ในตอนสายของวันถัดมา
“ตากฤษยังไม่ลงมาอีกรึแม่แช่ม”
นางกรองแก้วที่วันนี้ตื่นแต่เช้าและกำลังนั่งอ่านนิตยสารแม่และเด็กอยู่เอ่ยถามแม่แช่มที่เพิ่งจะเดินมาโดยในมือมีถาดน้ำชาลวดลายดอกไม้กอปรกับกลิ่นหอมเลมอนกับขิงอ่อนๆลอยมาจากถ้วยน้ำชาที่มีลวดลายเดียวกันกับถาดใบหน้าสูงวัยที่ยังคงความสวยไม่เปลี่ยน ละสายตาจากนิตยสาร ยกถ้วยน้ำชาขึ้นมาดื่ม
และอีกอย่างนี่มันก็สายมากแล้ว แต่นางกลับยังไม่เห็นแม้แต่เงาของพ่อลูกชายตัวดีเลย
“เอ่อ...”แม่แช่มยืนชั่งใจชั่ววินาทีก่อนบอกออกไป“คุณกฤษเธอไม่ได้กลับมาั้แ่เมื่อคืนแล้วละค่ะ สงสัยว่าจะนอนค้างที่คอนโดฯ”
คำบอกเล่าของคนตรงหน้าเรียกสีหน้าไม่พอใจของนางกรองแก้วได้เป็อย่างดี
“ไอ้ลูกคนนี้เนี่ย!! รู้ทั้งรู้ว่าวันนี้ฉันมีแขกคนสำคัญ ชอบทำอะไรตามอำเภอใจตลอด”นางบ่นอย่างไม่พอใจก่อนจะวางถ้วยน้ำชาลงบนโต๊ะตามเดิม แล้วเอ่ยสั่งเสียงเรียบ
“ไปเอาโทรศัพท์มาสิแม่แช่มเดี๋ยวฉันโทรตามพ่อลูกชายตัวดีเอง” ได้ยินคำสั่งจากคุณผู้หญิงแม่แช่มจึงรีบลุกขึ้นยืนเพื่อเดินไปหยิบโทรศัพท์ แต่ไม่ทันที่หล่อนจะได้เดินไป ก็มีเสียงรถแล่นเข้ามาเสียก่อน
“เสียงรถของคุณกฤษค่ะคุณผู้หญิง”
“อื้ม ฉันได้ยินแล้ว” นางลุกจากโซฟาเดินออกไปยืนรอลูกชายที่ประตูบานใหญ่โดยมีแม่แช่มเดินตามหลังมาอยู่ไม่ห่าง
ในขณะเดียวกันทางด้านกฤษณะที่หลบหน้ามารดาไปนอนคอนโดมิเนียมพอตื่นเช้าขึ้นมาเขาก็รีบอาบน้ำแต่งตัวกลับมาบ้านเพื่อจะเคลียร์ปัญหาต่างๆ ให้จบใบหน้าคมเข้มระบายรอยยิ้มกับความฝันดีๆ ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนก่อนเท้าเรียวยาวจะหยุดชะงักลงเมื่อพบว่ามารดากำลังยืนรออยู่ที่หน้าประตูจ้องมองมายังเขาอยู่ก่อนแล้ว
“คุณแม่ออกมายืนทำไมตรงนี้ครับ”
“แม่ก็มายืนรอแกนั่นแหละในเมื่อกลับมาแล้วก็ดี”
มองดูสภาพของลูกชายแล้วนึกขัดอกขัดใจไม่น้อยั้แ่ที่เสียสามีไปเมื่อสองปีก่อน กฤษณะที่เรียนจบไม่คิดจะสนใจงานด้านบริหาร ได้ไปสืบทอดไร่องุ่นและเป็เ้าของไร่อยู่ทางภาคเหนือจำต้องมารับ่สืบทอดกิจการโรงแรม
นางรู้ดีว่าลูกชายคนนี้ทำงานหนักแค่ไหนและไหนจะหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบทำงานหามรุ่งหามค่ำจนทำให้กิจการพัฒนาและเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วนั่นก็เป็เพราะการบริหารงานของลูกชายนางนั่นเอง ทว่าการงานรุ่งชีวิตการเป็อยู่ดี แต่ลูกชายนางกลับไม่ยอมแต่งงานแต่งการมีหลานให้อุ้มสักทีนางรอจนแล้วจนรอดก็ยังไม่มีแม้แต่วี่แววของลูกสะใภ้ผุดออกมาให้เห็นสักคน
