ลงให้อ่านทุกวัน เวลา 18:00 น. [ส่วน E-BOOK มาวันที่ 09/05/68 ราคาเบา ๆ เพียง 59฿ เก็บเงินรอได้เลยนะคะ]
—————— ༻・ॐ・༺ ——————
บทที่ 4
เช้าตรู่วันเสาร์ หน้าคณะนิเทศศาสตร์ยังไม่ทันมีแสงแดดส่องถึง แต่บรรยากาศกลับคึกคักจนน่าใ
เสียงพูดคุย จังหวะลากกระเป๋าล้อลาก และการเช็กชื่อของเพื่อนร่วมโปรเจกต์ดังก้องไปทั่วพื้นที่ตรงหน้าลานอาคาร
ฉันยืนอยู่ตรงหน้ารถตู้คันสีขาวที่มีโลโก้มหาลัยแปะข้างประตู พร้อมกระเป๋ากล้องสะพายข้าง และลิสต์อุปกรณ์ครบมือ
ออมกับปีโป้กำลังเดินแจกหน้ากากอนามัยให้เพื่อน ๆ ในกลุ่ม ส่วนคิวกับชานกำลังช่วยรุ่นพี่ขนขาตั้งกล้องใส่ท้ายรถ
แต่ฉันยังไม่เห็น...หมอนั่น
ฉันกวาดตามองซ้ายขวาอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าเ้าคนที่ควรจะมาั้แ่หกโมงครึ่งยังไม่โผล่
ก่อนจะเห็นเงาร่างสูงโปร่งที่เดินโซเซมาตามฟุตบาท เหมือนร่างไร้ิญญา
โนวาเดินลากเท้า ใบหน้าซุกอยู่ใต้ฮู้ดสีกรมเข้ม มือข้างหนึ่งกอดหมอนลายแปลก ๆ ที่น่าจะเป็ของติดตัวประจำตัว
เขาเดินตรงมาทางฉันอย่างเชื่องช้า ขณะที่ฉันกอดอกมองอย่างระอาเต็มทน
“นายจะตื่นสภาพนี้มาเดินเล่นรึไง?” ฉันถามเสียงเรียบเมื่อเขาเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้า
“เราป่วย...” เขาพึมพำเบา ๆ เหมือนเสียงแมวหาวตอนงัวเงีย
“นายไม่ป่วยอะไรทั้งนั้น แค่ี้เีตื่นแต่เช้า” ฉันยัดขวดน้ำเปล่ากับซองขนมปังปิ้งใส่มือเขาทันที “แล้วก็นี่ ของว่างนายสำหรับระหว่างทาง”
โนวาก้มมองของในมือช้า ๆ ก่อนจะถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วเชิดหน้าขึ้น “เราว่า...ไม่น่ารอด”
“เลิกบ่นได้แล้ว เข้าแถวไปเช็กชื่อเลย” ฉันดันหลังเขาเบา ๆ ก่อนจะยิ้มกลั้วหัวเราะ “ตอนนี้ถอนตัวไม่ได้ละนะ ชื่อนายอยู่ในใบแล้ว”
“ใจร้ายชะมัด”
เขาหันมาพึมพำใกล้ ๆ หู ก่อนจะเดินไปต่อแถวกับคนอื่นอย่างไม่เต็มใจนัก
แม้เขาจะทำหน้าตาเหมือนแมวโดนจับอาบน้ำ แต่ฉันรู้ว่าโนวาไม่มีทางขัดขืนจริงจัง
