บทที่2 นี่มันบ้านจริง ๆ หรือเนี่ย
หลังจากผ่านความเป็ความตายหลินเสี่ยวเฉินก็ยังต้องนอนรักษาตัวราวสิบกว่าวันสำหรับเขาอาจเป็แค่่เวลาพักฟื้นแต่สำหรับคนในบ้านมันคือ่เวลาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวและความหวังผสมปนเปกันทุกเช้ามารดาของเขาจะคอยต้มยาสมุนไพร กลิ่นขมอ่อน ๆ ลอยคลุ้งอยู่ในกระท่อมส่วนหลินอวี้หลานก็ออกไปเก็บผักป่ากลับมาพร้อมของกินเล็กน้อยที่แทบไม่พอแบ่งกันสี่คน
“กินอีกหน่อยเถิด เสี่ยวเฉิน”ท่านแม่เอ่ยพลางยื่นชามข้าวต้มมาให้ “เ้าผอมจนเหลือแต่กระดูกแล้ว”
หลินเสี่ยวเฉินรับมาอย่างว่าง่าย แม้รสชาติจะจืดชืดจนแทบกลืนไม่ลงแต่เขาก็ฝืนกินจนหมดทุกครั้ง เขารู้ดีว่าร่างกายนี้อ่อนแอเกินไปหากไม่ฟื้นฟูให้ดีต่อให้มีความคิดมากแค่ไหนก็ไร้ประโยชน์
“ข้าไม่เป็ไรแล้วท่านแม่” เขาพูดเบา ๆพยามทำน้ำเสียงให้เข้มแข็งเพื่อไม่ให้ทุกคนเป็ห่วง “อีกไม่กี่วันก็ลุกเดินได้”
จางเว่ยเยียนมองหน้าลูกชายอยู่ครู่หนึ่งแล้วยิ้มทั้งน้ำตา“ขอแค่เ้าหายดีแม่ก็ไม่้าอะไรอีกแล้ว”
คำพูดนั้นเรียบง่ายแต่กลับอบอุ่นจนหลินเสี่ยวเฉินนิ่งไปเขาไม่เคยมีครอบครัวแบบนี้ในชีวิตก่อน ความรู้สึกบางอย่างจึงค่อย ๆก่อตัวขึ้นในใจอย่างเงียบงัน
หลายวันต่อมาร่างกายของเขาก็ดีขึ้นอย่างรวดเร็วเกินคาดจากที่เคยลุกไม่ขึ้น ตอนนี้เขาสามารถนั่ง เดิน และออกแรงได้มากขึ้นแม้จะยังไม่เต็มที่แต่ก็เพียงพอให้เขาออกจากกระท่อมได้ในวันที่สิบ
เมื่อก้าวออกมายืนกลางลานดินหน้าบ้าน ลมเย็นยามเช้าพัดผ่านใบหน้าแสงแดดส่องลงมาบนทุ่งที่แห้งแล้งหลินเสี่ยวเฉินยืนเงียบอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะสูดลมหายใจลึกเหมือน้าต้อนรับชีวิตใหม่ของตนเอง
“ในที่สุดก็ออกมาได้” เขาพึมพำ
แต่ทันทีที่สายตากวาดมองไปรอบ ๆความรู้สึกดีนั้นก็จางหายไปอย่างรวดเร็ว กระท่อมที่เขาเรียกว่า “บ้าน”อยู่ในสภาพที่ย่ำแย่เกินกว่าจะมองข้ามได้ หลังคามีรูรั่ว ผนังไม้ผุพังเสาบ้านเอียงเหมือนจะล้มลงมาได้ทุกเมื่อ
“บ้านแบบนี้อยู่ไปได้ยังไงกัน” เขาพูดกับตัวเองเบา ๆ
“เสี่ยวเฉิน...เ้าออกมาทำอะไรตรงนี้”เสียงหลินอวี้หลานดังขึ้นจากด้านหลัง
หลินเสี่ยวเฉินหันกลับไปมอง พี่สาวของเขาถือถังน้ำอยู่ในมือสีหน้าแฝงความเป็ห่วงอย่างชัดเจน
“ข้าแค่ออกมาดูเฉย ๆ” เขาตอบ ก่อนจะชี้ไปที่กระท่อม“พี่หญิงคิดว่าบ้านหลังนี้เป็อย่างไร”
หลินอวี้หลานชะงักไปเล็กน้อย นางมองไปรอบ ๆ แล้วตอบอย่างลังเล“มันก็พอจะอยู่ได้นะ”
“อยู่ได้?” หลินเสี่ยวเฉินเลิกคิ้วเล็กน้อย“ถ้าฝนตกหนักอีกครั้งหลังคานั้นจะไม่พังลงมาหรือ”
ผู้เป็พี่สาวเงียบไป นางก้มหน้าลงก่อนจะพูดเบา ๆ“แล้วเราจะทำอย่างไรได้ เราไม่มีเงินแม้แต่จะซื้อข้าว”
คำพูดนั้นทำให้บรรยากาศเงียบลงทันที หลินเสี่ยวเฉินไม่ได้ตอบเขาเพียงมองบ้านหลังนั้นอีกครั้งความคิดเริ่มหมุนเร็วขึ้นในหัวราวกับกำลังคำนวณอะไรบางอย่าง
คืนนั้นหลังจากที่ทุกคนหลับไปแล้ว เขานั่งอยู่มุมหนึ่งของกระท่อมมือถือเศษไม้ชิ้นเล็ก เขาค่อย ๆ ขีดเขียนลงบนพื้นดินอย่างตั้งใจ เส้นตรงและมุมต่างๆ ปรากฏขึ้นทีละนิดกลายเป็แบบบ้านอย่างหยาบ ๆ
