ท่ามกลางกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งหนักหน่วงจนแทบหายใจไม่ออก เรือนปัทมาที่เคยงดงามโอ่อ่าด้วยไม้แกะสลักและผ้าม่านไหมล้ำค่าบัดนี้กลายเป็นนรกบนดิน ศพของฮูหยินใหญ่ยังนอนนิ่งสนิทอยู่บนพื้นไม้ที่เปื้อนเลือดสดสีแดงฉาน ร่างกายของนางเอนไปด้านข้าง ดวงตายังคงเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงและความเจ็บปวดที่ไม่อาจบรรยาย กริชที่แทงทะลุแผ่นหลังทะลุออกมาทางหน้าอกยังคงฝังคาอยู่ โลหิตไหลซึมไม่หยุดหย่อน ไหลเป็นทางยาวไปตามร่องไม้จนกลายเป็นแอ่งเลือดขนาดใหญ่ที่สะท้อนแสงเทียนสลัวเป็นสีเลือดหมู
หวังฉี น้องชายร่วมอุทร ยังนอนสลบไสลอยู่มุมห้อง ร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผลจากการต่อสู้ ใบหน้าซีดเผือดและเลือดไหลซึมจากมุมปากเป็นทางยาว ลมหายใจแผ่วเบาราวกับจะขาดใจในขณะใดขณะหนึ่ง แขนขาของเขาแผลเปิดเป็นแผลยาว เลือดยังคงซึมออกมาเรื่อยๆ เปื้อนพื้นไม้ให้เป็นสีแดงคล้ำ
และหวังเสี้ยน... เสนาบดีผู้ยิ่งใหญ่ผู้เคยครองอำนาจและเกียรติยศในราชสำนัก กำลังนอนเอนหลังพิงขอบเตียงด้วยร่างกายที่อ่อนระทวยสุดขีด ใบหน้าซีดขาวราวกับคนตายแต่ยังหอบหายใจแผ่วเบา ดวงตาที่เคยฉายแววอำนาจบัดนี้พร่ามัวไปด้วยฤทธิ์ยาพิษ ความเหนื่อยล้า และความสิ้นหวังที่ถาโถมเข้ามาไม่ขาดสาย เหงื่อเย็นไหลซึมไปทั่วใบหน้าและร่างกายที่เคยกำยำ ริมฝีปากแห้งแล้งและซีดขาว ผิวหนังเริ่มเป็นสีเทาอมเขียวจากฤทธิ์ยาพิษที่กัดกินร่างกายอย่างไม่หยุดหย่อน
ชิงเหยาในร่างซูเหม่ยที่นอนอยู่ข้างกายเขายังคงแสร้งทำเป็นตัวสั่นเทาและสะอื้นไห้แผ่วเบา แต่ในดวงตาที่หลบต่ำนั้น กลับฉายประกายแห่งชัยชนะที่เย็นยะเยือกดุจน้ำแข็ง นางรู้ดีว่าแผนการล้างแค้นของนางกำลังจะสำเร็จลุล่วงในไม่ช้า ทุกสิ่งที่นางวางแผนไว้อย่างพิถีพิถันเป็นเวลาสิบปีกำลังจะเป็นจริงในคืนนี้
นางลุกขึ้นช้าๆ ผ้าไหมสีขาวบางเบาที่ขาดวิ่นและเปื้อนเลือดหลุดร่วงลงจากไหล่เนียน เผยให้เห็นเรือนร่างขาวผ่องที่เต็มไปด้วยรอยรักสีแดงฉานจากฝีมือของหวังเสี้ยน รอยจูบ รอยกัด และรอยบีบเค้นที่เขาทิ้งไว้บนผิวหนังนุ่มนวลของนาง นางไม่รีบร้อน ปล่อยให้ชายชราที่กำลังใกล้ตายมองเห็นทุกส่วนของร่างกายที่นางเคยใช้เป็นอาวุธสังหาร ทุกส่วนที่เขาเคยสัมผัสด้วยความหิวโหยและความบ้าคลั่ง
"ท่านเสนาบดี..." นางเอ่ยเสียงแผ่วเบา น้ำเสียงที่เคยหวานหอมบัดนี้เย็นชาราวกับลมหนาว ก่อนจะเดินไปที่หีบเสื้อผ้าที่ตั้งอยู่มุมห้อง ทุกย่างก้าวของนางช้าและสง่างาม ราวกับนางกำลังเดินบนเวทีแห่งชัยชนะ