โดยเฉพาะถ้าเป็งานที่ฉันเป็คนขอ
ทุกครั้งเขาก็ยังไป...ไปเพราะฉันบอกให้ไป
เราขึ้นรถตู้กันในลำดับท้าย ๆ
ฉันเลือกที่นั่งริมหน้าต่างฝั่งซ้าย ส่วนโนวาโยนเป้ไว้ข้างเบาะก่อนจะทิ้งตัวนั่งลงข้างฉันเหมือนร่างจะหมดแรงเต็มที
เสียงคุยจอแจจากเบาะหลังยังดังพอสมควร ขณะที่รถค่อย ๆ เคลื่อนตัวออกจากมหาลัยมุ่งหน้าสู่ถนนใหญ่
ฉันหยิบโน้ตแพลนงานขึ้นมาทบทวนอีกรอบ ขณะเดียวกันก็ได้ยินเสียงข้างตัวถอนหายใจยาว
พอหันไปมองก็เห็นโนวากำลังเอียงหัวพิงกระจกตาแทบปิด ริมฝีปากเม้มเข้าหากันแน่นเหมือนคนอดนอนจัด
“อย่าทำเหมือนตัวเองจะตายเลยน่า...” ฉันกระซิบเบา ๆ
“ตายจากเตียงนอนมาน่ะ...มันก็เจ็บอยู่” เขาตอบทั้งที่ตายังไม่ลืม
ฉันหัวเราะในลำคอ ก่อนจะหันกลับมาเปิดตารางงานต่อ
แต่ไม่ถึงสามนาทีให้หลัง
แรงกดเบา ๆ บนหัวไหล่ก็ทำให้ฉันชะงัก
โนวาขยับตัวจากกระจก แล้วค่อย ๆ โน้มตัวมาซบลงบนไหล่ฉันเหมือนค่อย ๆ ทิ้งน้ำหนักลงอย่างระมัดระวัง
ฉันเบิกตานิด ๆ สายตามองเลยเขาไปทางเบาะข้างหน้า
เขายังไม่หลับสนิท แต่ตาปรือจนเกือบปิด ริมฝีปากขยับน้อย ๆ
“ให้เรานอนตรงนี้แป๊บเดียวนะ” เสียงแหบเบากระซิบ
ฉันไม่ได้ตอบ แต่ก็ไม่ได้ผลักเขาออกเหมือนอย่างที่ควรจะทำ
เพราะ...มืออีกข้างของเขาค่อย ๆ เลื่อนมาแตะชายเสื้อฉันไว้หลวม ๆ
ไม่ดึง ไม่รั้ง แต่แตะไว้เฉย ๆ
ัับางเบาที่ไม่ได้บีบแน่นหรือยื้อยุด
แต่กลับส่งแรงสั่นะเืถึงขั้วหัวใจแบบประหลาด
ฉันหลุบตามองมื้อนั่น เงียบงัน แล้วเม้มริมฝีปากแน่นอย่างควบคุมไม่ได้
ใจเต้น...อีกแล้ว
เหมือนทุกครั้งที่เขาอ้อน
เหมือนทุกครั้งที่เขาแตะต้องฉันแบบไม่ได้ขออนุญาต
และเหมือนทุกครั้ง...ที่ฉันไม่เคยปฏิเสธได้เลย
ฉันหลับตาแน่น พยายามตั้งสติขณะรถตู้แล่นไปบนทางด่วนสายเหนือ
อุณหภูมิในรถเย็นกำลังดี เพลงเบา ๆ คลออยู่จากลำโพงด้านหน้า
แต่ร่างกายฉันกลับร้อนวูบอย่างประหลาด ทั้งที่คนซบไหล่ยังคงอยู่ในท่าเดิมไม่ขยับไปไหน
โนวา...
