ภายใต้แสงอัสดงที่ฉาบทาไปทั่วท้องฟ้าทิศตะวันตกจนกลายเป็สีเืนก ร่างของหลินเทียนก้าวเดินออกมาจากชายป่าาอย่างเงียบเชียบ ทุกลมหายใจของเขาในยามนี้สอดประสานไปกับชีพจรของผืนแผ่นดินอย่างสมบูรณ์แบบ ชุดหนังสัตว์ป่าที่เคยดูดิบเถื่อน บัดนี้กลับดูสง่างามและแฝงไปด้วยอำนาจลึกลับเมื่ออยู่บนร่างของผู้ฝึกตนขอบเขตก่อตั้งรากฐาน กลิ่นอายัครามที่ไหลเวียนอยู่ในกายถูกเขาเก็บกักไว้อย่างมิดชิดภายใต้เคล็ดวิชาความว่างเปล่า ทำให้เขามองดูภายนอกเหมือนเพียงจอมยุทธ์หนุ่มพเนจรธรรมดาที่มีแววตาคมกล้าเกินวัย
หลินเทียนหยุดยืนอยู่บนเนินเขาสูง มองย้อนกลับไปยังป่าาที่เขาใช้เวลาขัดเกลาตนเองจนเปลี่ยนจากเด็กหาฟืนสู่ผู้สืบทอดสายเืโบราณ ความรู้สึกโหยหาหมู่บ้านหมอกครามยังคงมีอยู่ ทว่าบัดนี้มันถูกแทนที่ด้วยภาระหน้าที่อันหนักอึ้ง เขากระชับกระบี่ัพลิกฟ้าที่เอว ลวดลายับนฝักกระบี่ดูเหมือนจะตอบรับกับปณิธานในใจของเขา "ปู่กู่... ข้าจะไม่ทำให้ท่านผิดหวัง แผ่นดินที่เปื้อนเืของตระกูลข้า ข้าจะล้างมันด้วยคมกระบี่นี้เอง"
เป้าหมายถัดไปของเขาตามนิมิตแห่งดวงดาวคือ 'เมืองหลวงหานหยาง' นครหลวงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของอาณาจักร สถานที่ซึ่งรวบรวมอำนาจ วาสนา และความลับของหุบเขาไร้เนตรที่ฝังรากลึกอยู่ภายใต้โครงสร้างการเมืองที่ซับซ้อน หนึ่งในชิ้นส่วนกระบี่ที่เหลือถูกระบุว่าซ่อนอยู่ใน 'หอคอยร้อยอสูร' สถานที่ต้องห้ามกลางเมืองหลวงที่แม้แต่ยอดฝีมือระดับสูงยังขยาด
การเดินทางจากป่าาสู่เมืองหานหยางใช้เวลาเพียงไม่กี่วันด้วยวิชาตัวเบาที่รุดหน้าไปไกลของเขา ระหว่างทางหลินเทียนสังเกตเห็นความวุ่นวายที่เริ่มก่อตัวขึ้นในยุทธภพ ข่าวการล่มสลายของสาขาพรรคอีกาโลหิตและโศกนาฏกรรมของเ้าหอคอยทมิฬกลายเป็หัวข้อสนทนาหลักในทุกโรงเตี๊ยมที่เขาผ่าน ชื่อของ 'จอมยุทธ์นิรนาม' ถูกกล่าวขวัญถึงในฐานะตัวอันตรายที่ทุกขุมกำลังต้องจับตามอง
เมื่อกำแพงเมืองหานหยางที่สูงเสียดฟ้าปรากฏขึ้นเบื้องหน้า หลินเทียนรู้สึกได้ถึงความแตกต่างจากเมืองชิงเฟิงอย่างชัดเจน เมืองหลวงแห่งนี้แผ่รังสีแห่งความมั่งคั่งและพลังอำนาจที่กดดันผู้คน ทหารยามในชุดเกราะสีทองอร่ามตรวจตราอย่างเข้มงวด และมีจอมยุทธ์ระดับก่อตั้งรากฐานเดินปะปนอยู่ทั่วไปราวกับเป็เื่ปกติ หลินเทียนใช้ปราณปกปิดระดับพลังของตนให้เหลือเพียงระดับรวบรวมลมปราณขั้นกลางเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกเพ่งเล็ง