ด้วยมือเรียวบางที่นุ่มนวล นางเปิดหีบและหยิบชุดผ้าไหมสีแดงเพลิงของ "เยี่ยหยา" ออกมา ชุดที่นางเก็บซ่อนไว้อย่างดีเป็นเวลานาน รอคอยวันที่จะได้สวมใส่อีกครั้งในฐานะผู้ชนะ นางสลัดคราบซูเหม่ยออกอย่างสง่างาม ปลดผ้าคลุมสีขาว ปล่อยผมยาวสลวยให้ร่วงลงแผ่ไหล่ แล้วค่อยๆ สวมชุดแดงเพลิงที่แนบสนิตร่างกายเข้าไปทีละชิ้น
ทุกการเคลื่อนไหวช้าๆ และจงใจ เพื่อให้หวังเสี้ยนได้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตรงหน้า นางสวมเสื้อชั้นในสีแดงเข้ม แล้วค่อยๆ สวมเสื้อนอกที่ปักลวดลายมังกรทองอย่างวิจิตรบรรจง ผูกผ้าคาดเอวสีทองที่เน้นรูปร่างส่วนเว้าส่วนโค้ง จัดแต่งผมให้เป็นทรงสูงตามแบบสตรีชั้นสูง แล้วเอาเครื่องประดับทองคำที่ซ่อนไว้มาสวมใส่
ชุดแดงเพลิงที่เคยเป็นเครื่องหมายของหญิงแพศยาในเรือนเหมันต์ บัดนี้กลับถูกสวมใส่ด้วยท่วงท่าที่สง่างามและเย็นชา เน้นส่วนเว้าส่วนโค้งของร่างกายที่นางฝึกฝนมาอย่างหนักหน่วงเป็นเวลาหลายปี ชุดนี้ไม่ใช่แค่เสื้อผ้า แต่เป็นเกราะป้องกันจิตใจและเป็นสัญลักษณ์แห่งการกลับมาของนางในฐานะผู้ล้างแค้น
นางหันกลับมา เดินช้าๆ ไปหยุดยืนตรงหน้าหวังเสี้ยนที่กำลังนอนหอบหายใจรวยริน ใบหน้าของนางบัดนี้ไม่ใช่ใบหน้าของซูเหม่ยอีกต่อไป แต่เป็นใบหน้าของเยี่ยหยา — สตรีในชุดแดงที่เขาเคยฉุดมากักขังและครอบครองด้วยความหิวกระหาย ใบหน้าเดียวกันที่เขาเคยมองด้วยความปรารถนาและความโหดร้าย ใบหน้าที่เขาคิดว่าได้ทำลายไปแล้วเมื่อสิบปีก่อน
ชิงเหยาโน้มตัวลงต่ำ ใบหน้าที่งดงามแต่เต็มไปด้วยพิษร้ายเข้ามาใกล้ใบหูของหวังเสี้ยนจนลมหายใจอุ่นๆ พัดผ่าน กลิ่นหอมของนางที่เคยทำให้เขาหลงใหลบัดนี้กลับกลายเป็นกลิ่นแห่งความตายที่คืบคลานเข้ามา
"รสรักจากเมียลับ... และนางเซียน... อร่อยไหมเจ้าคะ?" นางกระซิบด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็นดุจน้ำแข็ง "ข้าคือคนเดียว... ที่ส่งพวกท่านลงนรกทั้งหมด"
เสียงกระซิบของนางเต็มไปด้วยความเยาะหยัน ความแค้นที่สะสมมาสิบปี และความพอใจที่ได้เห็นศัตรูตกอยู่ในสภาพที่ไร้อำนาจ นางพูดช้าๆ ให้เขาได้ยินทุกคำ ทุกพยางค์ที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดและความแค้นที่นางเก็บกดมานาน
หวังเสี้ยนเบิกตากว้างสุดขีด ดวงตาที่พร่ามัวด้วยยาพิษและความอ่อนแรงพยายามโฟกัสไปที่ใบหน้าของนาง ความตกตะลึงและความเข้าใจที่ช้าๆ กำลังก่อตัวขึ้นทำให้ร่างกายของเขาสั่นเทาอย่างรุนแรง ความจริงที่โหดร้ายเริ่มเจาะทะลุเข้าไปในสมองที่มึนงงจากยาพิษ
"เจ้า... เจ้า..." เขาพยายามยกมือขึ้น แต่เรี่ยวแรงที่เหลืออยู่มีเพียงเล็กน้อย มือสั่นเทาอย่างหนักจนแทบจะยกไม่ขึ้น ปากอ้ากว้าง พยายามร้องเรียกคนช่วย "คน... คนช่วย... ขโมย... ฆ่า..."