“อีกเดี๋ยวน้าผกากับน้องลูกหว้าก็จะมากันแล้วแกเองก็จะได้ทำความรู้จักกับน้องเค้าด้วย”
นางกรองแก้วเอ่ยบอกในขณะที่เดินกลับไปยังห้องรับแขกแล้วนั่งลงตามเดิมเท้าเรียวยาวเดินตามผู้เป็มารดาไป โดยที่ใบหน้าคมเข้มตึงขึ้นมาเล็กน้อย
“ครับแต่ก่อนอื่นผมมีเื่อยากจะคุยกับคุณแม่”
“พูดแบบนี้ น้ำเสียงแบบนี้หรือว่าแกเปลี่ยนใจที่จะแต่งงานกับน้องแล้วหืม”
“ยังไงผมก็ยังยืนยันคำเดิมว่าจะไม่แต่งงานกับคนที่ผมไม่ได้รักเด็ดขาดเื่นี้คุณแม่ก็รู้ดีและให้โอกาสผมแล้วด้วย” เขาบอกเสียงเครียดและเด็ดขาดแต่มีรึที่คนเป็แม่อย่างนางจะยอม จากที่เคยพูดเล่นๆ แปรเปลี่ยนเป็พูดจริงจังบ้าง
“ใช่ฉันรู้ และแกก็ได้รับโอกาสนั้นไปแล้วและไหนล่ะคนที่แกจะพามาให้แม่รู้จัก แม่ไม่ยักจะเห็น”หล่อนมองใบหน้าลูกชายที่นั่งอยู่ตรงกันข้ามอย่างค้นหาคำตอบ
เฮ้อ!!กฤษณะถอนหายใจยาว
“ก็ไอ้เื่นี้แหละที่ผมอยากจะคุยกับคุณแม่พอดีว่า่นี้เธอติดงานต้องไปต่างประเทศเลยมาพบคุณแม่ไม่ได้น่ะครับผมเลยอยากจะขอเวลาอีกสักหน่อย” เอ่ยบอกเสียงอ่อนโดยที่คนเป็แม่ได้แต่ซ่อนรอยยิ้มแอบขำ แล้วพูดขึ้นอย่างไม่ยอม
“แต่สัญญาก็ต้องเป็สัญญารึว่าแกจะผิดสัญญาที่ให้ไว้กับแม่ฮะตากฤษ”
“แต่ผมมีคนที่้าจะแต่งงานด้วยแล้วนะครับ”
“ไม่รู้ละยังไงแกก็ต้องแต่งงานกับหนูลูกหว้า ที่แม่ทำไปก็เพื่อแกทั้งนั้น” (ฮ่า ฮ่า ฮ่ามันคือข้ออ้าง ที่จริงอยากจะได้ลูกสะใภ้จนตัวสั่นละสิไม่ว่า)
“ในเมื่อแกไม่มีคนรักมาให้แม่เห็นแกก็ต้องทำตามสัญญาที่เคยพูดเอาไว้ ห้ามบิดพลิ้วเด็ดขาดนี้ไม่ใช่คำสั่งแต่เป็การบังคับ เพราะถ้าแกไม่ทำตามที่พูดเอาไว้ต่อไปนี้ก็ไม่ต้องมาเรียกฉันว่าแม่”ยื่นคำขาดเสร็จสรรพนางก็ลุกขึ้นจากโซฟาเดินออกไปทันที แต่ทว่าเดินได้ไม่กี่ก้าวก็พบว่าแขกคนสำคัญได้เดินเข้ามาพอดิบพอดี
“อ้าว!!มาแล้วหรอผกา”
นางกรองแก้วเอ่ยทักทายเพื่อนรักใบหน้าหญิงสูงวัยนึกกังวลใจเล็กน้อยไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ายจะมาทันได้ยินสิ่งที่เธอพูดคุยกับลูกชายก่อนหน้านี้รึเปล่านางเหลียวมองสาวน้อยหน้าหวานยืนอยู่ข้างผกาอย่างนึกถูกอกถูกใจ
ในขณะเดียวกันกฤษณะเมื่อได้ยินเสียงมารดาทักทายผู้มาเยือนใบหน้าคมเข้มก็หันขวับไปมองด้วยความสงสัยและใคร่รู้ว่าหน้าตาของหญิงสาวผู้เป็ต้นเหตุของเื่ยุ่งๆ จะเป็เช่นไรแต่เมื่อได้สบตาเข้ากับสายตาหวานที่จับจ้องมาก่อนแล้ว ทำเอากฤษณะใราวกับว่าโลกหยุดหมุนอึ้งไปชั่วขณะ
