ทะลุมิติไปเป็นสาวชาวนาผู้มั่งคั่งกับซาลาเปาตัวน้อยๆ (จบ)

    เล่มที่ 4 บทที่ 112 วางแผน

             

            หลินกู๋หยู่เม้มริมฝีปากแน่น ลดสายตาลงหันกลับมาโดยหันหลังให้ฉือหาง

            ใบหน้าของฉือหางเต็มไปด้วยความขุ่นเคืองแม้ว่าหลินกู๋หยู่จะไม่ได้ทำอะไรเลย แต่นางเพียงนอนข้างๆ เขาเท่านั้น ทว่าร่างกายของเขาก็ร้อนผะผ่าวอย่างช่วยไม่ได้

            "ท้องของเจ้ายังเจ็บอยู่หรือไม่?” ฉือหางนึกได้ว่าหลินกู๋หยู่มีระดู จึงเลื่อนมือไปที่หน้าท้องของนาง

            หลินกู๋หยู่ยื่นมือออกไปคว้ามือของฉือหางอย่างกระวนกระวายความร้อนในร่างกายลดลงในที่สุด ริมฝีปากแห้งผากอย่างอธิบายไม่ได้กระซิบว่า"ข้าง่วงแล้ว"

            ด้านนอกมีฝนตกปรอยๆและเสียงฝนดูเหมือนจะมีอิทธิพลในการกล่อมคนนอนอย่างอธิบายไม่ได้หลินกู๋หยู่ผล็อยหลับไปด้วยความสะลึมสะลือ

            เช้าวันรุ่งขึ้นเมื่อหลินกู๋หยู่ตื่นขึ้น ภายในห้องยังคงมืดมาก นางมองไปที่ฉือหางด้วยความงุนงง

            "วันนี้ฝนตกแล้ว”ฉือหางกล่าว ยื่นมือไปดึงผ้านวมขึ้น กระซิบว่า"วันนี้เจ้าอย่าไปทำงานเลยดีหรือไม่?"

            ฝนตกแล้วหลินกู๋หยู่อยากนอนบนเตียงโดยไม่เคลื่อนไหวสักหนึ่งวัน

            แต่อย่างไรก็ตามนางก็ไม่สามารถล้มเลิกกลางคันได้วันนี้นางยังต้องไปทำงานที่โรงหมอ

            เพียงแต่ เมื่อนึกถึงการกระทำของลู่จื่อยู่เมื่อวานนี้หลินกู๋หยู่ก็รู้สึกอึดอัดหลายส่วน

            หากเป็นไปได้หลินกู๋หยู่ต้องการเปิดโรงหมอด้วยตัวเองเพื่อที่เขาจะได้ไม่ต้องพบกับลู่จื่อยู่

            เนื่องจากลู่จื่อยู่เคยให้ความสะดวกสบายแก่นางด้วยเหตุนี้หลินกู๋หยู่จึงไม่เคยคิดที่จะไปที่โรงหมอแห่งอื่น

            เมื่อเห็นท่าทีของหลินกู๋หยู่เช่นนี้ฉือหางก็รู้สึกอึดอัด "อีกสักพักเจ้าค่อยลุก ข้าจะไปจุดไฟก่อน"

            หลินกู๋หยู่พยักหน้าและยื่นมือไปดึงผ้าห่ม

            ราวกับว่าฉือหางไม่กลัวความหนาวเย็นอย่างไรอย่างนั้นเขายกผ้าห่มขึ้นและสวมเสื้อผ้า จากนั้นเดินไปที่เตาและเริ่มจุดไฟต้มน้ำเพื่อเตรียมต้มบะหมี่ในเวลาเดียวกัน

            หลังจากนั้นไม่นานเตียงเตาก็เริ่มร้อนขึ้น

            หลินกู๋หยู่ก็ลุกขึ้นจากเตียงอย่างงัวเงียจากนั้นช่วยโต้ซาแต่งตัวหลังจากล้างตัวเสร็จแล้วนางก็เตรียมพร้อมที่จะเริ่มรับประทานอาหาร

            ทั้งสองคนวางแผนว่าจะส่งโต้ซาไปสถานศึกษาก่อนแล้วจึงไปที่โรงหมอ

            ด้วยความกังวลว่าโต้ซาจะหนาวหลินกู๋หยู่จึงสวมเสื้อผ้าเพิ่มขึ้น

            ฉือหางอุ้มโต้ซาหลินกู๋หยู่ยืนพิงด้านข้างถือร่มไว้ในมือ กางร่มคันเดียวให้ทั้งสามคน