"เ้าหนู มาจากที่ใด? มีธุระอะไรในหานหยาง?" นายกองทหารยามถามด้วยเสียงกร้าวขณะตรวจใบผ่านทาง
"ข้าน้อยเป็เพียงนายพรานจากชายแดน หวังจะมาหางานทำในเมืองหลวงเ้าค่ะ" หลินเทียนตอบด้วยน้ำเสียงนอบน้อมที่ปรุงแต่งขึ้น เขาจ่ายสินบนเป็เศษเงินอย่างชำนาญก่อนจะเดินผ่านประตูเมืองเข้าสู่ความโกลาหลของเมืองหลวง
ภายในหานหยาง หลินเทียนมุ่งหน้าไปยัง 'โรงน้ำชาจันทร์กระจ่าง' สถานที่ซึ่งเฒ่าจิ่วเคยเปรยไว้ว่าเป็แหล่งรวมข่าวสารของผู้ฝึกตนระดับสูง บรรยากาศภายในโรงน้ำชาแห่งนี้ดูหรูหราและสงบเงียบ ผู้คนที่นี่ต่างสวมชุดไหมราคาแพงและสนทนากันด้วยเสียงเบา หลินเทียนนั่งลงในมุมมืดที่สังเกตการณ์ได้ทั่วห้อง เขาสั่งน้ำชาเกรดต่ำที่สุดเพื่อไม่ให้ดูสะดุดตา
ไม่นานนัก ประสาทััที่เฉียบคมของเขาก็ดึงเอาข้อมูลที่้าออกมาได้ "เ้าได้ยินไหม? พรุ่งนี้ทางราชสำนักจะเปิดทดสอบยอดฝีมือเพื่อเข้าประจำการในหอคอยร้อยอสูร" จอมยุทธ์ร่างั์ที่โต๊ะใกล้ๆ กระซิบกับเพื่อน
"หอคอยร้อยอสูร? นั่นมันสถานที่ตายชัดๆ! มีข่าวว่าผู้ที่เข้าไปรักษาการณ์ที่นั่นมักจะหายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย หรือไม่ก็กลายเป็บ้า" อีกคนตอบด้วยน้ำเสียงหวาดวิตก
"ก็เพราะแบบนั้นไง รางวัลถึงได้สูงลิ่ว... แต่ข้าว่ามันมีอะไรมากกว่านั้น ข่าวลือว่า 'เ้าชายเจ็ด' แห่งหุบเขาไร้เนตรเข้ามารับ่ดูแลหอคอยนี้ด้วยตนเอง บางทีการทดสอบพรุ่งนี้อาจจะเป็การคัดเลือกเบี้ยล่างเพื่อไปทำเื่ชั่วร้ายบางอย่าง"
ดวงตาของหลินเทียนวาวโรจน์ เ้าชายเจ็ดแห่งหุบเขาไร้เนตร? คนผู้นี้น่าจะเป็ผู้กุมความลับเื่ชิ้นส่วนกระบี่และอาจเป็คนสั่งการระดับสูงที่เขาตามหา นี่คือโอกาสทองที่เขาจะแฝงตัวเข้าไปในหอคอยร้อยอสูรโดยไม่ต้องบุกฝ่าไปตรงๆ
ขณะที่เขากำลังวางแผนในใจ ร่างระหงในชุดสีม่วงเข้มสลับดำที่ดูดุดันแต่เย้ายวนก็เดินเข้ามาในโรงน้ำชา นางสวมหมวกคลุมหน้าที่มีผ้าโปร่งบางกั้นไว้ ทว่าหลินเทียนกลับรู้สึกได้ถึงกลิ่นอายที่คุ้นเคย... ปราณที่เย็นเยียบและรวดเร็วดุจเงาพราย 'จิ่นเฟย' ยอดฝีมือหญิงจากสำนักเงาโลหิต และนางกำลังจ้องมองตรงมาที่โต๊ะของเขา
จิ่นเฟยเดินเข้ามานั่งลงที่โต๊ะของหลินเทียนโดยไม่ได้รับเชิญ นางวางกระบี่สั้นสีดำสนิทลงบนโต๊ะเบาๆ "กลิ่นอายของป่าายังไม่จางหายไปจากตัวท่านเลยนะ... จอมยุทธ์นิรนาม"