แต่เสียงที่หลุดออกมานั้นแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน เหมือนลมหายใจสุดท้ายของคนกำลังจะตาย ไม่มีใครจะได้ยิน ไม่มีใครจะมาช่วย ในคืนนี้ เขาต้องเผชิญหน้ากับความจริงและการตายอย่างโดดเดี่ยว ชิงเหยาเพียงยิ้มบางๆ แล้วลุกขึ้นยืนอย่างสง่างาม
"ไม่มีใครจะมาช่วยท่านแล้ว" นางกระซิบเสียงเย็นชา "บ่าวไพร่ทั้งหมดถูกข้าจัดการไปแล้ว พ่อบ้านต้วนตายคาที่ด้วยยาพิษที่ข้าผสมในชาของเขา ส่วนคนอื่นๆ ก็หลับใหลไปด้วยยานอนหลับที่ข้าใส่ในอาหารเย็น ไม่มีใครจะมาช่วยท่านได้อีกแล้ว"
นางเดินไปที่ม่านไหมสีครามราคาแพงที่ห้อยระย้าลงมาจากเพดานห้อง ผ้าไหมเนื้อดีที่นำเข้ามาจากดินแดนไกล เคยเป็นความภาคภูมิใจของตระกูลหวัง แล้วหยิบคบไฟที่ยังลุกโชนอยู่จากขาตั้งเทียนขึ้นมา เปลวไฟเล็กๆ ส่องแสงเหลืองอำพันไปทั่วห้องที่เต็มไปด้วยกลิ่นเลือดและความตาย
"ไฟ... คือสิ่งที่พวกท่านชอบที่สุดไม่ใช่หรือ?" นางพึมพำเสียงเบา ดวงตาจ้องมองเปลวไฟด้วยความทรงจำที่เจ็บปวด "เพลิงที่เผาจวนข้าเมื่อสิบปีก่อน... เพลิงที่เผาพ่อแม่และน้องชายข้าให้กลายเป็นเถ้าถ่าน... เพลิงที่ทำลายทุกสิ่งที่ข้ารัก... บัดนี้ข้าจะคืนให้พวกท่าน"
ความทรงจำในคืนนั้นหลั่งไหลกลับมา เสียงกรีดร้องของครอบครัว เสียงไฟลุกโชน กลิ่นเนื้อไหม้ และเสียงหัวเราะโหดร้ายของหวังเสี้ยนที่ยืนมองการทำลายล้างด้วยความพอใจ วันนั้นเขาคิดว่าได้กำจัดตระกูลเยี่ยไปแล้ว แต่เขาไม่รู้ว่านางยังมีชีวิตอยู่ และได้ใช้เวลาสิบปีเต็มในการวางแผนล้างแค้น
นางโยนคบไฟลงไปที่ม่านไหมหนาเป็นชั้นๆ ทันที