            ทันทีที่เปิดประตูใหญ่หลินกู๋หยู่ก็เห็นรถม้าหนึ่งคันจอดอยู่ข้างนอก

            หลินกู๋หยู่ชำเลืองมองฉือหางด้วยความประหลาดใจใบหน้าของนางฉายแววความงุนงง

            “หมอหลิน” สารถีกระโดดลงจากรถม้าด้วยรอยยิ้มก่อนที่จะเดินไปหาหลินกู๋หยู่ในชุดกันฝนที่ทำจากหญ้าฟาง พูดด้วยความเคารพนบนอบว่า “นายน้อยกังวลว่าท่านจะไม่สะดวกที่จะไปในเมืองดังนั้นจึงให้ข้ามารับท่าน"

            หลินกู๋หยู่ขมวดคิ้วมุ่นจากนั้นก็ส่ายศีรษะ "ช่วยขอบคุณนายน้อยของเจ้าแทนข้าที ข้าไม่ต้องการ"

            เมื่อพูดจบหลินกู๋หยู่ก็จับมือของฉือหางและกำลังจะเดินอ้อมรถม้า

            ม่านของรถม้าถูกเปิดออกชายคนหนึ่งออกมาจากข้างใน มองไปที่หลินกู๋หยู่อย่างเย็นชา "หมอหลินวันนี้ฝนตก นั่งรถม้าจะสะดวกกว่า"

            สะดวกกว่างั้นหรือ?

            ฉือหางอุ้มโต้ซาไว้ในอ้อมแขนพลางจ้องมองไปที่บุรุษคนนั้นทำไมเขาถึงไม่เข้าใจเสียที เป็นถึงคุณชายจากตระกูลใหญ่คิดไม่ถึงว่าจะไล่จีบภรรยาของเขา

            เขาย่อมรู้ว่าภรรยาของเขาดีอย่างไรแต่คนเหล่านั้นควรจะรู้จักขอบเขตและอยู่ห่างๆ ไม่ใช่หรือ?

            “ไม่จำเป็นแล้ว” หลินกู๋หยู่ขมวดคิ้ว ลดเปลือกตาลงเพื่อซ่อนความขุ่นเคืองในดวงตาของนาง

            "คุณชายลู่” ฉือหางชำเลืองมองลู่จื่อยู่อย่างเฉยเมยปราดหนึ่ง เลิกคิ้วดาบ"เจ้าคิดว่าเจ้าทำเช่นนี้มันเหมาะสมแล้วหรือไม่?"

            ลู่จื่อยู่เป็นคนเช่นไรเขาจะล่าถอยเพียงเพราะคำพูดสองสามคำของฉือหางได้อย่างไร?

            ลู่จื่อยู่หยิบร่มหนึ่งคันออกมาจากรถม้าเป็นร่มกระดาษน้ำมันสีขาวเช่นเดียวกับชุดที่เขาสวมซึ่งไม่เข้ากับบ้านที่ทรุดโทรมซอมซ่อหลังนี้เลย ในขณะที่ยืนอยู่ท่ามกลางสายฝนเขาดูเหมือนคนที่เดินออกมาจากภาพวาด

            "พี่ฉือ" ลู่จื่อยู่เดินไปข้างหน้าฉือหาง เลื่อนสายตาไปที่ใบหน้าของหลินกู๋หยู่เมื่อเห็นว่านางเงียบ เขาจึงพูดว่า "ข้าก็แค่เป็นห่วงคนในโรงหมอของเรามีอะไรผิดหรือไม่?"

            "นี่คงจะเป็นความเป็นห่วงที่มากเกินไปแล้ว”ฉือหางเงยหน้าขึ้นมองลู่จื่อยู่และพูดอย่างตรงไปตรงมา"ภรรยาของข้าไม่ต้องการให้เจ้าทำอะไรมากเจ้าทำเช่นนี้มีแต่จะทำให้พวกเรารู้สึกลำบากใจ"

            หลินกู๋หยู่เงยหน้าขึ้นมองฉือหางด้วยรอยยิ้มแล้วพูดกับลู่จื่อยู่ว่า "คุณชายลู่ วันหน้าเจ้าไม่ต้องมาอีกต่อไปแล้วข้าไปเองได้"

            ในขณะที่พูดหลินกู๋หยู่ดูเหมือนจะคิดอะไรบางอย่างได้จึงหันศีรษะไปหาฉือหาง "โต้ซาต้องรีบไปเรียน ไม่เช่นนั้นจะสายเอาได้เช่นนั้นท่านอาจารย์จะต้องโกรธอย่างแน่นอน"