“ลูกหว้าจ๊ะ นี่น้ากรองแก้วเป็เพื่อนแม่ตอนสมัยเรียนแต่ลูกคงจะจำไม่ได้หรอกตอนนั้นหนูยังเด็กมาก” นางผกาแนะนำ
ในขณะที่อริสากำลังยืนช็อก ใกับภาพเบื้องหน้าถึงแม้ว่าจะเห็นเพียงด้านหลังแต่เธอก็จำได้ดี และยิ่งเขาหันมามองปะทะตรงๆ ยิ่งทำให้หัวใจเธอเต้นแรงผิดปกติซึ่งก็ไม่ต่างกับกฤษณะที่มีอาการเช่นเดียวกันและนี่ก็เป็ครั้งที่สองที่ได้พบเจอกับเธอจนทำให้หัวใจแกร่งเต้นแรงหายใจไม่เป็จังหวะอาการแบบนี้ช่างเหมือนกับตอนที่อนุรักษ์พูดถึงสถาปนิกสาวไม่มีผิด
“สวัสดีค่ะคุณน้ากรองแก้ว”เธอหันไปไหว้นางกรองแก้วอย่างนอบน้อมตามคำแนะนำของมารดาหลังจากตั้งสติได้โดยมีสายตาคมจับจ้องใบหน้าหวานอย่างไม่วางตา
“หนูลูกหว้าเนี่ยยิ่งโตยิ่งสวยแถมยังเก่งอีกต่างหาก น้าเลือกคนไม่ผิดจริงๆ”นางกรองแก้วพูดพร้อมกับยิ้มอ่อนโยนให้ ฝ่ายที่ได้รับคำชมซึ่งๆ หน้าก็ถึงกับหน้าแดงด้วยความขัดเขินถึงแม้จะมึนงงเล็กน้อยกับคำพูดตอนท้ายของอีกฝ่าย แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก
“เข้ามานั่งให้หายเหนื่อยกันก่อนเถอะจ้ะอีกเดี๋ยวอาหารก็เสร็จแล้วละ”
นางเชิญชวนเพื่อนรักก่อนจะเดินนำไปนั่งที่เดิม โดยที่แขกทั้งสองนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับกฤษณะและนางกรองแก้วนั่งแยกอีกด้านหนึ่งจึงทำให้ตอนนี้อริสาต้องนั่งเผชิญหน้ากับชายหนุ่มซึ่งเป็เ้าของบ้าน
แถมดูเหมือนว่าเขาจะไม่ชอบหน้าเธอเอามากๆ เสียด้วย ก็ดูทำหน้าเข้าสิราวกับว่าเธอทำอะไรให้เขาเจ็บแค้นมาก่อนอย่างงั้นแหละ
“สวัสดีครับคุณน้าผกา”กฤษณะเอ่ยสวัสดีแขกสำคัญของบ้านทันทีเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเดินเข้ามานั่งตรงจุดที่เขานั่งอยู่ก่อนแล้วดวงตาคมเข้มจับจ้องหญิงสาวตรงหน้านิ่งเงียบ
“นี่แหละจ้ะผกา เ้าลูกชายหัวดื้อของฉัน...นี่น้องลูกหว้าทำความรู้จักกับน้องไว้สิตากฤษ หนูลูกหว้าจ๊ะ นี่พี่กฤษลูกชายน้าเอง”นางกรองแก้วเอ่ยบอกเป็ฉากๆ พลางหย่อนก้นลงนั่งบนเบาะนุ่ม
“สวัสดีค่ะพี่กฤษ” อริสากล่าวสวัสดีเสียงหวาน เธอส่งยิ้มให้อย่างเป็มิตรแต่อีกฝ่ายกลับตีหน้าขรึมไม่เปลี่ยน
“อย่าไปสนใจมันเลยนะจ๊ะหนูลูกหว้าไอ้ลูกชายคนนี้มันก็เป็แบบนี้แหละ”นางพูดปลอบใจหลังจากเห็นรอยยิ้มแห้งๆของว่าที่ลูกสะใภ้แสนสวย
ทางด้านกฤษณะที่กำลังนั่งหน้าขรึมจ้องมองทุกอิริยาบถของหญิงสาวที่เดินเข้ามานั่งตรงข้ามเขาด้วยใบหน้าที่เรียบเฉยไม่แสดงออกแต่อย่างใด
