใจอำมหิตไว้อยู่
และนางทะเยอทะยานจนไต่เต้าได้เป็ถึงฮูหยินรองตำแหน่งฮูหยินเอกของมารดาแม่หนูน้อยกำลังตกอยู่ในอันตรายแม้เซียวจวิ้นจะไม่มีความข้องเกี่ยวใดๆ กับจวนแม่ทัพแต่เพราะเลี้ยงดูสายเืตระกูลเฉินมาอย่างดี รับรู้มาเสมอว่าถึงชิงเหลียนจะบอบบางไร้เดียงสากระนั้นตัวเด็กสาวมีความดื้อดึงและไม่ยอมแพ้เฉกเช่นชาวยุทธ์เมื่อใดที่นางทราบถึงความไม่ยุติธรรมที่มารดาได้รับ นางย่อมไม่อยู่เฉยๆอย่างแน่นอน
ชิงเหลียน ไม่สิ เฉินชิงเหลียนจำเป็ต้องเรียนรู้ทุกสิ่งที่เขาเคร่งครัดสั่งสอน ทั้งวิชาแพทย์ ทั้งการศึกษาและทั้งมารยาทสตรีที่ชาวเมืองหลวงพึงมีเพื่อนำไปต่อกรยามเมื่อหงส์น้อยบินย้อนหวนกลับคืนสู่ถิ่นที่ได้จากมา
เซียวจวิ้นบอกทุกสิ่งให้ซ่งหลิวหยางรับรู้อย่างไม่ปิดบังอดีตของเฉินชิงเหลียนจำเป็ต้องมีคนที่ไว้ใจได้มารับรู้และคุ้มครองเ้าหนุ่มชินอ๋องนี่ก็ดูเข้าที ยามเมื่อชายหนุ่มมองเด็กสาวสายตาเอ็นดูจากดวงตาคมสะท้อนออกมาอย่างไม่ปิดบังหวังว่าเขาจะคิดถูกที่ฝากฝังเด็กสาวไว้กับบุรุษผู้นี้
หรือบางทีเมื่อเวลาผ่านไปเขาอาจจะได้รับข่าวดีบางอย่างจากหนุ่มสาวทั้งสองก็เป็ได้
ซ่งหลิวหยางฟังคำร้องขอจากชายชราอย่างนิ่งสงบเขาย่อมตกลงคุ้มครองั้แ่ได้รับรู้ว่านางคือคุณหนูรองตระกูลเฉินแล้วอีกทั้งยังมีความสงสารปะปนอยู่อย่างช่วยไม่ได้เด็กสาวที่สดใสเช่นนางถึงกับโดนลอบสังหารลักพาตัวั้แ่เป็ทารก
ฮูหยินรองตระกูลเฉินทะเยอทะยานเกินไปแล้วน่ากลัวว่าบุตรสาวของนางก็คงมีนิสัยไม่ไกลกันเสียสักเท่าไหร่
และไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดยามเมื่อนึกไปถึงความเกี่ยวข้องของชวี่ฮุ่ยิและเฉินอวี่เยี่ยนอารมณ์ที่ปกติของซ่งหลิวหยางกลับรู้สึกประหลาดขึ้นมาทันที
แม่ทัพใหญ่ถึงจะมีอนุอยู่ท่วมจวนกลับเป็ที่รู้กันดีว่ารักฮูหยินเอกผู้ล่วงลับสุดหัวใจ หากบุตรสาวของฮูหยินเอกได้กลับไปเฉินอวี้เยี่ยนผู้นั้นน่ากลัวว่าอาจไม่มีที่ยืนอีกต่อไปก็เป็ได้และไม่ทราบว่าเพราะเหตุใด คิ้วคมทรงกระบี่จึงลอบขมวดมุ่นชนกันอีกครั้งซ่งหลิวหยางสะบัดหัวปรับสีหน้าให้กลับมาปกติแน่นอนว่าเขาพยักหน้ารับข้อเสนอของเซียวจวิ้นอย่างยินดี
“ข้าจะคุ้มครองคุณหนูเฉินชิงเหลียนให้กลับจวนแม่ทัพอย่างปลอดภัยขอท่านหมอเทวดาโปรดไว้วางใจข้า”
เขาพูดอย่างหนักแน่น และอาจเพราะลึกๆ ในใจเขา้าให้ชวี่ฮุ่ยิรับรู้ว่าที่ชายหนุ่มเลือกเข้าหาเฉินอวี้เยี่ยนเพื่อให้นำหน้าเขาไปหนึ่งก้าวมันคือความคิดที่ผิดอย่างมหาศาล!
------------------------------------------
พอดีทำงานไปด้วยแล้วก็ค่อยกลับมาเขียนมันจึงงอกออกมาแต่ละตอนอย่างค่อนข้างช้า ช้าไปหน่อยแต่ไม่ทิ้งนิยายแน่นอนนะจ้ะ