            ฉือหางโคลงศีรษะให้ลู่จื่อยู่เล็กน้อย "ขออภัย พวกเราต้องไปก่อนแล้ว"

            หลินกู๋หยู่ปิดประตูแล้วตามฉือหางจากไปพร้อมร่มหนึ่งคัน

            หลังจากเดินไปได้สองสามก้าวหลินกู๋หยู่ก็ลอบเงยหน้ามองไปที่ลู่จื่อยู่ปราดหนึ่ง ขมวดคิ้วแน่นยิ่งขึ้น

            นางไม่เข้าใจความคิดของลู่จื่อยู่บุรุษที่มีคุณสมบัติเพียบพร้อมทั้งรูปร่างหน้าตาที่ดี มีเงินทองตามที่ต้องการแต่เหตุใดเขาถึงทำเรื่องเช่นนี้มาโดยตลอด

            ภรรยาเอกที่ชอบด้วยกฎหมาย

            เขาสัญญากับนางว่าจะให้ตำแหน่งภรรยาเอกที่ชอบด้วยกฎหมายกับนาง?

            หลินกู๋หยู่ยิ้มอย่างจนปัญญาแม้ว่านางจะได้ตำแหน่งเป็นนางบำเรอหากบุรุษคนนั้นจะมีนางเป็นผู้หญิงในชีวิตของเขาคนเดียว สำหรับนางนั่นก็เพียงพอแล้ว

            ตอนนี้นางเจอคนที่นางรักมากที่สุดแล้วนางจะยังมองหาบุรุษอื่นได้อย่างไร

            ฉือหางที่อุ้มโต้ซาคิดถึงสิ่งที่หลินกู๋หยู่พูดกับลู่จื่อยู่เขารู้สึกแปลกในใจเล็กน้อย

            ทำไมเขาถึงรู้สึกว่าภรรยาของเขาไม่ชอบลู่จื่อยู่มากนัก?

            แต่สิ่งที่เขาเห็นในวันนั้นเขามองผิดไปหรือไม่?

            หลังจากส่งโต้ซาแล้วทั้งสองคนก็รีบตรงเข้าไปในเมือง

            อาจเป็นเพราะนี่เป็นเป็นช่วงฤดูใบไม้ผลิแล้วหลายคนเริ่มขุดดินแล้ว

            เมื่อเห็นคนเหล่านั้นกำลังง่วนอยู่กับงานในไร่นาหลินกู๋หยู่ก็เงยหน้าขึ้นมองไปที่ฉือหาง "พวกเราก็ควรหาเวลาจัดการกับที่ดินด้วยดีหรือไม่เรายังต้องถามท่านแม่ก่อนว่าที่ดินที่จัดสรรให้พวกเรานั้นเป็นที่ดินผืนไหน!"

            "อืม ได้”ฉือหางพยักหน้ารับคำ หลังจากคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ สิ่งที่ภรรยาพูดก็ถูก"รอให้อากาศอบอุ่นขึ้น อีกสักสองสามวันข้าจะเริ่มจัดการที่ดิน"

            ที่ดินที่ครอบครัวของพวกเขาได้รับจากการจัดสรรอาจเป็นสองหมู่เมื่อบวกกับที่ดินสองหมู่ของฉือเย่ ทั้งหมดรวมเป็นสี่หมู่

            ในระหว่างทางทั้งคู่เดินคุยกันหัวเราะต่อกระซิกบ้างในเวลาเดียวกัน พวกเขากลับไม่รู้สึกว่าระยะทางนั้นไกลมากนัก

            หลังจากส่งหลินกู๋หยู่ไปโรงหมอแล้วหลินกู๋หยู่ก็ยื่นร่มให้ฉือหาง "เจ้ากลางมันกลับไปอย่าให้ตัวเปียก"

            ฉือหางยิ้มและรับร่มจากมือของหลินกู๋หยู่

            หลินกู๋หยู่มองดูฉือหางจากไปก่อนจะหย่อนตัวนั่งลงบนที่นั่งของตนเอง

            อาจเป็นเพราะฝนตกจึงไม่ค่อยมีผู้คนอยู่บนถนนนักภายในห้องโถงของโรงหมอก็ยิ่งร้างเงียบเหงา

            หมอตู้นั่งตรงข้ามกับหลินกู๋หยู่ เมื่อเห็นท่าทางอ่อนแอของหลินกู๋หยู่เขาก็เอ่ยขึ้นว่า "หมอหลิน เจ้ารู้สึกไม่สบายตรงไหนหรือไม่?"