เปลวไฟลุกโชนขึ้นอย่างรวดเร็ว ไหมเนื้อดีที่ชุบน้ำมันหอมกรุ่นไหม้ติดไฟอย่างง่ายดาย เปลวเพลิงสีส้มแดงพุ่งสูงขึ้นทันที ลามเลียไปตามม่าน ไปตามผ้าม่านที่ห้อยระย้า ไปตามพรมแพงที่ปูพื้น และไปตามโครงไม้แกะสลักที่เต็มไปด้วยน้ำมันจากแสงเทียน นางได้เตรียมการไว้อย่างดี ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา นางได้แอบทาน้ำมันไปตามจุดต่างๆ ในเรือนปัทมา รอวันที่จะได้จุดไฟ
เสียงไหม้ติดดัง "พรืด... พรืด..." ควันดำพวยพุ่งขึ้นเพดาน กลิ่นไหม้ของผ้าไหมและไม้เนื้อดีคละคลุ้งไปทั่วห้อง ความร้อนเริ่มแผ่ซ่านออกมา เปลวไฟเริ่มลามไปยังเฟอร์นิเจอร์ไม้แกะสลักที่ราคาแพง ไปยังหนังสือและม้วนภาพเก่าแก่ที่เก็บสะสมมาหลายชั่วอายุคน
หวังเสี้ยนพยายามลุกขึ้น แต่ร่างกายอ่อนแรงจนทำได้เพียงคลานไปทางประตูด้วยมือที่สั่นเทา "ไฟ... ไฟ... ช่วย... ช่วยด้วย..." เสียงของเขาแหบพร่าและเต็มไปด้วยความหวาดกลัว เขาพยายามคลานผ่านแอ่งเลือดของฮูหยินใหญ่ เลือดเปียกชื้นติดไปตามเสื้อผ้าและมือของเขา
ชิงเหยาเดินช้าๆ ออกไปจากห้องโดยไม่หันกลับมามองอีก เปลวเพลิงลามไล่หลังนางราวกับกำลังส่งเสด็จ แสงไฟส่องให้ชุดแดงของนางเปล่งประกายราวกับนางคือเทพธิดาแห่งการทำลายล้าง ทุกย่างก้าวของนางมั่นคงและเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
นางเดินผ่านศพของฮูหยินใหญ่ที่นอนในแอ่งเลือดแห้งเป็นคราบ ผ่านร่างที่บาดเจ็บสาหัสของหวังฉีที่ยังหายใจแผ่วเบา และเดินผ่านหวังเสี้ยนที่กำลังคลานตามหลังนางด้วยความสิ้นหวัง เขาพยายามเอื้อมมือไปคว้าชายกระโปรงของนาง แต่นางก้าวหลบอย่างสง่างาม
"เจ้า... เจ้าคือใคร... เจ้าคือเยี่ยหยาใช่ไหม..." เขาพึมพำเสียงแผ่ว ความจริงเริ่มเจาะทะลุเข้าไปในสมองที่มึนงง "แต่เยี่ยหยาตายแล้ว... ข้าเห็นนางตายด้วยตาตัวเอง..."