ทั้งๆ ที่ภายในใจกลับร้อนรุ่มเป็ที่สุดผู้หญิงคนนี้รึที่จะมาเป็เมียในอนาคตของเขา ที่แท้เป็เธอนี่เองทำตัวใสซื่อไร้เดียงสา ตอนนั้นก็คงจะเป็แผนของเธอสินะ ที่คิดจะเข้ามาตีสนิทกับฉันนั่งคิดอย่างไม่สบอารมณ์
“แหมโตเป็หนุ่มหล่อภูมิฐานเชียวแบบนี้พวกสาวๆ คงจะตามกันเป็เกลียวเลยสินะ ใช่ไหมจ๊ะกรองแก้ว”นางผกาเอ่ยแซวเพื่อนรัก
“ก็คงจะอย่างงั้นแหละแถมแต่ละคนนะสลัดยากสุดๆ สลัดเท่าไหร่ก็ไม่ยอมหลุดสักที ฉันละอ่อนใจจริงๆเลยต้องหาลูกสะใภ้ตัวจริงให้มันไวๆ นี่แหละ จะได้มีครอบครัวเป็ตัวเป็ตนสักที ได้ไม่ต้องไปคว้าผู้หญิงที่ไหนก็ไม่รู้มาทำเป็เมีย”
นางพูดพร้อมกับมองหน้าลูกชายที่กำลังทำหน้าไม่สบอารมณ์สลับกับใบหน้าหวานของว่าที่ลูกสะใภ้คนโปรดที่กำลังนั่งตัวเกร็งจนนึกเอ็นดูก่อนจะหันไปยิ้มให้กับเพื่อนรักอย่างอารมณ์ดี
“บ้านคุณน้านี่สวยจังเลยนะคะ ร่มรื่นแถมยังเงียบสงบอีกต่างหาก” เสียงหวานๆ เอ่ยขึ้นหลังจากนั่งเงียบมานานดวงตากลมโตเฉมองใบหน้าคมเข้มอย่างขัดเขิน ก็จะไม่ให้เธอเขินได้ไงล่ะเล่นนั่งจ้องตาเขม็งแบบนี้ใครไม่รู้สึกก็บ้าแล้ว
“สวยแล้วหนูอยากจะมาอยู่ที่นี่ไหมน้าให้มาอยู่ฟรีไม่คิดเงิน โปรโมชั่นนี้มีไว้สำหรับหนูเพียงคนเดียวเลยนะจ๊ะ”
เมื่อได้ยินมารดาพูดเช่นนั้นกฤษณะจึงได้หันขวับไปมองก่อนจะตวัดสายตากลับมามองหญิงสาวที่นั่งอยู่ตรงข้างอีกครั้งอย่างไม่ชอบใจนักกับประโยคถัดมาของเธอ
“งั้นดูท่าลูกหว้าคงต้องมาใช้บริการบ้านคุณน้าบ่อยๆแล้วละค่ะ เดี๋ยวจะหมดโปรโมชั่นเอาซะก่อน”
“เอาสิจ๊ะมาบ่อยๆสิยิ่งดี น้าจะต้อนรับเป็พิเศษเลย”นางกรองแก้วพูดขึ้นอย่างถูกอกถูกใจโดยไม่ใส่ใจกับสายตาเดือดของลูกชายที่มองมาสักนิด
“ไปกินข้าวกันเถอะกินไปคุยไปน่าจะสนุกกว่าเยอะ” นางบอกก่อนจะลุกขึ้นยืน พร้อมๆ กับเสียงแทรกซ้อนของพ่อลูกชายตัวดีดังขึ้นมา
“ผมขอตัวก่อนนะครับ”กฤษณะบอกและลุกขึ้นเดินไป
“นั่นจะไปไหนน่ะตากฤษ วันนี้ห้ามไปไหนทั้งนั้น” ขายาวๆ ของกฤษณะหยุดชะงัก
“แกจะต้องอยู่กินข้าวเที่ยงกับแม่ที่บ้านหลังจากนั้นก็จะต้องพาน้องไปเดินเล่นด้วย นี่คือคำสั่ง ห้ามขัดใจแม่เป็อันขาด”
นางบอกน้ำเสียงเด็ดขาดก่อนเดินนำไปที่โต๊ะอาหารโดยที่กฤษณะได้แต่เดินตามหลังไปอย่างไม่สบอารมณ์นัก พาน้องไปเดินเล่นด้วยทำเหมือนจุด จุด จุด ไปได้ กินอิ่มก็ต้องพาไปเดินเล่น ริมฝีปากหยักลึกบ่นงึมงัมกับตัวเอง
............................................................................................................................................