“ถ้าใช้ไม้ไผ่เป็โครง…” เขาพึมพำกับตัวเอง“เสริมด้วยดินอัด ผนังจะทนขึ้น หลังคาก็ต้องมุงให้แน่นกว่าเดิม…”
เขาหยุดมองผลงานของตัวเองแล้วหน้าเล็กน้อย “อย่างน้อยก็ต้องดีกว่านี้”
เด็กชายคัดแบบบ้านที่ออกแบบไว้บนพื้นดินลงในกระดาษเช้าวันถัดมาเขาก็ถือถือแบบนั้นเดินไปยังลานกลางของหมู่บ้านชายฉกรรจ์สองสามคนกำลังซ่อมเครื่องมือเกษตรอยู่เขาหยุดยืนตรงหน้าแล้วเอ่ยขึ้นอย่างสุภาพ
“ท่านลุง...ข้าขอรบกวนได้ท่านสักหน่อยได้หรือไม่”
ชายคนหนึ่งเงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างแปลกใจ “อ้าวเสี่ยวเฉิน...เ้าหายป่วยแล้วหรือนี่”
“ข้าหายดีแล้วขอรับ” เขาตอบ ก่อนจะยื่นแบบในมือออกไป“ข้าอยากสร้างบ้านใหม่”
ชายคนนั้นรับไปดู ขมวดคิ้วเล็กน้อย “นี่เ้าวาดเอง”
“ใช่ขอรับ”
อีกคนหนึ่งหัวเราะเบา ๆ “เ้าหนูเ้าคิดว่าการสร้างบ้านเป็เื่เล่นหรือ ต้องใช้แรงคนมากแล้วก็…”เขาหยุดไปครู่หนึ่ง “ต้องใช้เงิน”
หลินเสี่ยวเฉนพยักหน้า “ถ้าข้ามีแบบแล้วพวกท่านช่วยได้หรือไม่”
ชายคนเดิมส่ายหัว “เสี่ยวเฉิน...ไม่ใช่ว่าพวกข้าไม่อยากช่วยแต่พวกข้าเองยังแทบเอาตัวไม่รอดหากไม่มีค่าจ้างจะให้ไปเสียแรงสร้างบ้านให้เ้าคงทำไม่ได้จริง ๆ”
คำพูดนั้นตรงไปตรงมาแต่ไม่ได้ถือว่าโหดร้ายเพราะมันคือความจริงที่ทุกคนรู้ดี
หลินเสี่ยวเฉนเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะยื่นมือไปรับแบบคืน “ข้าเข้าใจขอบคุณลุงมาก” เขาไม่ได้อ้อนวอนหรือโต้แย้งเพียงหันหลังแล้วเดินกลับทันที
“เด็กคนนี้…” ชายคนหนึ่งพึมพำ “ดูไม่เหมือนเดิมเลย”
“ใช่ แววตามันแปลกไป” อีกคนเสริม
หลินเสี่ยวเฉินเดินกลับบ้านช้า ๆ ลมพัดผ่านทุ่งหญ้าแห้งเสียงเสียดสีกันดังแ่เบา เขาก้มมองแบบในมืออยู่ครู่หนึ่งแล้วกำมันแน่น
“ไม่มีใครช่วย…” เขาพึมพำ จากนั้นก็เงยหน้าขึ้นดวงตาแน่วแน่ “งั้นก็ทำเองก็ได้”
เมื่อกลับถึงบ้านก็เดินตรงไปยังเสาไม้ที่ผุพังแล้วยกมือเขย่าเบา ๆเสานั้นสั่นทันที ฝุ่นร่วงลงมาเป็ผง
หลินอวี้หลานที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ รีบร้องขึ้น “เสี่ยวเฉิน! เ้าทำอะไรเดี๋ยวบ้านก็พังลงมาหรอก”
หลินเสี่ยวเฉนหันไปมองพี่สาว เขาหันมายิ้มบาง ๆ“ก็พังอยู่แล้วไม่ใช่หรือ”
“เ้า…” หลินอวี้หลานพูดไม่ออก
เขามองไปรอบบ้านอีกครั้ง ก่อนจะพูดช้า ๆ แต่ชัดเจน“พี่หญิง...เราจะไม่อยู่ในบ้านแบบนี้อีกต่อไป”
“แล้วเ้าจะทำอย่างไร” อวี้หลานมองเขานิ่ง
“ข้าจะสร้างมันใหม่” หลินเสี่ยวเฉนยกแบบในมือขึ้นให้ผู้เป็พี่สาวดู
“ด้วยอะไร” หลินอวี้หลานขมวดคิ้วเพราะไม่เชื่อคำพูดของน้องชาย
“ด้วยมือของข้าเอง”คำตอบนั้นเรียบง่ายแต่หนักแน่นจนคนฟังต้องนิ่งไป
ลมพัดผ่านอีกครั้งเสียงหลังคาเก่าดังเอี๊ยดอ๊าดเหมือนจะพังลงมาได้ทุกเมื่อแต่ในดวงตาของเด็กชายวัยสิบขวบกลับไม่มีความหวาดกลัวเหลืออยู่มีเพียงความมุ่งมั่นที่ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้น แม้จะไม่มีเงิน ไม่มีคนช่วยและไม่มีอะไรอยู่ในมือ แต่ด้วยความรู้ที่เขามีอยู่เขามั่นใจว่าจะต้องทำมันได้แน่