หลินเทียนนิ่งสงบ เขาจิบน้ำชาอย่างช้าๆ "แม่นางคงจำคนผิดแล้ว ข้าเป็เพียงนายพรานหลงทาง"
นางหัวเราะเบาๆ เป็เสียงที่ใสกังวานแต่แฝงไปด้วยความหมาย "นายพรานที่สังหารเ้าหอคอยทมิฬและทะลวงขอบเขตก่อตั้งรากฐานกลางวิหารัน่ะหรือ? อย่าได้ดูแคลนเครือข่ายข้อมูลของสำนักเงาโลหิตนักเลย ข้าไม่ได้มาที่นี่เพื่อสู้กับท่าน แต่มาเพื่อเสนอ 'ข้อตกลง'"
"ข้อตกลงอะไร?" หลินเทียนวางจอกน้ำชาลง แววตาเยือกเย็น
"ท่าน้าเข้าสู่หอคอยร้อยอสูรเพื่อชิ้นส่วนกระบี่ที่หายไป ส่วนข้า้ากำจัดเ้าชายเจ็ดเพื่อล้างแค้นให้สำนักที่ถูกมันทำลาย เรามีศัตรูคนเดียวกัน และข้ามี 'แผนที่' ภายในหอคอยนั้น" จิ่นเฟยกระซิบ แววตาภายใต้ผ้าคลุมหน้าดูจริงจัง
หลินเทียนพิจารณาอย่างรอบคอบ เขาไม่เคยเชื่อใจใครในยุทธภพง่ายๆ โดยเฉพาะจอมยุทธ์จากพรรคมาร แต่ในสถานการณ์ที่เขาไม่รู้จักพื้นที่เมืองหลวงดีพอ ความร่วมมือชั่วคราวอาจเป็ทางเลือกที่ฉลาดที่สุด "ข้าจะพิจารณา... แต่หากเ้าหักหลังข้า คมกระบี่ของข้าจะไปถึงลำคอเ้าก่อนที่เ้าจะได้ร้องขอชีวิต"
"ยุติธรรมดี" จิ่นเฟยยิ้ม "พรุ่งนี้ยามเช้า พบกันที่ลานประลองหน้าประตูวังหลวง ข้าจะจัดการเื่ตัวตนปลอมให้ท่านเอง"
จิ่นเฟยเดินจากไปทิ้งไว้เพียงกลิ่นอายหอมประหลาด หลินเทียนมองตามแผ่นหลังของนางไป ความแค้น ปริศนา และพันธมิตรที่น่าสงสัยกำลังชักนำเขาเข้าสู่วังวนแห่งอำนาจที่ซับซ้อนกว่าเดิมหลายเท่า เขารู้สึกได้ว่าเมืองหลวงหานหยางแห่งนี้จะเป็บททดสอบที่ใหญ่หลวงที่สุดสำหรับวิชากระบี่ไร้ลักษณ์ของเขา
คืนนั้น หลินเทียนนั่งสมาธิอยู่บนยอดหอคอยที่มองเห็นวังหลวงได้ทั้งหมด แสงไฟจากเมืองหลวงดูงดงามแต่กลับแฝงไปด้วยเงามืดที่คืบคลาน เขาหยิบกระบี่ัพลิกฟ้าออกมา ใบดาบส่องประกายสอดประสานกับหมู่ดาวเบื้องบน "วิชากระบี่ไร้ลักษณ์ ขั้นที่ห้า กระบี่ผ่ามิติ... ข้าต้องฝึกฝนให้ชำนาญกว่านี้เพื่อรับมือกับสิ่งที่อยู่ในหอคอยนั่น"
ทุกลมหายใจของเขาเริ่มกลั่นกรองพลังฟ้าดินเข้าสู่หัวใจัคราม ัในร่างเริ่มคำรามเบาๆ ตอบรับคำสาบานแห่งการแก้แค้น วันพรุ่งนี้... เืของศัตรูจะหลั่งชโลมลานประลอง และชื่อของหลินเทียนจะสั่นะเืไปทั่วหานหยาง! มหากาพย์บทใหม่ได้เริ่มขึ้นแล้ว ณ ใจกลางอำนาจที่เย็นเยียบและมืดมิดที่สุด!