            หลินกู๋หยู่ยิ้มๆ"แค่เป็นหวัดเล็กน้อย ใกล้จะหายดีแล้ว"

            หมอตู้พยักหน้าจากนั้นเขาก็ก้มศีรษะลงและยุ่งกับงานในมือ

            หลินกู๋หยู่รู้สึกประหลาดใจมากกับการแสดงออกของหมอตู้แต่กระนั้นนางก็ไม่ได้พูดอะไร

            ในวันนี้หลินกู๋หยู่ไม่เห็นลู่จื่อยู่ที่โรงหมอเลยหลังจากคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ คิดว่าเขาอาจจะยอมแพ้ไปแล้วกระมังดังนั้นเขาจึงไม่ปรากฏตัว

            ในตอนเย็น สายฝนค่อยๆ หยุดลงหลินกู๋หยู่รอแล้วรอเล่า แต่กระนั้นฉือหางก็ยังไม่มาเสียทีดังนั้นนางจึงเริ่มเตรียมตัวกลับบ้านด้วยตัวเอง

            เมื่อหลินกู๋หยู่กลับถึงบ้านนางก็ได้ยินเสียงทะเลาะลอดดังจากเรือนใหญ่ของสกุลฉือ

            “ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของเจ้าถูกสุนัขคาบไปกินทั้งหมดแล้วหรืออย่างไรในบ้านก็มีเงินเพียงน้อยนิด แต่พวกเจ้าสองคนกลับทำเช่นนี้!” เสียงของโจวซื่อลอดดังจากข้างในเรือนใหญ่

            หลินกู๋หยู่คิดว่าจะกลับเข้าบ้านทันทีแต่ก่อนที่จะเดินไปถึงประตูบ้าน จู่ๆ นางก็ได้ยินโจวซื่อยังคงก่นด่า "เจ้าสามเจ้ารู้เรื่องนี้แล้วแต่ทำไมเจ้าถึงไม่พูดเจ้าจงใจให้พวกเราใช้ชีวิตอย่างน่าสังเวช ทำไมจิตใจของเจ้าถึงได้โหดร้ายขนาดนี้?”

            หลินกู๋หยู่เดินไปที่นั่นและเห็นคนสามคนคุกเข่าอยู่บนพื้นเมื่อก้าวไปข้างหน้าก็เห็นฉือเทา ฟางซื่อและฉือหางคุกเข่าอยู่บนพื้น

            ใบหน้าของหลินกู๋หยู่น่าเกลียดเล็กน้อย

            นางก็คิดอยู่แล้วเชียวว่าทำไมฉือหางถึงไม่มารับนางกลับบ้านปรากฏว่าเขาถูกลงโทษให้คุกเข่าที่นี่นี้เอง

            หลินกู๋หยู่เดินไปหามองดูเข่าของฉือหางที่จมลึกลงไปในโคลน

            ฉือเทาและฟางซื่อคุกเข่าลงบนพื้นนั่นเป็นสิ่งที่สมควรแล้ว แต่ฉือหางเป็นผู้บริสุทธิ์

            ก่อนที่หลินกู๋หยู่จะทันได้พูดใบหน้าของโจวซื่อก็น่าเกลียดยิ่งขึ้น เมื่อเห็นหลินกู๋หยู่และพูดด้วยความโกรธ"เจ้าคุกเข่าลง"

            ให้นางคุกเข่างั้นหรือ?

            หลินกู๋หยู่คิดว่าโจวซื่อจะต้องเป็นบ้าไปแล้วอย่างแน่นอนสิ่งเหล่านี้เกี่ยวข้องอะไรกับพวกนางหรือ?

            หลินกู๋หยู่ยังไม่ทันได้พูดนางก็ได้ยินฉือหางพูดว่า "เจ้ารีบกลับไปเถอะ อย่ามาที่นี่"

            เดิมทีหลินกู๋หยู่ต้องการจะต่อล้อต่อเถียงกับโจวซื่อด้วยเหตุผลแต่เมื่อคิดพิจารณาถึงอารมณ์ที่กำลังร้อนรุ่มเป็นฟืนเป็นไฟของโจวซื่อแล้วนางก็คร้านเกินกว่าจะพูดคุยกับโจวซื่อ การให้ฉือหางอยู่ตรงกลางคงไม่ใช่เรื่องดีนัก