เขาไม่ได้พูดอะไรอีกเลยหลังจากนั้น
ซุกหน้ากับไหล่ฉันเงียบ ๆ มือยังคงแตะชายเสื้อไว้เหมือนเดิม
เหมือน้ายืนยันว่าเขายังอยู่ข้างกัน
หรือ...กลัวว่าฉันจะหายไป
ฉันแอบเหลือบมองคนข้างตัวอีกครั้ง
เส้นผมยุ่ง ๆ ของเขาปิด่แก้มไว้จนมองไม่ชัดว่าหลับจริงหรือแกล้ง
แต่ลมหายใจสม่ำเสมอ กับจังหวะนิ้วที่ไม่ได้ขยับมานาน
ทำให้ฉันเริ่มเชื่อว่าเขาอาจเผลอหลับไปจริง ๆ
“จะนอนให้สบายก็ได้นะ ไม่ต้องจับเสื้อฉันขนาดนั้นก็ได้”
ฉันพึมพำเบา ๆ ขณะปรายตามองมือตัวเองที่ยังวางนิ่งอยู่บนตัก
ไม่มีคำตอบ
มีแค่แรงกดเบา ๆ ที่ชายเสื้อเหมือนตอบกลับด้วยการกระชับปลายนิ้วนิดหน่อย
เหมือนเขาได้ยิน
และไม่ยอมปล่อย
ฉันถอนหายใจเบา ๆ ยกมืออีกข้างขึ้นปิดหน้า
ไม่รู้จะหนีความรู้สึกข้างในยังไงดี
เพราะมันไม่ได้แค่เต้นแรง
แต่มันดังก้องจนแทบกลบเสียงคนในรถทั้งคัน -///-
ตอนนี้เราเดินทางกันมาเกือบห้าชั่วโมง รวมแวะพักที่ปั๊มหนึ่งครั้ง
ระหว่างนั้น โนวาไม่ลืมตาเลยแม้แต่นาทีเดียว
บางครั้งเหมือนจะขยับตัว แต่พอรู้สึกว่าไหล่ฉันยังอยู่ เขาก็ไม่เปลี่ยนท่า
พอรถตู้ถึงจุดหมาย ทุกคนก็เริ่มทยอยหยิบของลงจากรถ
“โนวา ถึงแล้ว” ฉันเอียงหน้าไปกระซิบ
เขาขมวดคิ้วนิด ๆ ก่อนค่อย ๆ ลืมตา
ดวงตาคู่นั้นยังคงมึนงงเหมือนยังไม่ตื่นเต็มที่
แต่ที่ทำให้ฉันต้องกลั้นลมหายใจคือ ตอนนี้เขายังคงจับชายเสื้อฉันไว้...แน่นกว่าเดิม
“ไม่อยากลงเลย” เขาเอ่ยเสียงแหบ
“อย่ามาทำแบบนี้นะ นายเป็คนบอกเองว่าจะมาทำโปรเจกต์กับเรา”
ฉันพยายามดันแขนเขาออกเบา ๆ
“แต่เรากำลังฝันดี”
เขาขยับขึ้นช้า ๆ แล้วเอาคางเกยบนหัวไหล่ฉัน
โอ๊ย...
ฉันจะบ้าตาย
“โนวา...”
ฉันกัดฟันเรียกชื่อเขา
“แค่หลับตา แล้วได้อยู่ใกล้เธอแบบนี้...”
“รู้มั้ยว่ามันดีแค่ไหน”
ฉันนิ่ง
ไม่รู้ว่าควรพูดอะไร
เพราะกลัวว่าถ้าพูดอะไรไปตอนนี้
หัวใจฉันอาจจะหลุดออกมานอกร่าง
เขาค่อย ๆ ขยับตัวลุกขึ้นในที่สุด ก่อนคว้าหมอนกับกระเป๋าเป้ไปถือไว้
แล้วเดินลงจากรถเงียบ ๆ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
แต่ก่อนที่เขาจะก้าวลงบันไดขั้นสุดท้าย
เขาหันกลับมา สบตาฉันตรง ๆ
“เธอรู้ใช่มั้ย...ว่าเราไม่ได้แกล้งพูด”
“...”
ฉันไม่ตอบ เพราะในใจ...มันตอบไปตั้งนานแล้ว
โนวาหันกลับไป เดินไปรวมกลุ่มกับคิวและชานที่ยืนรออยู่หน้าเกสต์เฮ้าส์
ฉันค่อย ๆ หยิบกระเป๋ากล้องของตัวเอง พยายามระงับมือไม่ให้สั่น ก่อนจะเดินตามพวกเขาออกไป
ที่นี่คือจุดเริ่มต้นของโปรเจกต์
และอาจเป็จุดเริ่มต้นของอะไรบางอย่าง...ที่ฉันเองก็ไม่แน่ใจนักว่าพร้อมจะยอมรับหรือยัง
แต่ที่แน่ ๆ
หัวใจฉัน...ไม่ได้อยู่ในสถานะ 'เพื่อน' แบบเดิมอีกต่อไปแล้ว