ชิงเหยาหยุดก้าว หันกลับมามองเขาด้วยรอยยิ้มเย็นชา "ข้าตายแล้วจริง... เยี่ยหยาตายไปในคืนนั้นแล้ว แต่ความแค้นของนางยังไม่ตาย ข้าคือวิญญาณแห่งการล้างแค้นที่กลับมาเรียกร้องความยุติธรรม"
เมื่อออกมาถึงระเบียงด้านนอกของเรือนปัทมา ชิงเหยาหยุดยืน มองไปยังท้องฟ้ายามค่ำคืนที่เริ่มถูกฉาบด้วยแสงส้มแดงของเพลิง ดาวดวงต่างๆ ยังคงส่องแสงเย็นยะเยือก เหมือนกับที่เคยส่องแสงในคืนที่ครอบครัวของนางถูกทำลาย
ไฟลามเร็วอย่างน่าตกใจ ม่านไหมไหม้ติดไฟ ลามไปยังโครงไม้ ไปยังหลังคาเรือน จากนั้นก็ลามไปยังเรือนใกล้เคียง เรือนหลัก เรือนของฮูหยินรอง และคลังเก็บของ เปลวเพลิงพวยพุ่งสูงขึ้นสู่ท้องฟ้า เสียงไหม้ติดดังสนั่นไปทั่วจวน ไม้แกะสลักราคาแพงแตกร้าวด้วยความร้อน เสียง "แตก แตก แตก" ดังไปทั่ว ควันดำมืดมิดปกคลุมดาวและพระจันทร์
บ่าวไพร่ที่ตื่นขึ้นมาก็กรีดร้องด้วยความตกใจ วิ่งวุ่นไปทั่วจวนด้วยถังน้ำ "ไฟไหม้! ไฟไหม้! รีบดับไฟ!" เสียงตะโกนโหยหวนไปทั่ว แต่ไฟที่ชิงเหยาเตรียมการไว้ด้วยน้ำมันและผงไฟลามเร็วเกินกว่าจะดับได้ น้ำที่เขาสาดใส่กลับทำให้ไฟลุกโชนขึ้นยิ่งกว่าเดิม เพราะน้ำมันที่นางทาไว้
ชิงเหยาในชุดแดงเพลิงยืนสง่างามอยู่บนระเบียงสูง มองลงไปยังความโกลาหลที่กำลังเกิดขึ้น ผมยาวปลิวไสวตามลมร้อนที่พัดมาจากกองเพลิง ใบหน้าที่งดงามฉายรอยยิ้มบางๆ ที่เต็มไปด้วยความพึงพอใจ แสงไฟส่องให้ใบหน้าของนางดูเหมือนเทพธิดาแห่งการล้างแค้น
"ตระกูลหวัง... เถ้าถ่านแห่งเกียรติยศของพวกเจ้า... เริ่มต้นแล้ว" นางพึมพำเสียงเบา ขณะที่มองดูเปลวไฟที่กำลังกลืนกินทุกสิ่งที่เคยเป็นสัญลักษณ์ของความมั่งคั่งและอำนาจ
นางหันหลังเดินลงบันไดหินออกจากเรือนปัทมาอย่างไม่รีบร้อน เปลวเพลิงไล่ตามหลังนางราวกับกำลังคำนับส่งผู้ชนะ ทุกย่างก้าวของนางมั่นคงและเต็มไปด้วยความสง่างาม เหมือนนางกำลังเดินออกจากเวทีแห่งการแสดงที่ประสบความสำเร็จ
ภายในเรือนปัทมา หวังเสี้ยนที่นอนหมดแรงใกล้ประตู มองเห็นเพียงเงาร่างสีแดงที่เดินห่างออกไปช้าๆ ท่ามกลางกองเพลิงที่กำลังกลืนกินทุกสิ่ง ความร้อนเริ่มแผ่เข้ามาใกล้ เขารู้สึกถึงลมหายใจร้อนของความตายที่กำลังคืบคลานเข้ามา
"เจ้า... คือใคร..." เขาพึมพำเสียงแผ่วก่อนที่ควันพิษและความร้อนจะทำให้เขาสลบไสลไป ภาพสุดท้ายที่เขาเห็นคือเงาร่างสีแดงที่เดินออกไปอย่างสง่างาม ราวกับเทพธิดาแห่งการล้างแค้นที่กลับมาเรียกร้องความยุติธรรม