            เมื่อคิดได้ดังนั้นหลินกู๋หยู่ก็หันหลังกลับและกำลังจะจากไป

            “เจ้าหยุด” โจวซื่อชี้นิ้วมือไปที่ด้านหลังของหลินกู๋หยู่และพูดด้วยน้ำเสียงเย็น

            หลินกู๋หยู่ไม่ได้สนใจสิ่งที่โจวซื่อพูดแม้แต่น้อยจากนั้นเดินไปข้างหน้าต่อไป ทว่าหลังจากเดินไปข้างหน้าเพียงสองก้าว จู่ๆนางก็เห็นซ่งซื่อยืนอยู่ตรงหน้านาง

            “พี่สะใภ้ใหญ่?” หลินกู๋หยู่เงยหน้าขึ้นมองซ่งซื่อ จากนั้นเม้มริมฝีปากเล็กน้อย “พี่หมายความว่าอย่างไร?”

            ซ่งซื่อมองไปที่หลินกู๋หยู่อย่างเฉยเมยขมวดคิ้วเล็กน้อย ในขณะพูดอย่างเฉยเมย "น้องสะใภ้สาม ในเมื่อเจ้ามาที่นี่แล้วทำไมเจ้าถึงออกไปโดยไม่อธิบายให้กระจ่างก่อน?"

            “เจ้าพูดว่าอะไรนะ?” หลินกู๋หยู่เหลือบมองไปที่คนสามคนที่คุกเข่าอยู่บนพื้นด้วยสายตาเรียบเฉยและเอ่ยถามอย่างขบขัน

            โจวซื่อรีบเดินไปหาหลินกู๋หยู่คว้าแขนของหลินกู๋หยู่และพูดอย่างโกรธเคือง "ทำไมหรือข้าในฐานะแม่สามีไม่สามารถสั่งว่าเจ้าได้งั้นหรือ?"

            “ท่านแม่ ท่านจะทำอะไร?”

            ไม่รู้ว่าเมื่อไรที่ฉือหางมาอยู่ด้านข้างหลินกู๋หยู่เขาคว้ามือของโจวซื่อออกไปและปกป้องหลินกู๋หยู่ข้างหลังเขา

            “ใครบอกให้เจ้าลุกขึ้น” ใบหน้าของโจวซื่อน่าเกลียดยิ่งขึ้น คิ้วของนางขมวดแน่น นิ้วมือชี้ไปที่ใบหน้าของฉือหางและพูดด้วยความขัดเคืองว่า “เดี๋ยวนี้เจ้าอาจหาญใช้กำลังกับแม่ของเจ้าแล้วหรือ!”

            หลินกู๋หยู่ขมวดคิ้วเล็กน้อยนางจับมือของฉือหางไว้

            ตั้งแต่สมัยโบราณความสัมพันธ์ระหว่างแม่สามีกับลูกสะใภ้นั้นเป็นความสัมพันธ์ที่เข้ากันได้ยากที่สุดหากไม่ระวังก็จะกลายเป็นเช่นนี้

            หลินกู๋หยู่รู้อยู่แก่ใจว่าฉือหางไม่ต้องการให้นางพลอยมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย

            “ท่านแม่ พวกเราทำอะไรผิดทำไมพวกเราถึงต้องถูกลงโทษให้คุกเข่าด้วย!” หลินกู๋หยู่เงยหน้าขึ้นมองโจวซื่อและเอ่ยอย่างสงสัย

            “พวกเจ้าสองคนร่วมมือกับครอบครัวรองร่วมกันโกงเงินของพวกเรา” ใบหน้าของโจวซื่อน่าเกลียดมากและชี้นิ้วมือไปที่ใบหน้าของฉือหาง “พวกเจ้าสองคนวางแผนได้เก่งจริงๆ”

            “เราสองคนวางแผนโกงเงินพวกเจ้าหรือ?” หลินกู๋หยู่แค่นเสียงเย็นชาและพูดอย่างโกรธเคือง “พวกเจ้ามีอะไรที่คุ้มค่าเพียงพอที่พวกเราจะวางแผนโกงเงินหรือเป็นเพราะพวกเจ้าไม่ต้องการลงโทษครอบครัวของพี่รอง แล้วเอาเรื่องโกงเงินมาใส่ความพวกเรางั้นหรือ?”

     

    คล้ายกับเรื่องทะลุมิติไปเป็นสาวชาวนาผู้มั่งคั่งกับซาลาเปาตัวน้อยๆ (จบ) ที่คุณอ่าน