เพลิงลามเลียไปทั่วร่างของเขา กลืนกินศพของฮูหยินใหญ่ กลืนกินร่างที่บาดเจ็บของหวังฉี และกลืนกินทุกอย่างที่เคยเป็นสัญลักษณ์ของเกียรติยศและอำนาจของตระกูลหวัง เสียงแตกร้าวของไม้ เสียงระเบิดของภาชนะเซรามิก และเสียงพังทลายของโครงสร้างทั้งหมดดังก้องไปทั่ว
ชิงเหยาเดินออกจากประตูจวนใหญ่ในยามที่ท้องฟ้าทางทิศตะวันออกเริ่มสว่างด้วยแสงเพลิง ข้างหลังคือจวนตระกูลหวังที่ลุกไหม้ทั้งหลัง เปลวเพลิงพวยพุ่งสูงเป็นลิ้นเพลิงสีแดงฉาน ราวกับมังกรไฟที่กำลังกลืนกินทุกสิ่ง แสงไฟส่องไปทั่วท้องฟ้า ทำให้ดูเหมือนพระอาทิตย์กำลังขึ้นจากทิศตะวันตก
นางหยุดยืนครู่หนึ่ง หันกลับไปมองกองเพลิงครั้งสุดท้าย เปลวไฟที่กำลังเผาผลาญทุกสิ่งที่เคยทำให้นางเจ็บปวด ทุกสิ่งที่เคยเป็นสาเหตุของความทุกข์ทรมานในชีวิตนาง
"ท่านพ่อ... ท่านแม่... น้องชาย... ข้า... ล้างแค้นให้พวกท่านแล้ว" นางกระซิบเสียงอ่อนโยน เหมือนกำลังพูดกับวิญญาณของครอบครัวที่จากไป "ตระกูลหวังได้รับการตอบแทนที่สมควรแล้ว พวกเขาทำลายตัวเองด้วยมือของตัวเอง เหมือนที่พวกเขาทำลายเราในอดีต"
น้ำตาเม็ดเล็กๆ ไหลลงแก้มนางเพียงเม็ดเดียว น้ำตาแห่งการปลดปล่อย น้ำตาแห่งความโล่งใจที่ในที่สุดก็ได้ทำในสิ่งที่นางตั้งใจไว้ ก่อนจะถูกไอร้อนจากเพลิงทำให้ระเหยหายไปในอากาศ เหมือนความเจ็บปวดที่นางแบกมาสิบปีกำลังระเหยหายไปพร้อมกัน
ชิงเหยาหันหน้าเดินออกไปในความมืดก่อนรุ่งสาง ชุดแดงเพลิงของนางยังคงสะท้อนแสงไฟจากด้านหลัง ราวกับนางคือปีศาจหญิงที่เพิ่งเผาโลกใบหนึ่งให้เป็นจุณ แต่ในใจนางรู้สึกสงบและโล่งใจเป็นครั้งแรกในรอบสิบปี
ขณะที่นางเดินออกไป เสียงเพลิงลุกโชนและเสียงพังทลายยังคงดังอยู่ข้างหลัง เสียงกรีดร้องของบ่าวไพร่ที่พยายามหนีไฟ และเสียงแตกหักของสิ่งของราคาแพงที่กำลังถูกทำลาย ทุกเสียงนั้นเป็นเพลงแห่งชัยชนะสำหรับนาง
และนี่... คือจุดจบอันสมพระเกียรติของตระกูลหวัง ผู้ที่เคยเหยียบย่ำชีวิตและครอบครัวของนางเมื่อสิบปีก่อน ในคืนนี้ พวกเขาได้รับการตอบแทนอย่างเต็มที่ ไม่ใช่ด้วยดาบหรือยาพิษ แต่ด้วยความโลภ ความหิวกระหาย และความบ้าคลั่งของตัวพวกเขาเอง
นางทำให้พวกเขาทำลายกันเอง ฆ่ากันเอง และในที่สุดก็เผาตัวเองด้วยไฟแห่งความโลภและความปรารถนา นี่คือการล้างแค้นที่สมบูรณ์แบบที่สุด การให้ศัตรูทำลายตัวเองด้วยมือของตัวเอง
ชิงเหยาเดินหายไปในความมืดก่อนรุ่งสาง ทิ้งไว้เพียงเปลวเพลิงที่ยังคงลุกโชนและเถ้าถ่านของความเกียรติยศที่เคยยิ่งใหญ่ ตระกูลหวังได้จบลงแล้ว และความแค้นของตระกูลเยี่ยก็ได้รับการชำระล้างอย่างสมบูรณ์